เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 173: ค้นพบสมบัติ

บทที่ 173: ค้นพบสมบัติ

บทที่ 173: ค้นพบสมบัติ


เวลานี้แขกต่างพากันหวาดกลัวจนกระทั่งจินต้าเสียต้องออกหน้าไปจัดการคนบ้าคลั่งเอง แต่เหตุการณ์นั้นวุ่นวายมากจนเกินไป และเขาก็ไม่กล้าปล่อยมือเพราะกังวลว่าแขกจะได้รับอันตราย

“พาแม่ของเจ้าหนีออกไปก่อน” นักดาบหิรัณย์เพิ่งถูกคนพวกนั้นกัดไปไม่กี่ครั้ง ตอนนี้เขาไม่มีเวลาสนใจบาดแผลของตัวเอง “ซือซืออยู่ที่ไหน? แม่ของเจ้าเพิ่งบอกว่าซือซือหายไป”

“ซือซือซ่อนอยู่ที่ประตูด้านข้างขอรับ” จินซือหยางเข้าไปช่วยพยุงผู้เป็นแม่ที่กำลังนั่งร้องไห้แล้วพูดว่า “ท่านพ่อ เราไปด้วยกันเถอะ! แล้วขังคนบ้าพวกนี้ไว้ที่ลานบ้าน...”

“พวกเจ้าไปก่อน!” จินต้าเสียตะโกนเสียงดัง “อย่าได้รั้งรอให้เสียเวลา”

เด็กหนุ่มตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งเมื่อถูกตะคอกใส่ จากนั้นเขาก็เข้าใจถึงบางสิ่งบางอย่าง แล้วดวงตาของเขาก็พลันเปลี่ยนเป็นสีแดง

“ดูแลแม่และน้องสาวของเจ้าให้ดี แล้วค้นหาว่าใครเป็นคนลงมือในครั้งนี้ จากนั้นเจ้าค่อยชุบตระกูลจินของเราให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง” จินต้าเสียเค้นคำพูดทุกคำออกมาและสั่งเสียลูกชายคนโตด้วยเสียงทุ้มลึก “จำเอาไว้ให้ดีว่าเจ้าเป็นลูกชายของมือกระบี่ทองคำ”

สิ้นเสียงพูด เขาก็ผลักจินซือหยางออกไป

“ท่านพ่อ!!”

“นายท่าน!!”

มือกระบี่ทองคำซึ่งกำลังถอยหลังไปเทสุราเข้มข้นลงบนดาบของเขา จากนั้นก็ย้อมมันด้วยเปลวเพลิงก่อนจะใช้ดาบนั้นฟันคนบ้าที่ยังไล่กัดแขกอยู่

“ท่านแม่ ไปกันเถอะ” จินซือหยางกัดฟันควบคุมอารมณ์ตัวเองที่คิดอยากจะไปช่วยพ่อและพยุงแม่ออกไป

“ไม่…” ฮูหยินจินส่ายหัวซ้ำ ๆ “ซือหยาง เจ้ารีบไปช่วยพ่อของเจ้าเถอะ เราไม่สามารถทิ้งพ่อเจ้าไปทั้งแบบนี้ได้”

จินซือหยางเม้มปากแต่ไม่ตอบอะไร เมื่อเห็นว่าผู้เป็นแม่ปฏิเสธไม่ยอมออกไป เขาจึงทำได้เพียงกลั้นน้ำตาและทำให้นางหมดสติก่อนจะพานางไปที่ประตูข้าง

ขณะนี้จินซือซือยังคงเบียดตัวหลบอยู่ที่เดิม พอนางเห็นพี่ชายออกมาพร้อมกับแม่ที่หมดสติ นางก็ตกตะลึง “ท่านพี่… ท่านแม่เป็นอะไรไป? แล้วท่านพ่อล่ะ ท่านพ่ออยู่ที่ไหน?”

จินซือหยางยังคงปิดปากเงียบ เขาเข้าไปอุ้มน้องสาวของตัวเองแล้วเดินออกไปเช่นกัน

ปัจจุบันแขกจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บกำลังนั่งอยู่บนถนนในสภาพที่น่าสังเวช ตรงบริเวณนั้นมีเพียงแสงจาง ๆ เท่านั้นที่ส่องออกมาจากประตูจวนตระกูลจิน

บัดนี้จินซือหยางมองไปที่ลานบ้านซึ่งกลืนหายไปในเปลวเพลิงด้วยสายตาสิ้นหวัง พร้อมกับสะอื้นไห้เงียบ ๆ

ในเวลาเดียวกัน มู่จวินฝาน เซียวถังอี้ และคนอื่น ๆ หนีออกจากความวุ่นวายที่ลานบ้านมายังเรือนด้านหลังเพราะพวกเขาต้องการไปตามหาพวกมู่ไป๋ไป่ และโชคดีที่พวกเขาพบถุงหอมที่หลัวเซียวเซียวโยนทิ้งไว้ข้างทาง

“นี่คือของที่ไป๋ไป่ซื้อให้เซียวเซียวเมื่อไม่กี่วันก่อน” มู่จวินฝานจำถุงหอมนั้นได้ทันที “เสด็จอา ไป๋ไป่กับเซียวเซียวกำลังตกอยู่ในอันตราย!”

เซียวถังอี้ไม่ได้พูดอะไร เขาทำเพียงแค่นั่งลงมองดูพื้นโดยใช้แสงจันทร์

“รอยเท้าพวกนี้ล้วนเป็นรอยเท้าของผู้ชายโตเต็มวัย” อวี้เซิ่งเองก็นั่งลงมองเช่นกัน เขาเพียงแค่เหลือบมองร่องรอยพวกนั้นก่อนจะเอ่ยปากออกมาว่า “คนกลุ่มนี้มีประมาณ 20 หรือ 30 คน”

“รอยเท้าพวกนี้ยังใหม่มาก คนพวกนี้น่าจะออกไปได้ไม่นาน”

“ในเรือนหลังที่ไร้ผู้คนเช่นนี้ กลับมีผู้ชายมากกว่า 20 คนมารวมตัวกัน…”

“เจี่ยอี!” มู่จวินฝานเอ่ยปากสั่งองครักษ์เงาของตัวเองทันที “ใช้จวนตระกูลจินเป็นศูนย์กลางแล้วออกไปค้นหาในรัศมี 10 ลี้ จากนั้นให้ส่งคนไปที่ประตูเมืองเพื่อสอบถามว่ามีใครเดินทางออกไปพร้อมกับเด็ก 2 คนหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้พวกเขาปิดประตูเมืองทันที ห้ามให้ใครเข้าออกนอกจากต้องได้รับอนุญาตจากทางการ”

“ขอรับ!” เจี่ยอีรับคำสั่งแล้วหายเข้าไปในเรือนที่ว่างเปล่าในพริบตา

“กลิ่น…” จื่อเฟิงที่อยู่ด้านข้างเดินไปรอบ ๆ หลังเรือนอยู่ 2-3 ครั้ง “ข้าตามกลิ่นขององค์หญิงได้!”

องค์รัชทายาทหันไปมองคนพูดด้วยสายตาที่แตกต่างไปจากเดิม “จริงหรือ?”

เขารู้ว่าคนที่มู่ไป๋ไป่คัดเลือกมานั้นมีความสามารถพิเศษบางอย่าง แต่เขาไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะพิเศษมากขนาดนี้

“จริงสิ!” จื่อเฟิงพยักหน้า “ไม่ไกล…”

แม้ว่าการรับรู้กลิ่นและการได้ยินของเขาจะแตกต่างไปจากคนทั่วไปมาก แต่นั่นก็ยังไม่ดีเท่ากับพวกสัตว์ เนื่องจากอิทธิพลของเวลาและระยะทาง เขาจึงแทบไม่สามารถมองหาทิศทางที่มู่ไป๋ไป่ถูกพรากไปได้

“ตามไป!” เซียวถังอี้ยืนขึ้นแล้วขัดจังหวะด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เจ้าบอกทิศทางและให้คนไล่ตามนางไป”

“พ่ะย่ะค่ะ” มู่จวินฝานพยักหน้าเห็นด้วย “นี่ถือได้ว่าเร็วกว่าการค้นหาโดยไม่มีจุดหมาย”

จื่อเฟิงกัดฟันพร้อมกับชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง “พวกนางน่าจะถูกพาไปทางนี้…”

นอกเมืองชิงหยาง

มู่ไป๋ไป่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ขณะนี้ศีรษะเธอวางอยู่บนหลังม้า แล้วม้าก็ควบไปตลอดทาง ส่วนท้องของเธอพาดอยู่บนอานซึ่งขยับไม่หยุด มันทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมาก

“แอวะ… ข้าอยากอ้วก…” เด็กหญิงพึมพำพร้อมกับพยายามขยับตัวให้สบายขึ้น

นั่นทำให้ชายที่อยู่บนหลังม้าคิดว่าเธอต้องการจะดิ้นหนี เขาจึงกดตัวเด็กน้อยลงและกระซิบข่มขู่ด้วยเสียงต่ำว่า “อยู่นิ่ง ๆ ไม่เช่นนั้นข้าจะเหวี่ยงเจ้าลงจากหลังม้าแล้วปล่อยให้ม้าเหยียบเจ้าตาย!”

คำพูดนั้นส่งผลให้มู่ไป๋ไป่ตัวแข็งทื่อแล้วเริ่มขยับตัวอีกครั้ง เพราะเธอทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ!

ตอนเย็นเธอกินอาหารไปเยอะมากและมันยังย่อยไม่หมด ตอนนี้เธอจึงรู้สึกเหมือนกับว่าอาหารที่เธอกินเข้าไปทั้งหมดนั้นได้ไหลย้อนมาถึงคอแล้ว

“หยุด! ข้าบอกว่าข้าจะอ้วก!” คนตัวเล็กตะโกนอย่างหมดความอดทน

ก่อนที่ชายคนนั้นจะทันเข้าใจว่ามู่ไป๋ไป่พูดว่าอะไร ม้าที่เธอโดยสารมาก็หยุดฝีเท้าเสียก่อน

“นี่ ทำไมม้าถึงไม่วิ่งต่อล่ะ?” ชายที่ขี่ม้าตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เขายกแส้ขึ้นฟาดม้าเต็มแรงหลายครั้ง แต่ไม่ว่าเขาจะฟาดมันมากเท่าไหร่ ม้าก็ยังคงนิ่งเฉยราวกับว่ามันถูกวิญญาณชั่วร้ายครอบงำ

“ท่านจ้าวอสูร ท่านเป็นอะไรหรือไม่?” ม้าตัวนั้นหันศีรษะมาถามอย่างอ่อนโยน “ท่านต้องการให้ข้าคุกเข่าแล้วปล่อยให้ท่านลงไปหรือไม่?”

“ดีเลย ดีมาก” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าซ้ำ ๆ โดยไม่สนใจว่ามันจะทำให้คนอื่นมองตนแปลกประหลาดหรือไม่ “รีบปล่อยข้าลงไปซะ!”

แน่นอนว่าเธอไม่อยากอาเจียนบนหลังม้าที่ต้องวิ่งเป็นระยะทางไกลหลายพันลี้

หลังจากม้าสีดำได้ยินคำสั่งของจ้าวอสูร มันก็งอขาหน้าและย่อตัวลงช้า ๆ

ทางด้านชายบนหลังม้าไม่ทันได้ตั้งตัวจึงทำให้เขาหล่นลงไปกองกับพื้น

“เกิดอะไรขึ้น… เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกับม้าตัวนี้?”

คนอื่น ๆ เองก็หยุดมองดูม้าสีดำที่คุกเข่าลงด้วยสายตาแปลกประหลาด

“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ชายสวมหน้ากากก้าวเข้ามาพยุงชายที่ล้มไปกองอยู่บนพื้นขึ้นมา “ข้าสั่งให้เจ้าดูแลเด็กคนนี้ให้ดีไม่ใช่หรือ ทำไมเจ้าถึงหยุดกะทันหัน?”

“หัวหน้า…” คนที่ตกจากหลังม้าคือลูกคนที่ 4 ทุกคนจึงเรียกเขาว่า ‘เหล่าซื่อ’ เขาเป็นคนขี้กลัว ดังนั้นเขาจึงแทบจะหมดสติไปเพราะเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

“เมื่อกี้นางพูดอะไรบางอย่างบนหลังม้า จากนั้นจู่ ๆ ม้าก็หยุดวิ่ง”

“นอกจากม้าตัวนี้จะไม่วิ่งต่อแล้ว จู่ ๆ มันก็คุกเข่าลงกับพื้นและโยนข้าออกไปอีกด้วย”

“หัวหน้า เราอย่าพาเด็กคนนี้กลับไปที่หนานซวนเลยขอรับ นางน่ากลัวเกินไป…”

คนเป็นหัวหน้าจ้องเหล่าซื่อเขม็ง “เจ้าโง่ ถ้าพฤติกรรมผิดปกติของม้าตัวนี้เป็นเพราะเด็กน้อยอย่างที่เจ้าพูดจริง ๆ เราก็ค้นพบสมบัติเข้าแล้ว”

“หา?” เหล่าซื่อมีสีหน้าสับสน

“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีคนบนโลกนี้ที่เข้าใจภาษาสัตว์และควบคุมพวกมันได้” หัวหน้าพูดพลางหันไปมองมู่ไป๋ไป่อย่างครุ่นคิด “มีตำนานเล่าขานกันว่าคนเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นในทุก ๆ 2-3 ทศวรรษ เป็นจ้าวแห่งสัตว์ร้ายที่สามารถสั่งการสัตว์ทุกชนิดบนโลกได้”

“แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงตำนานนี่ขอรับ…” เหล่าซื่อตัวสั่น เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กน้อยที่อยากจะอาเจียนอยู่บนหลังม้าจะสามารถสั่งการสัตว์ได้จริง

“มันเป็นเรื่องเล่าในตำนานจริง ๆ นั่นแหละ แต่ตำนานนั้นก็ไม่ได้ไร้เหตุผลเสียทีเดียว” คนเป็นหัวหน้ายิ้มด้วยความโลภ “ข้ารู้สึกเชื่อตำนานนั้นมากกว่า”

“ส่วนเด็กน้อยคนนี้จะสามารถเข้าใจภาษาสัตว์ได้หรือไม่ แค่ลองทดสอบดูเราก็รู้แล้ว”

จบบทที่ บทที่ 173: ค้นพบสมบัติ

คัดลอกลิงก์แล้ว