เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 66: เรียกคืนอำนาจ

บทที่ 66: เรียกคืนอำนาจ

บทที่ 66: เรียกคืนอำนาจ


“ในวันนี้นางกำนัลของตำหนักชิงเหอกล้าแกล้งทำเป็นนอนอยู่บนเตียงของเจ้า พรุ่งนี้พวกนางจะไม่กล้าถึงขั้นปลอมตัวไปนั่งบนบัลลังก์ของเราเลยหรืออย่างไร?”

สิ่งที่มู่เทียนฉงพูดนั้นจริงจังมากจนทำให้ทุกคนในตำหนักกลัวจนต้องคุกเข่าขอโทษ

“ฝ่าบาท…” ลี่เฟยยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอนางเห็นสายตาดุดันของคนตรงหน้า นางก็รู้ได้เลยว่าตนกำลังทำให้ชายผู้นี้โกรธมาก นางจึงรีบหุบปากทันที

ในเวลาเดียวกันนั้น นางก็ได้สบถด่าพวกทาสต่ำต้อยที่ไม่สามารถรั้งฝ่าบาทเอาไว้ได้แม้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วเช่นนี้นางจะเลี้ยงคนเหล่านั้นไว้ทำไม?

“ในเมื่อเจ้าไม่สามารถควบคุมคนรับใช้พวกนี้ได้ เราจะช่วยเจ้าเอง” มู่เทียนฉงพูดเสียงเย็น คนที่รู้จักเขาดีจะรู้ว่าหากเขาใช้น้ำเสียงเช่นนี้ เขาพร้อมที่จะเข่นฆ่าคนและสร้างฉากนองเลือดแล้ว จึงทำให้ทุกคนสั่นสะท้านไปทั้งตัว

“ทหาร มาจับนางกำนัลและขันทีทั้งหมดของตำหนักชิงเหอไปรับโทษโบยคนละ 20 ไม้” ฮ่องเต้หนุ่มหันไปมองนางกำนัลที่ทรุดตัวร้องไห้อยู่บนเตียง ก่อนจะสั่งการเสียงเฉียบขาด “ส่วนคนผู้นี้แกล้งปลอมตัวเป็นลี่เฟย ลากนางไปประหารซะ!”

ดูเหมือนว่านางกำนัลตัวเล็ก ๆ คนนี้จะคาดเดาชะตากรรมของตัวเองได้ นางจึงหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง

มู่ไป๋ไป่เห็นว่าผู้หญิงคนนี้น่าสงสารเพียงใดจึงอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่านี่เป็นสิ่งที่นางกำนัลคนนี้เลือกเอง แม้ว่าเธอจะช่วยคนผู้นี้เอาไว้ แต่อีกฝ่ายก็คงไม่อาจรอดพ้นไปจากลี่เฟยได้อยู่ดี ท้ายที่สุดแล้ว ทางที่เหลือในชีวิตของนางกำนัลคนนี้มีเพียงทางตันเท่านั้นใช่หรือไม่?

ในไม่ช้าเหล่าองครักษ์ก็ได้ดึงตัวนางกำนัลและขันทีในตำหนักออกไป พร้อมกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญที่ดังก้องไปทั่วตำหนักชิงเหอ แต่น่าแปลกที่ไม่มีใครกล้าร้องขอความเมตตาเลยสักคน

พวกเขาทุกคนต่างรู้ดีว่าสิ่งที่พวกตนทำในวันนี้สมควรได้รับโทษยิ่งกว่าการถูกโบย 20 ไม้

หากมีใครกล้าร้องขอความเมตตา มันอาจจะไปทำให้ฝ่าบาททรงกริ้วมากยิ่งขึ้น และโทษที่พวกเขาได้รับอาจจะเป็นโทษตายแทน

ทางด้านลี่เฟยหมดเรี่ยวแรงล้มตัวลงไปกองอยู่บนพื้น แต่นางก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะอย่างน้อยนางก็ยังสามารถผ่านด่านนี้ไปได้แล้ว

“ส่วนลี่เฟย” มู่เทียนฉงที่พามู่ไป๋ไป่เดินไปถึงประตูห้องแล้วจู่ ๆ ก็หยุดและพูดขึ้นมาโดยไม่หันกลับไปมอง “เราเคยมอบวังหลังให้เจ้าดูแลเพราะเราหวังว่าเจ้าจะจัดการมันได้เป็นอย่างดี”

คำพูดนี้ทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุก นางรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง นางจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับร้องขอความเมตตา “ฝ่าบาท หม่อมฉันผิดไปแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าฮ่องเต้หนุ่มจะไม่ได้ยินเสียงร้องขอของอีกฝ่าย และกล่าวต่อไปว่า “ตอนนี้เพียงแค่ตำหนักชิงเหอที่อยู่ในการควบคุมของเจ้ายังตกอยู่ในความวุ่นวาย ดูเหมือนว่าเจ้าคงไม่สามารถดูแลวังหลังทั้งหมดได้แล้ว”

“เราจะลงโทษเจ้าโดยการริบตราประทับหงส์คืน และให้เจ้ากักตัวอยู่ในตำหนักเป็นเวลา 1 เดือน”

‘ตราประทับหงส์’ เป็นตราประทับของฮองเฮา มู่เทียนฉงได้มอบตราประทับนี้ให้กับลี่เฟยเพื่อคอยจัดการดูแลวังหลัง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่านางอาจจะได้ขึ้นเป็นฮองเฮาคนต่อไป ด้วยเหตุนี้นางจึงทำตัวไร้ศีลธรรมและหยิ่งผยองในวังหลัง

ทว่าชายหนุ่มได้เรียกคืนตราประทับหงส์ ซึ่งมันไม่ต่างกับการลบความเป็นไปได้ของการเป็นว่าที่ฮองเฮาของลี่เฟยออกไป

ตอนนี้หญิงสาวรู้สึกกลัวมาก นางไม่สนใจภาพลักษณ์ของตัวเองและคลานเข่าเข้าไปหามู่เทียนฉงโดยหวังจะกอดขาขอร้องเขา

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นางจะขยับไปถึงตัวชายตรงหน้า อันกงกงก็เข้ามาขวางนางไว้

“พระสนม ฝ่าบาทเพิ่งออกคำสั่งให้พระสนมทบทวนความคิดของตัวเองอยู่ในตำหนักชิงเหอ” อันกงกงยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า แต่มันกลับแตกต่างไปจากปกติ โดยที่มันเป็นรอยยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา

“สำหรับตราประทับหงส์ กระหม่อมจะมารับมันพรุ่งนี้ กระหม่อมหวังว่าลี่เฟยจะเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อที่กระหม่อมจะได้นำมันกลับไปให้ฝ่าบาทได้อย่างรวดเร็วพ่ะย่ะค่ะ”

หลังจากอันกงกงกล่าวจบ เขาก็ทำสัญญาณมือให้องครักษ์เฝ้าประตูก่อนที่จะเดินออกไป

ขณะนี้มู่เทียนฉงรู้สึกไม่พอใจมากกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในตำหนักชิงเหอ เขาจึงไม่มีอารมณ์จะไปจัดการกับราชกิจอีก ดังนั้นเขาเลยพาลูกสาวไปนั่งเล่นตรงลานที่เป็นที่ตั้งของกรงเสือ

มู่ไป๋ไป่เองก็ตอบตกลงอย่างมีความสุข

ก่อนหน้านี้เธอคิดว่ามันน่าเสียดายที่ปล่อยลี่เฟยให้หลุดมือไปได้ในครั้งนี้ แต่หากคิดดูให้ดีอีกครั้ง พออีกฝ่ายไม่มีอำนาจจัดการดูแลวังหลัง มันก็ไม่ต่างจากการที่นางสูญเสียปีกของตัวเองไป และอำนาจของนางคงจะลดลงไปเยอะมาก

แม้กระนั้น เรื่องนี้คงต้องวางแผนระยะยาว เธอจะมีโอกาสคว้าหางจิ้งจอกของลี่เฟยได้ตลอดเวลา

“แง้ว! เจ้าคนเนรคุณมู่ไป๋ไป่ ลืมแมวตัวนี้ไปแล้วหรืออย่างไร? ข้ายังถูกขังอยู่ในกรงนะ!” เสียงไม่พอใจของเจ้าส้มดังมาจากด้านหลัง “มู่ไป๋ไป่ รีบมาช่วยข้าออกไปเร็ว ๆ เข้า ไม่อย่างนั้นข้าไม่จบกับเจ้าง่าย ๆ แน่”

“!!!”

ต้องบอกว่าเธอลืมเรื่องของเจ้าส้มไปเสียสนิท

มู่ไป๋ไป่ย่นหน้าเข้าหากัน จากนั้นจึงหันกลับไปขอโทษอีกฝ่าย

เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นเพราะเธอสั่งให้เจ้าส้มทำเอง ดังนั้นเธอจะต้องหาทางพามันออกมาให้ได้

หลังจากเด็กหญิงกลอกตาพร้อมใช้ความคิดอยู่พักหนึ่ง เธอก็เกิดความคิดขึ้นในใจแล้วรีบดึงมือใหญ่ที่จับมือเธอเอาไว้ก่อนจะพูดเสียงหวานว่า “ท่านพ่อ ไป๋ไป่มีบางอย่างจะให้ท่านดู”

มู่เทียนฉงเลิกคิ้วพลางแสดงท่าทีขบขัน “ไป๋ไป่จะแสดงอะไรให้เราดู? ท่องบทกวีอย่างนั้นหรือ?”

“วันนี้เราจะไม่ท่องบทกวีเพคะ” คนตัวเล็กโบกมือแล้วชี้ไปที่เสือตัวใหญ่ที่อยู่ในกรง “วันนี้เราจะแสดงเสือกระโดดลอดห่วงไฟ”

“หืม?” ผู้เป็นพ่อรู้สึกตื่นเต้น “ไป๋ไป่ เราเลี้ยงดูเสือตัวนี้มาด้วยตัวเอง เราไม่เคยฝึกให้มันกระโดดลอดห่วงไฟเลย แล้วเจ้าจะทำให้มันแสดงให้เราดูได้อย่างไร?”

“เจ้าตัวแสบ อย่าได้ชะล่าใจนัก ครั้งสุดท้ายที่เสือยอมฟังคำสั่งเจ้าเป็นเพราะโชคช่วยหรอก”

“ระวังครั้งนี้มันจะกัดหัวเจ้าขาด”

ครั้งสุดท้ายที่มู่ไป๋ไป่ทำให้เสือยอมจำนน มู่เทียนฉงยังคิดว่ามันมหัศจรรย์มาก แต่ต่อมาเขาก็คิดว่ามันคงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ

ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันเด็กคนนี้สำคัญสำหรับเขามาก เขาจึงไม่กล้าโยนนางเข้าไปในกรงเสืออีก

“ไม่เพคะ” มู่ไป๋ไป่ไม่มีวันยอมบอกอีกฝ่ายว่าเธอพูดคุยกับสัตว์ได้ ดังนั้นเธอจึงส่ายหัวแล้วรีบอธิบายว่า “เจ้าเสือเป็นเด็กดีมาก”

จากนั้นเธอก็วิ่งไปที่ด้านข้างตรงเสือและโบกมือให้กับเสือโคร่งตัวใหญ่ “เจ้าเสือ มานี่!”

เสือตัวใหญ่ที่กำลังนอนหลับพักผ่อนกระดิกหูของมัน ดูเหมือนว่ามันจะได้กลิ่นที่คุ้นเคยจึงหันไปตามต้นเสียง ก่อนจะพบคนตัวเล็กที่มันเคยเห็นมาก่อน

เจ้าเสือยังคงจำมู่ไป๋ไป่ซึ่งมีรัศมีของจ้าวอสูรได้

“กรรซ์” เสือตัวโตลุกขึ้นทันที ก่อนจะโค้งคำนับให้กับเด็กหญิงด้วยความเคารพปนหวาดกลัว จากนั้นจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปหานาง แล้วยื่นศีรษะไปที่ใต้ฝ่ามือของนางอย่างเชื่อฟัง

บนหัวเสือนั้นมีขนดูนุ่มฟู แต่ในความเป็นจริงมันหยาบมาก หลังจากลูบหัวมัน 2-3 ครั้ง มู่ไป๋ไป่ก็รู้สึกว่ามันแตกต่างจากขนของเจ้าส้มมาก เธอจึงดึงมือกลับมาก่อนจะยิ้มสดใสให้กับผู้เป็นพ่อที่กำลังมองดูด้วยความประหลาดใจ “ท่านพ่อ ดูสิ ไป๋ไป่บอกแล้วว่าเจ้าเสือเป็นเด็กดีมาก”

“ไป๋ไป่ทำได้อย่างไรกัน?” มู่เทียนฉงรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้น “ดูเหมือนว่าองค์หญิงหกของเราจะมีความสามารถจริง ๆ”

“เจ้าเสือ มาเถอะ” เด็กหญิงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจขณะขยี้หัวเสือตัวใหญ่อีก 2-3 ครั้ง “ท่านพ่อ ถ้าอยากเห็นเสือกระโดดลอดห่วงไฟ เราก็ขอให้เจ้าเสือแสดงให้ดูได้!”

“กรรซ์?” เสือตัวใหญ่สับสน

กระโดดลอดห่วงไฟหรือ?

ห่วงไฟคืออะไร?

ทำไมข้าต้องกระโดดลอดห่วงไฟด้วย?

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: จะทำอะไรก็ไม่ถงไม่ถามเสือก่อนสักคำเนาะ 55555

จบบทที่ บทที่ 66: เรียกคืนอำนาจ

คัดลอกลิงก์แล้ว