เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 198: เสด็จอาโกรธมาก

บทที่ 198: เสด็จอาโกรธมาก

บทที่ 198: เสด็จอาโกรธมาก


ตั้งแต่เดินทางมาถึงค่ายทหาร เซียวถังอี้ก็ยุ่งมากจึงไม่ได้ตอบกลับมู่ไป๋ไป่

ทางด้านคนตัวเล็กก็ทนรอไม่ไหวจึงได้พาหลัวเซียวเซียวกับจื่อเฟิงออกเดินทางไปก่อน

ในตอนนั้นพวกเธอบังเอิญพบกับอวี้ฉีและจินซือหยางในระหว่างที่กำลังจะเดินออกจากค่ายทหาร เมื่อพวกเขารู้ว่าพวกมู่ไป๋ไป่กำลังจะออกไปตามหาโสมป่าใกล้ ๆ ทั้งคู่จึงได้เสนอตัวว่าจะเดินทางไปด้วย

“องค์หญิง พระองค์ช่างกล้าหาญยิ่งนัก” หลังจากที่ได้ใช้เวลาร่วมกันสักพัก จินซือหยางก็พบว่าองค์หญิงหกคนนี้ไม่เหมือนกับพวกองค์หญิงที่เขาเคยได้ยินมาเลย เขาจึงกล้าพูดคุยกับนางมากขึ้น

“พระองค์พาเพียงเด็ก 2 คนติดตามเข้าไปในป่า ถ้าพระองค์พบเจอกับสัตว์ป่าจะทำเช่นไร?”

“ป่าแห่งนี้ลึกมาก ป่าลึกเช่นนี้ย่อมมีหมีหรือไม่ก็เสืออาศัยอยู่”

“แม้แต่นายพรานที่มีประสบการณ์ก็ยังไม่กล้าเดินทางเข้าไปใกล้ นับประสาอะไรกับเด็ก 3 คน”

“ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกพระองค์จะทำเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?”

มู่ไป๋ไป่รู้สึกว่าเธออาจจะกลัวทุกอย่าง แต่สิ่งที่เธอไม่กลัวเลยก็คือการพบเจอสัตว์ป่า

ถ้าเธอพบกับสัตว์ป่าดุร้ายเข้าจริง ๆ เธออาจจะสามารถถามพวกมันได้ว่าเห็นโสมป่าบ้างหรือไม่

แม้ว่าความสามารถของเธอในการควบคุมสัตว์จะไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว แต่เธอก็ไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่มอีก

ดังนั้นเธอจึงเงียบฟังคำเตือนของจินซือหยาง และยิ้มจาง ๆ ให้อีกฝ่าย

หลัวเซียวเซียวกับจื่อเฟิงที่เห็นว่าองค์หญิงหกไม่ได้พูดอะไรมากมาย พวกเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรเช่นกัน

จากนั้นกลุ่มคน 5 คนก็ได้เดินเข้ามาถึงส่วนลึกของป่าใกล้เคียงในเวลาไม่นาน

จินซือหยางกลัวว่ามู่ไป๋ไป่จะเผลอไปเหยียบกับดักของนายพราน ดังนั้นเขาจึงอาสาเป็นคนเดินนำหน้าเพื่อสำรวจเส้นทางให้ทุกคน

ส่วนหลัวเซียวเซียวกับจื่อเฟิงก็คอยติดตามองค์หญิงของตนอยู่ด้านหลัง จึงมีเพียงอวี้ฉีเท่านั้นที่เดินเคียงข้างนาง

ขณะนั้นมู่ไป๋ไป่กวาดตามองไปรอบ ๆ ด้วยความคิดที่ว่าเธอจะพบสัตว์สักตัวหรือไม่ แต่จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงจากคนที่เดินอยู่ด้านข้างพูดขึ้นมา

“รัชทายาทถูกพิษหรือ?”

เด็กหญิงชะงักไปชั่วครู่และมองอวี้ฉีด้วยสายตาประหลาดใจ “ท่านไปได้ยินจากใครมา?”

“ข้าไม่ได้ฟังใครพูดมาทั้งนั้น” พอชายหนุ่มเห็นท่าทางของเด็กน้อย เขาก็รู้คำตอบทันที เขาเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเดินเอามือไพล่หลังนำหน้าไป “มันเป็นเพียงแค่การคาดเดา”

“อีกอย่าง เจ้ากับท่านอ๋องก็ปกปิดได้ไม่เนียนเท่าไหร่”

มู่ไป๋ไป่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก จากนั้นก็เหลือบมองจินซือหยางที่อยู่ข้างหน้าและกระซิบว่า “ท่านอย่าได้เอะอะไป”

อวี้ฉีเม้มปากแล้วตอบว่า “ข้าไม่ใช่คนช่างพูด”

“ดีแล้ว” คนตัวเล็กหรี่ตามองเขาอย่างสงสัย เธอมักจะรู้สึกว่าน้องชายฝาแฝดของอวี้เซิ่งคนนี้ไม่อาจวางใจได้

“อีกอย่าง ตอนที่อยู่ในค่ายทหารท่านก็ควรระวังให้มาก” มู่ไป๋ไป่คิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดว่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ท่านต่อสู้กับคนของแคว้นหนานซวน”

“ข้าไม่รู้ว่าพิษนี้แพร่กระจายอย่างไร ข้าเพียงแค่บังเอิญพบมันเท่านั้น”

“ถ้าข้าไม่บังเอิญสังเกตเห็นว่าท่านพี่ผิดปกติ ข้าเกรงว่าตอนนี้ท่านพี่คงจะโจมตีคนอื่นจนไม่อาจแก้ไขได้แล้ว”

มู่ไป๋ไป่ตัวสั่นสะท้านเมื่อเธอคิดว่ามู่จวินฝานอาจจะกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดที่ไล่กัดทุกคนที่พบเจอ

อวี้ฉีพยักหน้าเป็นการบอกว่าเขาเข้าใจ

ในวันนี้พวกเขาทั้ง 5 คนเดินค้นหาอยู่ในป่าเป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วยาม แล้วก็ขุดโสมออกมาได้ 2-3 ต้น แต่โสมทั้งหมดที่ได้มานั้นไม่มีจิตวิญญาณ

เมื่อทุกคนกลับไปถึงค่ายทหาร เซียวถังอี้ก็มารอพวกเขาอยู่ที่กระโจมแล้ว

คนทั้ง 5 ใช้เวลาเดินค้นหาอยู่ในป่าหลายชั่วยาม ในขณะที่เขากับมู่จวินเซิ่งจัดการธุระสำคัญภายในกองทัพเป็นเวลาหลายชั่วยามเช่นเดียวกัน

ในเวลานี้ เมื่อเด็กหนุ่มเห็นมู่ไป๋ไป่ที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีใบหน้าเปื้อนดินโคลน นั่นยิ่งทำให้คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่น “ใครอนุญาตให้เจ้าออกจากค่ายทหาร! แล้วทำไมสภาพเจ้าถึงกลายเป็นเช่นนี้!”

“ข้าออกไปเอง” มู่ไป๋ไป่ยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตา แต่ยิ่งเธอเช็ดสิ่งสกปรกก็ยิ่งกระจายไปทั่วหน้ามากยิ่งขึ้น “ข้าคิดว่าโสมที่มีจิตวิญญาณไม่ได้หาได้แค่ในวังหลวงเท่านั้น”

“ถ้ามีโสมที่มีจิตวิญญาณอยู่ในป่าแห่งนี้ล่ะ?”

“ข้าก็เลยตัดสินใจพาคนไปตามหา”

“ไร้สาระ!” เซียวถังอี้ตบโต๊ะเสียงดัง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ที่ไหน? แล้วยังกล้าเดินออกไปข้างนอกโดยที่ไม่พาองครักษ์ติดตามไปด้วยอีก”

“ถ้าเจ้าเจอคนของแคว้นหนานซวนจะทำเช่นไร”

“เจ้าจะร้องไห้ให้พวกมันรำคาญจนตายหรืออย่างไร!?”

มู่ไป๋ไป่พยักหน้าอย่างรู้สึกผิด ในขณะที่พูดเสียงอ่อยว่า “อวี้ฉีกับจินซือหยางก็ไปกับเราไม่ใช่หรือ… แล้วป่านผืนนั้นก็อยู่ใกล้กับค่ายทหาร ถึงแม้ว่าคนของแคว้นหนานซวนจะกล้าหาญเพียงใด…”

คำพูดถัดมาเบาลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมันก็เลือนหายไปพร้อมกับแววตาคมดุของเซียวถังอี้

“ข้าขอโทษ… ครั้งต่อไปข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว” เด็กน้อยดึงชายเสื้อของอีกฝ่ายพร้อมกับพูดขอโทษเบา ๆ

“เจ้ายังคิดจะมีครั้งต่อไปอีกหรือ!?” เด็กหนุ่มอยากจะจับขาเจ้าตัวเล็กแล้วฟาดกับพื้นให้มันรู้แล้วรู้รอด เจ้าเด็กคนนี้ไม่รู้จักคำว่ากลัวบ้างเลยหรืออย่างไร?

นางเพิ่งถูกคนของแคว้นหนานซวนลักพาตัวไปได้ไม่กี่วัน ดูเหมือนว่านางจะลืมไปหมดแล้วถึงได้กล้าหาญถึงเพียงนี้!

“ไม่ จะไม่มีครั้งต่อไปแน่นอน!” มู่ไป๋ไป่รีบโบกมือไว ๆ แล้วก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอรีบส่งถุงพอง ๆ ที่เธอถือไว้ให้เซียวถังอี้ “รับไปสิ นี่เป็นสิ่งที่ข้าเก็บมาได้ในวันนี้”

“ท่านพี่รัชทายาทอาจจะไม่ต้องการมัน แต่เสด็จอา ท่านสามารถใช้มันต้มดื่มเพื่อบำรุงกำลังได้”

“...” เด็กหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก

โสมนี้ใช้กับมู่จวินฝานไม่ได้ผล นางก็เลยจะเอาให้เขาอย่างนั้นหรือ?

“อวี้ฉีบอกว่าโสมพวกนี้คุณภาพไม่เลวเลย…” มู่ไป๋ไป่รู้สึกเจ็บปวดในใจ เดิมทีเธอวางแผนเอาไว้ว่าหลังจากจัดการเรื่องแคว้นหนานซวนเสร็จแล้ว เธอจะนำโสมพวกนี้กลับไปที่เมืองหลวงและขายมันให้กับหอไป่เฉ่า

พอเซียวถังอี้เห็นสีหน้าเศร้าหมองของเจ้าเด็กน้อยซึ่งคล้ายกับคนที่กำลังเฉือนเนื้อของตนออกมาให้เขา เขาก็รู้สึกโมโหมากยิ่งขึ้นจนหัวเราะออกมา

เจ้าตัวเล็กคนนี้นี่!

ในหัวน้อย ๆ นั่นมีความคิดแปลก ๆ อะไรอีก?

“เสด็จอา!” มู่จวินเซิ่งเปิดม่านเข้ามา พอเห็นเด็กเนื้อตัวสกปรกยืนอยู่ในกระโจม เขาจึงส่งเสียงถามด้วยความประหลาดใจ “เด็กคนนี้มาจากไหนกันพ่ะย่ะค่ะ?”

มู่ไป๋ไป่เม้มปากแน่นแล้วหันกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยท่าทางน่าสงสาร “พี่รอง ข้าเอง”

“ไป๋ไป่?” เด็กหนุ่มยิ่งตกใจมากกว่าเดิม “ทำไมเจ้าถึงมีสภาพเป็นเช่นนี้ ไม่สิ เจ้าออกไปทำอะไรมา ทำไมเนื้อตัวของเจ้าถึงได้สกปรกขนาดนี้?”

“นางจะทำอะไรได้อีกล่ะ” เซียวถังอี้พูดเย้ยหยันและเล่าเรื่องที่นางหนีออกจากค่ายทหารไปขุดโสมโดยไม่ได้รับอนุญาตให้พี่ชายของนางฟัง

“ไป๋ไป่… เจ้าประมาทเกินไป” มู่จวินเซิ่งขมวดคิ้วและเอ่ยปากสั่งสอนน้องสาว “มันเป็นเรื่องที่ดีที่เจ้ากังวลเรื่องสุขภาพของพี่ใหญ่ แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเจ้าพบเจอกับอันตรายอีกคน?”

“ครั้งหน้าถ้าเจ้าจะออกไปก็ให้มาบอกพี่รอง แล้วพี่รองจะไปกับเจ้าเอง”

มู่ไป๋ไป่เหลือบมองเซียวถังอี้ก่อนจะพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง

“เอาล่ะ เจ้ารีบไปอาบน้ำผลัดเสื้อผ้าเถอะ พี่รองกับเสด็จอามีเรื่องต้องหารือกัน” มู่จวินเซิ่งรูปหัวเล็ก ๆ ของน้องสาว จากนั้นจึงเอ่ยปากบอกให้นางออกไปจัดการล้างเนื้อล้างตัวไม่เรียบร้อย

มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นมองพี่ชายคนรอง แล้วถามเขาว่า “พี่รอง ก่อนหน้านี้ท่านพูดว่าอยากจะไปช่วยแม่ทัพจ้าวจากคนของแคว้นหนานซวนไม่ใช่หรือ?”

“ใช่...” เด็กหนุ่มตกตะลึงกับคำถามของน้องสาว จากนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าตนพูดเรื่องนั้นต่อหน้านางไปก่อนหน้านี้จริง ๆ

พอเขาเห็นว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นกังวลมาก เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจ

สมแล้วที่นางเป็นลูกหลานตระกูลมู่

“ถ้าอย่างนั้นข้าช่วยท่านได้!” มู่ไป๋ไป่ยกมือขึ้น “พี่รอง สิ่งที่ท่านอยากจะรู้มากที่สุดในเวลานี้น่าจะเป็นสถานการณ์ของแม่ทัพจ้าวที่อยู่ในแคว้นหนานซวน!”

“ข้ามีวิธีแก้ปัญหาสำหรับเรื่องนี้!”

“จริงหรือ?” มู่จวินเซิ่งทำท่าทางผิดปกติ ถ้าเป็นตามปกติเขาจะหัวเราะออกมาและไม่เก็บคำพูดของอีกฝ่ายมาคิดจริงจัง

แต่ในเวลานี้เขากลับอยากได้ยินแผนการที่น้องสาวของเขาคิด

“จริงสิ!” ดวงตาของคนตัวเล็กกวาดมองไปรอบ ๆ เพราะกลัวว่าพี่ชายจะไม่เชื่อสิ่งที่เธอพูด ดังนั้นเธอจึงรีบบอกให้เซียวถังอี้ยืนยันอีกครั้ง

“ถ้าท่านไม่เชื่อก็ลองถามเสด็จอาดูสิ! วิธีการของข้าจะช่วยให้ท่านสืบข่าวของแม่ทัพจ้าวได้แบบไม่มีใครรู้ตัว!”

จบบทที่ บทที่ 198: เสด็จอาโกรธมาก

คัดลอกลิงก์แล้ว