เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27: ไม่สามารถหลีกหนีชะตากรรมไปได้

บทที่ 27: ไม่สามารถหลีกหนีชะตากรรมไปได้

บทที่ 27: ไม่สามารถหลีกหนีชะตากรรมไปได้


“ตอบพระสนม เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

ขันทีน้อยคุกเข่าลงกับพื้นแล้วตอบเสียงดังว่า “ข้าน้อยได้ยินขันทีที่ทำหน้าที่ติดตามอันกงกงพูดเองกับหูพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้คงใกล้ถึงเวลาที่ราชโองการจะไปถึงมือของราชครูแล้ว”

ลี่เฟยเป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามและมีเสน่ห์ นางเป็นบุตรสาวของแม่ทัพ ทันทีที่นางถวายตัวเข้าวัง นางก็ได้รับความโปรดปรานจากมู่เทียนฉงซึ่งได้ประทานตำแหน่งลี่เฟย และให้นางคอยดูแลจัดการวังหลัง

ซึ่งพระสนมผู้นี้เดินเข้าสู่วังหลังได้อย่างราบรื่นจนทำให้ผู้คนอิจฉา

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว การมาเยือนที่ตำหนักชิงเหอของฮ่องเต้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ

แม้ว่าหญิงสาวจะได้รับประทานรางวัลมากมายตามปกติ แต่มันก็ยังทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ

ลี่เฟยเคยสงสัยว่ามีคนในวังเป่าหูมู่เทียนฉงหรือไม่ ทว่าตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วนางก็ไม่เคยได้ยินข่าวที่ว่าฝ่าบาทแต่งใครเข้ามาเพิ่ม

จนเมื่อเวลาผ่านไป นางก็พบว่าตนนั้นคิดมากจนเกินไปและค่อย ๆ ลืมเลือนเรื่องดังกล่าวไป

แต่หญิงสาวไม่คาดคิดเลยว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนจะมีราชโองการจากฮ่องเต้ที่ทำให้นางต้องตกตะลึง และในวันนี้ลูกสาวที่ไร้สมองของซูหว่านก็ถูกส่งไปร่ำเรียนกับองค์รัชทายาท

ความโปรดปรานดังกล่าวไม่เคยปรากฏขึ้นในวังหลังแห่งนี้มาก่อน

“ข้ารู้แล้ว เจ้าออกไปเถอะ” ลี่เฟยพยายามระงับอารมณ์ของตัวเองและโบกมือส่งสัญญาณให้นางกำนัลส่วนพระองค์ตกรางวัลให้ขันทีหนุ่ม

หลังจากที่ขันทีผู้น้อยชั่งน้ำหนักรางวัลในมือแล้วจึงโค้งคำนับอย่างมีความสุข ก่อนจะเดินออกจากตำหนักไป

“พระสนม หว่านผินคนนั้นเอายาเสน่ห์อะไรให้ฝ่าบาทเสวยกันเพคะถึงได้รับความโปรดปรานขนาดนี้ในชั่วข้ามคืน?” นางกำนัลที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้นมาเบา ๆ

“จู่ ๆ ฝ่าบาทก็มีท่าทีเปลี่ยนไป ไม่เพียงแต่นางจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากกุ้ยเหรินเป็นผินแล้ว หม่อมฉันยังได้ยินมาว่าวันนี้ฝ่าบาทถึงขั้นยอมขัดแย้งกับไทเฮาเพราะนาง”

‘เฟิงหลิง’ เป็นสาวใช้ที่เติบโตมาข้างกายลี่เฟย เมื่อลี่เฟยแต่งงานเข้ามาอยู่ในวัง นางก็ได้ติดตามอีกฝ่ายมาด้วย

“หว่านผินอย่างนั้นหรือ?” ลี่เฟยเหยียดยิ้มเยาะ “ข้าเกรงว่าคงไม่ใช่นางที่เป็นคนวางยาฝ่าบาท แต่เป็นองค์หญิงหกต่างหาก จุดเปลี่ยนทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเริ่มต้นที่องค์หญิงหกผู้นั้น เจ้าคิดว่ามันไม่แปลกไปหน่อยหรือ?”

“แต่พระสนม องค์หญิงหกเพิ่งอายุเพียง 4 ขวบ เด็กเช่นนี้จะทำอะไรได้เพคะ?” เฟิงหลิงรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดมากไปเอง

“นอกจากนี้ องค์หญิงหกยังเป็นคนที่โง่เขลามากคนหนึ่ง จู่ ๆ พระนางจะฉลาดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยได้อย่างไรกัน?”

ลี่เฟยเม้มริมฝีปากเข้าหากันก่อนจะพูดว่า “ไม่ว่าจะเป็นเพราะองค์หญิงหกหรือหว่านผิน ข้าก็ไม่สามารถทนนิ่งเฉยรอความตายต่อไปได้อีก ยาตัวใหม่อยู่ที่ไหน ไปเตรียมมันมาให้ข้า”

“เพคะ ของเพิ่งส่งมาไม่นานนี้เองเพคะ” เฟิงหลิงหยิบขวดกระเบื้องสีขาวเล็ก ๆ ออกมาจากแขนเสื้อแล้วกล่าวต่อว่า “ท่านหมอเทวดาได้เขียนเทียบยาใหม่แล้วบอกว่าตราบใดที่กินยานี้จนหมดขวด พระสนมจะสมดั่งใจหวังอย่างแน่นอนเพคะ”

หลังจากลี่เฟยได้ยินนางกำนัลส่วนตัวอธิบาย ท่าทีของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางไม่รอช้ารีบเปิดขวดยาแล้วเทยาออกมากินเม็ดหนึ่ง

เวลาผ่านไปไม่นาน ใบหน้าของหญิงสาวก็มีสีแดงจาง ๆ ปรากฏขึ้น และมีเหงื่อบาง ๆ ผุดขึ้นมาบนหน้าผากที่เรียบเนียน

“ไปพาตัวเขามา”

เฟิงหลิงตอบรับก่อนจะหายไป ในไม่ช้าชายหน้าตาหล่อเหลาในชุดองครักษ์ก็ปรากฏตัวในห้องนอนของลี่เฟย ซึ่งชายคนนั้นมีใบหน้าที่คุ้นเคย

พวกเขาทั้ง 2 พุ่งเข้าโรมรันพันตูกันอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เกิดเสียงน่าอายดังขึ้นจากภายในห้อง

2 เค่อ*ต่อมา ลี่เฟยก็เอนตัวอยู่ในอ้อมแขนของชายผู้นั้นซึ่งมีเหงื่อโทรมกายแล้วพูดว่า “ในไม่ช้า จะมีคำสั่งให้เจ้าไปทำธุระให้องค์รัชทายาท”

*1 เค่อ = 15 นาที

“พระสนมต้องการให้กระหม่อมทำอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ชายหนุ่มถามพลางลูบไล้ผิวที่เรียบเนียนของลี่เฟย

หญิงสาวพลิกตัวมานอนบนหน้าอกขององครักษ์หนุ่ม พร้อมกับที่นางยิ้มอย่างมีเสน่ห์ในขณะที่พูดว่า “ข้าอยากให้เจ้าฆ่าใครบางคน”

ในเวลาเดียวกัน ภายในตำหนักอิ๋งชุน

มู่ไป๋ไป่นั่งอยู่ข้างเตียงของซูหว่านพลางถอนหายใจด้วยความรู้สึกโศกเศร้า

“ไป๋ไป่ การได้ไปร่วมเรียนกับองค์รัชทายาทนั้นนับได้ว่าเป็นความเมตตาสูงสุดที่ฝ่าบาทประทานให้เจ้า เจ้าจะต้องไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง”

ซูหว่านรับรู้ท่าทีของมู่เทียนฉงด้วยตาตัวเอง นางจึงไม่รู้สึกแปลกใจกับพระราชโองการฉบับใหม่เท่าไหร่นัก เพียงแต่นางกังวลว่าลูกสาวของนางที่อายุเพียง 4 ขวบครึ่งนั้นจะไปก่อเรื่องเข้า

“ท่านแม่ ข้าไม่อยากไปเรียนที่ตำหนักฮ่องเต้…” มู่ไป๋ไป่เม้มปากแล้วมองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาเว้าวอน

องค์รัชทายาทจะกลายเป็นผู้ที่ได้ครอบครองแคว้นเป่ยหลงในอนาคต และเขาจะต้องถูกเคี่ยวเข็ญให้ร่ำเรียนอย่างหนัก แต่เธอไม่อยากเผชิญหน้ากับสถานการณ์นั้นด้วยตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้น เธอเคยได้ยินมาว่าชั้นเรียนแรกเริ่มก่อนรุ่งสางด้วยซ้ำ

ก่อนหน้านี้มู่ไป๋ไป่เป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาอย่างอัตคัดขัดสน หากเธอต้องตื่นนอนก่อนรุ่งสาง ตัวเธอก็จะไม่สูง

“ไป๋ไป่!” หว่านผินผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงพร้อมกับตวาดเสียงเข้ม

ส่งผลให้นางรู้สึกเจ็บแผลที่หลังของตัวเองจนแทบจะเป็นลม

เมื่อคนเป็นแม่เห็นสีหน้าเป็นกังวลของลูกสาว นางก็กัดฟันเอ่ยขึ้นว่า “แม่ไม่เป็นไร”

หลังจากอาการเจ็บปวดที่บาดแผลทุเลาลง นางก็พูดขึ้นเบา ๆ ว่า “คำพูดพวกนี้เจ้าอย่าได้พูดต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด!”

ในความทรงจำของมู่ไป๋ไป่ ซูหว่านเป็นแม่ที่อ่อนโยนมาโดยตลอด จึงเป็นเรื่องยากที่จะได้เห็นสีหน้าเคร่งขรึมเช่นนี้ของนาง

เมื่อเด็กหญิงรู้ว่านางกำลังกังวลว่าตนจะเกิดปัญหา เธอจึงพยักหน้ารับจริงจังเพื่อเป็นการบอกอีกฝ่ายว่าเธอเข้าใจแล้ว

“แม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนฉลาด” พอนางเห็นลูกสาวพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง คราวนี้สีหน้าของนางจึงอ่อนลงอีกครั้ง

ระหว่างที่พูดหว่านผินก็ลูบหัวเด็กน้อยด้วยความรัก “ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแม่ไม่อาจทำตามที่ตนคาดหวังได้ แม่จึงทำเพียงได้แค่รออย่างไร้จุดหมายและไม่รู้ว่าจะต่อสู้แย่งชิงความโปรดปรานมาได้อย่างไร ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเจ้าถึงต้องทนทุกข์ทรมานมาหลายปีเช่นนี้”

หลังจากหนีความตายจากตำหนักอวี๋ชิงมาได้ ตัวนางก็เหมือนมีสติขึ้นมาแล้วเช่นกัน

ลึกเข้าไปด้านในวังหลวงแห่งนี้ เราไม่สามารถปกป้องตัวเองด้วยการอดทนรออย่างเชื่อฟังได้

“ต่อจากนี้ไป แม่จะปกป้องเจ้าให้ดีที่สุด” ซูหว่านเหมือนกำลังบอกบุตรสาว แต่ในความเป็นจริงมันเหมือนเป็นการที่นางย้ำเตือนตัวเองด้วย “แม่จะไม่ยอมให้เจ้าต้องกลับไปทุกข์ทรมานและได้รับความอยุติธรรมเช่นเดิมอีก”

มู่ไป๋ไป่รู้สึกสะท้อนใจ “ท่านแม่ ท่านช่วยคิดหาวิธีให้ข้าไม่ต้องไปร่วมเรียนกับองค์รัชทายาทก่อนดีหรือไม่?”

“...” ซูหว่านส่ายหัวพร้อมกับเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชาทันที “ไม่ได้”

“...” เด็กหญิงได้แต่มุ่ยปากเบา ๆ

ที่แท้ความรักที่ซูหว่านมีต่อเธอนั้นมันเป็นเพียงลมปากใช่หรือไม่?

แล้วตลอดทั้งคืน มู่ไป๋ไป่ก็รู้สึกกังวลจนนอนไม่หลับ

ในเวลาใกล้รุ่งสางก่อนที่เธอจะทันได้หลับตาลง อย่างไรก็ตาม ภายในเวลาไม่ถึง 1 ก้านธูป เธอก็ถูกนางกำนัลเข้ามาปลุกและบอกว่าถึงเวลาต้องไปเรียนตำหนักฮ่องเต้แล้ว

เด็กหญิงได้แต่โซเซลุกขึ้นจากเตียงแล้วปล่อยให้นางกำนัลช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้

เมื่อเธอเดินออกจากประตูตำหนักอิ๋งชุน เธอก็เห็นว่ายังไม่มีใครตื่นเลยจนกระทั่งเธอเห็นร่างสูงร่างหนึ่งยืนอยู่ที่ทางเดิน

เด็กหนุ่มคนนี้สวมเสื้อคลุมยาวสีคราม เขายืนตัวตรงราวกับต้นไผ่ รูปร่างหน้าตาของเขาคล้ายกับมู่เทียนฉง แต่เขายังคงขาดความเยือกเย็นและความเย่อหยิ่งของบิดา

ขณะเดียวกัน ‘มู่จวินฝาน’ ยืนมองดูเด็กน้อยที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเขาด้วยสายตาว่างเปล่าปนความอยากรู้ที่แฝงลึกอยู่ในดวงตา

เขาได้ยินเรื่องมากมายเกี่ยวกับองค์หญิงหกคนนี้ และมันยากจริง ๆ สำหรับเขาที่จะจินตนาการว่าเด็กแบบไหนที่ทำให้เสด็จพ่อรักนางมากเช่นนี้

แต่สำหรับตอนนี้ องค์หญิงหกที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ดูโง่ไปหน่อยหรือ?

“องค์หญิงหก นี่คือองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”

ในขณะเดียวกัน มีเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกายมู่จวินฝาน ใบหน้าของเขานั้นงดงามราวกับผู้หญิง และชายคนนั้นก็พูดขึ้นมาเสียงดัง

ทันใดนั้นมู่ไป๋ไป่ก็กลับมารู้สึกตัวและตระหนักได้ว่าตนมัวแต่ตกตะลึงกับภาพหนุ่มหล่อจนสิ้นสติ

พอได้สติกลับมาแล้วเธอจึงรีบใช้ขาสั้น ๆ ก้าวไปข้างหน้า “อรุณสวัสดิ์ท่านพี่รัชทายาท”

โชคดีที่เธออายุเพียง 4 ขวบ ทุกคนจึงคิดว่าเธอยังตื่นนอนไม่เต็มที่จึงไม่ได้คิดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้

องค์รัชทายาทเองก็ทำเป็นเมินไม่สนใจเด็กหญิงมากนัก เขาเพียงแต่บอกว่าเขาได้รับคำสั่งจากมู่เทียนฉงให้มารับนางไปที่ตำหนักฮ่องเต้เท่านั้น

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: ได้เจอพี่คนโตแล้ววว พี่คนนี้จะดีกับน้องรึเปล่านะ

จบบทที่ บทที่ 27: ไม่สามารถหลีกหนีชะตากรรมไปได้

คัดลอกลิงก์แล้ว