เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50: ฆ่าด้วยเนื้ออร่อยจานนั้น

บทที่ 50: ฆ่าด้วยเนื้ออร่อยจานนั้น

บทที่ 50: ฆ่าด้วยเนื้ออร่อยจานนั้น


ทางด้านไทเฮา เมื่อพระนางได้รู้จากพ่อครัวว่าความจริงแล้วหมูสามชั้นตุ๋นนั้นเป็นมู่ไป๋ไป่ที่ทำขึ้นมา ทำให้สีพระพักตร์ของพระนางอ่อนโยนลงมาก

ถ้าพระนางรู้เรื่องนี้ก่อนที่จะเสวยพระกระยาหารจานนั้น พระนางคงจะสงสัยก่อนแล้วว่าเด็กหญิงคงใส่บางสิ่งลงไปในอาหาร

ท้ายที่สุดแล้ว พระนางก็เคยหาเรื่องหว่านผินมาก่อนถึง 2 ครั้ง และพระนางก็ไม่เชื่อว่าจะมีคนที่ตอบแทนความโหดร้ายของคนอื่นด้วยความเมตตา

แต่เนื้อจานนี้ไม่เพียงแต่มีรสชาติดีเยี่ยมเท่านั้น แต่มันยังช่วยให้พระนางรู้สึกอยากอาหารมากขึ้นด้วย

ไทเฮามองดูจานอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วจะเห็นได้ว่าตนแตะน้ำแกงเพียงเล็กน้อย ส่วนอาหารจานอื่นก็ยังอยู่เหมือนเดิมยกเว้นจานหมูตุ๋น มันทำให้พระนางรู้สึกพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่พระนางจะสั่งให้คนครัวยกสำรับกลับไปทันที

“ไทเฮาเพคะ ครั้งนี้องค์หญิงหกดูจะทุ่มเทมาก ดูเหมือนว่าพระนางจะวางแผนอะไรบางอย่างในใจ” ชิงเยว่ถือโอกาสสุมเชื้อไฟลงในกองไฟ “หม่อมฉันคิดว่าองค์หญิงหกคงจะจำเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าจนขึ้นใจ ดังนั้นหม่อมฉันคิดว่า…”

“เจ้าต้องการพูดอะไร?” ทันใดนั้นไทเฮาก็รู้สึกว่านางกำนัลที่อยู่เคียงข้างตนมาหลายปีน่ารำคาญมากขึ้น พระนางจึงถามขึ้นด้วยความโกรธ

“เจ้าคิดว่านางจะฆ่าเราด้วยเนื้ออร่อยจานนั้นหรือ?”

ชิงเยว่รีบคุกเข่าก้มหน้าอยู่กับพื้นตัวสั่นทันทีที่ถูกดุ

“ช่างเถอะ ไม่ต้องคุกเข่าแล้ว แค่เห็นท่าทีของเจ้าก็ทำให้เราเสียอารมณ์” ไทเฮากล่าวพลางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เราจะไปพักผ่อนแล้ว พวกเจ้าแยกย้ายกันไปเถอะ”

ในขณะนี้พระนางคงต้องมององค์หญิงหกใหม่แล้ว

มันเป็นเรื่องปกติที่มู่ไป๋ไป่จะไม่รู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตำหนักฉือซิ่ง แต่ดูท่าเธอจะมั่นใจมากว่าไม่มีใครสามารถต้านทานหมูตุ๋นฝีมือเธอได้

แน่นอนว่าบ่ายวันรุ่งขึ้น ระหว่างที่มู่ไป๋ไป่กับหลัวเซียวเซียวกำลังจับผีเสื้ออยู่ในอุทยานหลวง คนจากห้องครัวก็เข้ามาหาทั้ง 2 ด้วยท่าทีนอบน้อม โดยบอกว่าพวกเขาหวังว่าเธอจะไปให้คำแนะนำแก่พ่อครัวที่ห้องครัวหลวง

“เมื่อวานข้าได้ช่วยทำอาหารจานหนึ่งต่อหน้าพ่อครัวของเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ?” เด็กหญิงวางตัวอย่างเหมาะสมและบอกว่าตนเป็นองค์หญิง ดังนั้นจึงไม่สมควรที่จะไปทำอาหารอยู่ในห้องครัว

แต่ว่าเธอได้รับปากมู่จวินฝานไปแล้วไม่ใช่หรือว่าจะทำอาหารให้เขา?

“ใช่ ๆ พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีที่ประจำอยู่ที่ห้องครัวซึ่งถูกส่งมาเจรจากับมู่ไป๋ไป่นั้นมีท่าทีสุภาพมาก

“องค์หญิงหกทรงมีฝีมือการทำอาหารที่ยอดเยี่ยม หมูตุ๋นที่พระองค์ทำเมื่อวานนี้ ไทเฮาทรงชื่นชอบมากพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่เช่นนั้น พ่อครัวใหญ่คงไม่ส่งข้าน้อยมาเชิญองค์หญิงหกเป็นพิเศษเช่นนี้”

“พ่อครัวใหญ่บอกว่า หากองค์หญิงหกยอมช่วยเหลือ จะไม่เป็นการกระทำที่เปล่าประโยชน์ จากนี้ไปทุกคนในห้องครัวหลวงจะคอยช่วยเหลือพระองค์ในทุกเวลาที่พระองค์ต้องการพ่ะย่ะค่ะ”

คำพูดเหล่านั้นทำให้ดวงตาของมู่ไป๋ไป่เป็นประกาย ก่อนที่เธอจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เพราะเพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้เธออารมณ์ดีแล้ว

วันนี้เหล่าคนในห้องครัวหลวงมายืนเรียงแถวรอต้อนรับเด็กหญิงตัวน้อยอยู่ที่ประตูซึ่งแตกต่างจากเมื่อวานราวฟ้ากับเหว

ทุกคนให้ความเคารพมู่ไป๋ไป่มากและต้อนรับนางเข้าไปในครัวตลอดทาง

“องค์หญิงหก ไทเฮาทรงเสวยหมูตุ๋นที่พระองค์ทำเมื่อวานนี้และส่งคนจากตำหนักฉือซิ่งมาตกรางวัลให้พวกกระหม่อมอย่างงามพ่ะย่ะค่ะ”

พ่อครัวใหญ่เดินออกมาต้อนรับมู่ไป๋ไป่ด้วยรอยยิ้มขณะกล่าวว่า “กระหม่อมจะไม่มีวันลืมความเมตตาอันล้นพ้นที่องค์หญิงหกทรงมีต่อกระหม่อมไปชั่วชีวิตนี้”

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” เด็กหญิงปฏิเสธคล้ายไม่ใส่ใจพร้อมกับยืดอกเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “เมื่อวานนี้ข้าเพียงแค่ทำอาหารไปให้ท่านพี่รัชทายาท และแบ่งบางส่วนให้ไทเฮาได้ลองชิม”

“ข้าเองก็ประหลาดใจมากเช่นกันที่ไทเฮาทรงชื่นชมอาหารที่ข้าทำ”

มู่ไป๋ไป่ไม่ได้ยอมรับออกมาตามตรงว่าอาหารที่ทำเมื่อวานทำขึ้นให้ไทเฮาโดยเฉพาะ

หลังจากทุกคนในห้องครัวหลวงได้ยินดังนี้ พวกเขาต่างก็ชื่นชมองค์หญิงหกอีกครั้ง และในที่สุดการสนทนาก็มุ่งไปสู่หัวข้อนั้นทั้งหมด

ไทเฮาทรงตรัสว่าพระนางรู้สึกอยากอาหารมากขึ้นเพราะได้ลิ้มรสหมูตุ๋น แต่สุดท้ายแล้ว พอถึงมื้อเที่ยงของวันนี้ อาหารที่ถูกส่งไปยังตำหนักฉือซิ่งก็ยังคงไม่ถูกแตะต้องดังเดิม

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เหล่าพ่อครัวเกิดความกังวลขึ้นมา ดังนั้นพวกเขาจึงรีบไปเชิญตัวมู่ไป๋ไป่ให้มาที่นี่

พวกเขาอยากจะรู้ว่าองค์หญิงหกผู้มีความสามารถคนนี้จะคิดค้นอาหารแปลกใหม่ขึ้นมาได้อีกหรือไม่

แน่นอนว่าเด็กหญิงได้เตรียมอาหารที่จะทำเอาไว้ในใจอยู่แล้ว

หลังจากที่เธอฟังคำบอกเล่าของพ่อครัว เธอก็สั่งให้พวกเขาไปตกปลาเพื่อหาวัตถุดิบเป็นปลาตัวอ้วน ๆ มาประกอบอาหาร

คนของห้องครัวที่ได้ยินคำสั่งต่างก็แยกย้ายกันไปลงมือทันที เมื่อจับปลาได้จนพอใจแล้ว พวกเขาจัดการควักไส้ล้างปลาโดยไม่ต้องรอฟังคำสั่งของมู่ไป๋ไป่ จากนั้นก็เอาเกล็ดและเหงือกออก

“องค์หญิงหก พระองค์ทรงจะให้พวกเราหั่นปลาตัวนี้เป็นชิ้น ๆ หรือบั้งเฉย ๆ พ่ะย่ะค่ะ?”

“ไม่ต้องหั่นหรือทำอะไรทั้งนั้น” เด็กหญิงตอบขณะกำลังจิบชาแปดสมบัติที่พ่อครัวเพิ่งเตรียมไว้ให้เธอ

“วันนี้ข้าต้องการใช้แค่หัวปลาเท่านั้น”

“หา!?” ทุกคนในห้องครัวหลวงต่างอุทานเสียงดัง

เป็นที่ทราบโดยทั่วกันดีว่าส่วนหัวของปลานั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นกระดูก มันมีส่วนเนื้ออยู่น้อยมาก แถมรูปร่างหน้าตายังดูน่ากลัว โดยทั่วไปแล้วส่วนหัวของปลาจะไม่ถูกยกขึ้นบนโต๊ะอาหารของฮ่องเต้และไทเฮา

“เอ่อ… หัวปลาใช้ทำอาหารได้ด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?” จู่ ๆ พ่อครัวก็เริ่มสงสัยในความสามารถของมู่ไป๋ไป่อีกครั้ง

หรือว่าพวกเขาเลอะเลือนจนเกินไปควรรีบไปพบหมอ เพราะถึงอย่างไรองค์หญิงหกก็เป็นเพียงเด็ก 4 ขวบเพียงเท่านั้น แล้วนางจะเชี่ยวชาญการทำอาหารได้อย่างไรกัน?

ด้วยความคิดนี้เหล่าพ่อครัวก็มองหน้ากัน ก่อนจะเห็นความลังเลในสายตาของกันและกัน

“พวกเจ้าไม่เชื่อข้าอีกแล้วใช่หรือไม่?”

มู่ไป๋ไป่เห็นสีหน้าของทุกคน จึงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบา ๆ

จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นยืนตั้งท่าจะเดินออกไป “เซียวเซียว เรากลับไปจับผีเสื้อที่อุทยานหลวงต่อกันเถอะ”

“ในห้องครัวร้อนก็ร้อนทำให้ข้าเหนียวตัวไปหมดแล้วเนี่ย ที่แบบนี้ไม่สะดวกจะอยู่นาน”

“ใช่แล้วเพคะองค์หญิง”

หลัวเซียวเซียวเหลือบมองทุกคนในห้องครัวด้วยสายตาเย็นชา พร้อมกับความคิดที่ว่าคนพวกนี้ช่างโง่เง่าเสียจริง

หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน พวกเขายังไม่เห็นหรืออย่างไรว่าองค์หญิงหกของนางนั้นมีพรสวรรค์มากเพียงใด?

ในเมื่อนางเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ นางจะทำอะไรเหมือนคนธรรมดาได้เช่นไร?

โดยสรุปก็คือ หลัวเซียวเซียวเชื่อมั่นในตัวองค์หญิงหกจนหมดใจ

“องค์หญิงหก ได้โปรดทรงรั้งอยู่ต่อก่อนพ่ะย่ะค่ะ!” พ่อครัวคนหนึ่งตอบสนองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยิ้มแหย ๆ “องค์หญิงหก พระองค์ทรงอย่าได้น้อยพระทัยไปเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีความรู้น้อยจนไม่รู้ว่าหัวปลานี้สามารถนำมาทำอาหารได้ ดังนั้นกระหม่อมจึงต้องขอคำแนะนำจากองค์หญิงหกพ่ะย่ะค่ะ”

มู่ไป๋ไป่เลิกคิ้วขึ้น “เจ้ารู้จักพูดเสียจริง”

พ่อครัวที่ได้รับคำชมเผยรอยยิ้มจริงใจและไม่ได้พูดอะไรต่ออีก เขาเพียงแค่ถามอีกฝ่ายว่าต้องการวัตถุดิบใดอีกนอกจากหัวปลา

“พริก” คนตัวเล็กกลับไปนั่งบนเก้าอี้ รับชาแปดสมบัติจากมือหลัวเซียวเซียวมาแล้วนั่งไขว่ห้างด้วยท่วงท่าสง่างาม

“เจ้าจะต้องเอามาทั้งสีแดงและสีเขียว ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี”

ภายใต้คำสั่งของเธอ ภายในห้องครัวหลวงก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เวลาผ่านไปไม่นาน กลิ่นฉุนของพริกที่แตกต่างไปจากเมื่อวานก็ฟุ้งกระจายอยู่ทั่วห้องครัว

หลังจากคนในวังได้รับข่าวลือเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อวานนี้ คนที่มาแอบนั่งสืบข่าวอยู่ที่หน้าห้องครัวหลวงต่างก็พากันแสดงสีหน้าประหลาดใจ

“แม่เจ้าโว้ย นี่มันกลิ่นอะไรกัน? หอมมาก ข้าสาบานเลยว่าข้าไม่เคยได้กลิ่นเช่นนี้มาก่อนเลย”

“ถึงกลิ่นจะดูฉุนจมูกมากแต่ก็หอมมากเช่นกัน ถ้าได้ลิ้มรสข้าคิดว่าข้าคงจะต้องขอข้าวชามใหญ่ 2 ชามแน่”

“องค์หญิงหกผู้นี้สมแล้วที่เป็นธิดาของโอรสสวรรค์”

ภายในห้องครัว พ่อครัวที่มองดูหัวปลานึ่งราดพริกก็แสดงอารมณ์แบบเดียวกับคนที่อยู่ด้านนอก

“พวกเจ้าจดจำได้แล้วหรือยัง?” มู่ไป๋ไป่ขยับไหล่ที่ตึงแน่นของตัวเองเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อพลางกล่าวว่า “ถ้าพวกเจ้าจดจำได้แล้ว เช่นนั้นข้าจะกลับตำหนักอิ๋งชุน ท่านแม่ยังรอข้ากลับไปกินข้าวอยู่”

“แล้วก็เย็นนี้ช่วยส่งหัวปลานึ่งราดพริกไปที่ตำหนักอิ๋งชุนด้วย ข้าเบื่ออาหารเปรี้ยวหวานที่พวกเจ้าทำทุกวันแล้ว”

ในเย็นวันนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกใจเลยที่หัวปลานึ่งราดพริกที่ส่งไปยังตำหนักฉือซิ่งจะถูกไทเฮาเสวยจนหมดอีกครั้ง

ครั้งนี้พระนางไม่ได้เรียกใครจากห้องครัวไปที่ตำหนักฉือซิ่ง พระนางเพียงแค่ส่งคนมาถามว่าอาหารจานนี้เป็นฝีมือขององค์หญิงหกด้วยหรือไม่

หลังจากไทเฮาได้รับคำตอบแล้ว พระนางก็บรรทมไม่ได้ทั้งคืน

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: เหมือนว่าไทเฮาเริ่มจะต้านทานหลานคนนี้ไม่ไหวแล้ว 5555

จบบทที่ บทที่ 50: ฆ่าด้วยเนื้ออร่อยจานนั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว