เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60: กินโสม

บทที่ 60: กินโสม

บทที่ 60: กินโสม


“บังอาจ! เจ้าหุบปากไปซะ” ลี่เฟยดุหลานชายด้วยความโกรธ

“ตอนนั้นข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าทำเรื่องสารเลวเช่นนี้ ถ้าข้ารู้เรื่องนี้ก่อน ข้าคงไม่ยินยอมให้ผู้บัญชาการมาทำการสอบสวนเจ้าถึงในตำหนัก และพาเจ้ามาสารภาพผิดต่อหน้าฝ่าบาทเอง”

มู่ไป๋ไป่ที่กำลังนั่งอยู่ด้านหลังห้องโถงกำลังกินขนมแล้วคอยฟังทุกอย่างแทบจะหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง

ทำไมเธอไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยว่าลี่เฟยเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้

คงมีเพียงแต่คนโง่เท่านั้นที่ยอมเชื่อคำพูดของผู้หญิงคนนี้

“ท่านอา!” นายน้อยหลัวเบิกตากว้าง เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

อย่างไรก็ตาม หญิงสาวไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาพูดไปมากกว่านี้และสารภาพผิดต่อฝ่าบาท อีกทั้งยังขอให้เขาลงโทษหลานชายให้หนัก ๆ ซึ่งท่าทีของนางนั้นตรงข้ามกับเจียงเช่อ

จากนั้นนายน้อยหลัวก็ตระหนักได้ว่าท่านอากำลังพยายามตัดความสัมพันธ์กับเขา

“ฝ่าบาท…” อันกงกงเดินเข้ามากระซิบรายงานเบา ๆ “ตระกูลหลัวมารออยู่ด้านนอกรอให้ฝ่าบาททรงเรียกเข้าเฝ้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“...” ลี่เฟยถึงกับพูดไม่ออก

หลานชายของนางนั้นเป็นคนโง่เขลา และสมาชิกในครอบครัวของนางก็โง่ไม่ต่างกัน หากพวกเขามาพบมู่เทียนฉงในเวลานี้ มันจะไม่เป็นการรนหาที่ตายหรอกหรือ?

“ท่านพ่ออยู่ที่นี่หรือ?” นายน้อยหลัวรู้สึกดีใจมาก เพราะในที่สุดเขาก็เห็นทางสว่างแล้วจึงตะโกนเสียงดังว่า “ข้าอยากเจอท่านพ่อ!”

ลี่เฟยหน้าถอดสีแต่ก็ไม่กล้าพูดห้าม แล้วนางก็รู้ได้ทันทีว่าตระกูลหลัวหมดหวังแล้ว

มู่เทียนฉงเงยหน้ามองนายน้อยหลัวราวกับว่ากำลังมองคนที่รนหาที่ตาย

“ตอนนี้ทั้งครอบครัวของเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว อวี้เซิ่ง จับคนของตระกูลหลัวเข้าคุกให้หมด”

“!!!”

ลี่เฟยหมดแรงล้มลงกับพื้น และนางก็คิดกับตัวเองว่ามันจบแล้ว

อวี้เซิ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ในความมืดปฏิบัติตามคำสั่งทันที ก่อนจะไปเขาได้เหลือบมองมู่ไป๋ไป่ที่เขาเดินผ่าน

เด็กหญิงชะงักมือที่คว้าถั่วจะส่งเข้าปากพลางขมวดคิ้วด้วยความสับสน

ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าอวี้เซิ่งมองเธอราวกับว่ากำลังตำหนิเธอ

เหตุใดจึงต้องตำหนิเธอด้วย?

คนในตระกูลหลัวที่คุกเข่าอยู่ด้านนอกประตูตำหนักคิดว่าพวกเขาจะสั่นคลอนเจตนาของฝ่าบาทได้ แต่พวกเขาไม่คาดคิดว่าพวกตนจะต้องมาติดคุกร่วมกันทั้งตระกูล

แน่นอนว่านายน้อยหลัวก็ไม่เว้น

เรียกฟ้า ฟ้าไม่ตอบ เรียกดิน ดินไม่ขาน*

*เป็นสำนวนเปรียบเปรยว่า ตกที่นั่งลำบาก ไม่มีคนช่วยเหลือ

เมื่อทุกอย่างคลี่คลายลง ความเงียบสงบก็กลับคืนสู่ตำหนักเย่าเจิ้ง

หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันกลับไป มู่ไป๋ไป่ก็เดินออกมาพร้อมกับจานถั่วที่ถูกปอกเปลือกแล้วด้วยสีหน้าเบิกบาน

“ท่านพ่อ ลำบากท่านแล้ว” เด็กหญิงวางจานถั่วเล็ก ๆ ลงบนโต๊ะและนั่งลงข้างกายคนเป็นพ่ออย่างเชื่อฟัง

“ทั้งหมดนี้ไป๋ไป่เป็นคนปอกเอง ให้ท่านพ่อเพคะ”

“เมื่อกี้เจ้ามาทำอะไรอยู่ด้านหลัง” มู่เทียนฉงมองดูถั่วที่ถูกปอกเปลือกบนจาน และอารมณ์ที่หนักหน่วงในใจของเขาก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย

“เรื่องเช่นนี้ปล่อยให้พวกนางกำนัลทำเถอะ ทำไมต้องทำเองด้วย”

“ถ้าเจ้าบาดเจ็บขึ้นมา เราคงจะรู้สึกไม่ดี”

จากนั้นฮ่องเต้หนุ่มก็ได้สั่งให้อันกงกงหยิบขี้ผึ้งชั้นดีมาทามือของเจ้าตัวเล็กเพื่อไม่ให้เหลือรอยแผลเป็นบนมือของนาง

“นี่สำหรับท่านพ่อ แน่นอนว่าไป๋ไป่จะต้องปอกเปลือกมันด้วยตัวเอง” มู่ไป๋ไป่หัวเราะและปล่อยให้อีกฝ่ายทายาที่มือ

“ท่านพ่อ รีบชิมเร็วเข้า อร่อยหรือไม่?”

“ถั่วที่ไป๋ไป่แกะให้มีรสชาติอร่อยอย่างแน่นอน” มู่เทียนฉงพยักหน้ารับ ยามนี้ใบหน้าที่เคยเย็นชาของเขาดูสว่างไสวขึ้นภายใต้แสงเทียน

“หากเราตัดสินใจเช่นนี้ มู่เชียนจะสามารถกลับมาฆ่าเจ้าได้ทุกเมื่อ เจ้าจะโทษเราที่ไว้ชีวิตมู่เชียนหรือไม่?”

หลังจากที่ผู้บัญชาการศาลต้าหลี่กลับจากตำหนักชิงเหอพร้อมกับนายน้อยหลัว มู่เทียนฉงก็พามู่ไป๋ไป่มาที่ตำหนักและบอกให้นางซ่อนตัวอยู่ที่ด้านหลัง

“ไม่เพคะ” เด็กหญิงส่ายหัวตอบ

เดิมทีเธอคิดว่าท่านพ่อจะช่วยมู่เชียนเพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นถึงองค์หญิงใหญ่ แต่เธอไม่คาดคิดว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นอัครมหาเสนาบดีที่ยอมถอดหมวกขุนนางเพื่อแลกกับชีวิตของหลานสาว

ต้องบอกว่ามู่เทียนฉงนั้นเป็นฮ่องเต้อย่างแท้จริง

แม้ว่าคนที่อยู่ต่อหน้าเขาจะเป็นลูกสาวแท้ ๆ แต่เขาก็ยังสามารถจัดการกับนางได้อย่างเด็ดขาดและไร้ความปรานี

ซึ่งมันเหมือนกับตอนที่เธอเพิ่งทะลุมิติมาที่นี่ มู่เทียนฉงยังโยนเธอเข้าไปในกรงเสือก็ให้เสือกินได้อย่างเลือดเย็น

พอมู่ไป๋ไป่คิดถึงเรื่องนี้ จู่ ๆ เธอก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

“แล้วทำไมเจ้าถึงทำหน้าไม่มีความสุขเช่นนั้นล่ะ?” ฮ่องเต้หนุ่มเลิกคิ้วพร้อมกับลูบหัวเล็ก ๆ ของลูกสาวเป็นการปลอบโยน

คนตัวเล็กไม่กล้าบอกความจริงให้อีกฝ่ายทราบ เธอทำเพียงแค่ส่ายหัวเบา ๆ แล้วบอกว่าตนกำลังกังวลเกี่ยวกับอาการของหลัวเซียวเซียว

พอได้ยินดังนี้มู่เทียนฉงก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอีกต่อไป ก่อนจะบอกว่าเขาได้สั่งให้คนไปติดประกาศเพื่อตามหาหมอที่มีฝีมือทั่วแคว้น และเขาจะต้องหาวิธีช่วยชีวิตหลัวเซียวเซียวได้อย่างแน่นอน

การลาออกของอัครมหาเสนาบดีเพื่อแลกกับชีวิตองค์หญิงใหญ่นั้นทำให้เกิดความปั่นป่วนภายในราชสำนักค่อนข้างมาก

ขุนนางหลายคนเข้ามาสอบถามและต้องการจะโน้มน้าวฮ่องเต้ ดังนั้นมู่ไป๋ไป่จึงถือโอกาสนี้กลับไปยังตำหนักอิ๋งชุน

ในเวลาเดียวกัน ซูหว่านมารอลูกสาวอยู่ที่ประตูอยู่นานแล้ว พอเห็นเด็กน้อย นางก็รีบเดินออกไปต้อนรับ “ไป๋ไป่ แม่ได้ยินว่าองค์หญิงใหญ่ร่วมมือกับหลานชายของลี่เฟยเพื่อวางแผนฆ่าเจ้า เป็นเรื่องจริงหรือ?”

“จริงเพคะ” มู่ไป๋ไป่พยักหน้าเบา ๆ “มันเป็นเรื่องจริงเพคะ”

“ช่างเลวร้ายยิ่งนัก” หว่านผินเป็นคนที่อ่อนโยนมาก แม้ว่านางจะกำลังโกรธ แต่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากก็ยังคงนุ่มนวลดังเดิม และนางก็ทำได้เพียงขมวดคิ้วพร้อมกับย้ำเตือนกับบุตรสาวซ้ำ ๆ ว่าให้ระวังตัว

เนื่องจากมู่ไป๋ไป่กำลังหมกมุ่นอยู่กับอาการป่วยของหลัวเซียวเซียวจึงไม่ได้ฟังสิ่งที่แม่ตนพูด เธอทำเพียงแค่พยักหน้าส่ง ๆ

หลังจากที่เธอเดินผ่านไปที่สวนด้านหลัง ก็มีกลิ่นบางอย่างลอยเข้ามาในจมูกของเธอ

โสมต้นนั้น!

ต้มโสมหากบ่มเพาะจนมีแก่นวิญญาณ หากคนตายกินมันเข้าไป มันจะช่วยพาคนผู้นั้นกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

เธอลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไรกัน?!

ถ้าคนตายสามารถฟื้นคืนชีพได้ ดังนั้นการช่วยเหลือหลัวเซียวเซียวจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป!

“ท่านแม่!” มู่ไป๋ไป่เงยหน้าขึ้นเรียกผู้เป็นแม่ “ไป๋ไป่ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน”

ซูหว่านไม่เคยเห็นลูกสาวทำหน้าจริงจังเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นนางจึงพยักหน้ารับโดยไม่รู้ตัว “ไป๋ไป่บอกมาเถอะ ถ้าแม่ช่วยได้แม่จะช่วยสุดความสามารถ”

เด็กหญิงรู้สึกดีใจมากและรีบพาอีกคนไปยังที่ตั้งของต้นโสม จากนั้นเธอก็ใช้มือเล็ก ๆ ชี้ไปที่กระถาง “ท่านแม่ ไป๋ไป่อยากจะสอบถามเกี่ยวกับโสมต้นนี้”

“ท่านแม่ไม่ได้บอกหรือว่าโสมต้นนี้ถูกเพาะเลี้ยงมาเป็นอย่างดี ถ้ากินเข้าไปแล้วจะทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาได้?”

“กินข้าหรือ?” จู่ ๆ ใบโสมก็สั่นด้วยความตกใจเมื่อได้ยินคำพูดของมู่ไป๋ไป่ “เจ้าจะกินข้างั้นรึ?”

คนตัวเล็กแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่ต้นโสมถามและพูดกับซูหว่านต่อไปว่า “ตอนนี้หลัวเซียวเซียวยังไม่ตาย นางแค่หมดสติไป ตราบใดที่นางได้กินโสมต้นนี้ นางจะต้องฟื้นขึ้นมาอย่างแน่นอน”

“ท่านแม่ ข้าขอใช้โสมต้นนี้เพื่อช่วยชีวิตหลัวเซียวเซียวได้หรือไม่?”

“ไป๋ไป่…” หว่านผินมองดูดวงตาที่เป็นประกายของลูกสาว และไม่อาจปฏิเสธอีกฝ่ายได้ แต่ที่นางคอยดูแลโสมต้นนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเป็นเพราะนางมีจุดประสงค์อื่น “โสมต้นนี้ล้ำค่ามาก...”

มู่ไป๋ไป่กะพริบตากลมโตเพื่อรอคอยคำพูดต่อไปของท่านแม่

“ควรเก็บมันไว้เพื่อรักษาคนที่สำคัญที่สุด” ซูหว่านอธิบายกับเด็กหญิงด้วยความยากลำบาก “แม้ว่าเซียวเซียวจะช่วยชีวิตเจ้าไว้ แต่นางก็ยังเป็นเพียงสามัญชนทั่วไป”

“นอกจากนี้ ไทเฮาก็ได้พระราชทานโสมอายุพันปีมากมายมาให้แล้ว บางทีนางอาจจะฟื้นขึ้นมาหลังจากที่ได้กินโสมพวกนั้น เราคงไม่จำเป็นต้องใช้โสมต้นนี้ด้วยซ้ำ”

ดวงตาของมู่ไป๋ไป่ค่อย ๆ หรี่ลง เธอเข้าใจว่าผู้เป็นแม่ต้องการจะสื่อว่าอะไร

แม้ว่าเธอจะไม่เห็นด้วยกับความคิดของซูหว่าน แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนที่ปลูกโสมต้นนี้ขึ้นมาและดูแลด้วยตัวเอง

ดังนั้นจึงไม่มีใครมีอำนาจตัดสินใจได้มากกว่าหว่านผินว่าควรใช้โสมต้นนี้กับใคร

นั่นทำให้คนตัวเล็กสะอื้นอยู่ครู่หนึ่ง และเธอก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปอีกครั้ง

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: โดนพ่อเก็บเรียบหมดเลยจ้า

จบบทที่ บทที่ 60: กินโสม

คัดลอกลิงก์แล้ว