เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16: ไปเรียนที่ตำหนัก

บทที่ 16: ไปเรียนที่ตำหนัก

บทที่ 16: ไปเรียนที่ตำหนัก


มู่เทียนฉงโบกมือพร้อมกับพูดว่า “ลุกขึ้นเถิด เรานึกขึ้นได้ว่าเจ้าเป็นเพียงแค่กุ้ยเหริน หากให้เจ้าคอยดูแลองค์หญิงหก มันจะเป็นการฝ่าฝืนกฎ”

จากนั้นฮ่องเต้หนุ่มก็หันไปกล่าวกับอันกงกงซึ่งคอยอยู่ด้านหลังตลอดเวลาว่า “ถ่ายทอดราชโองการของเรา เลื่อนตำแหน่งหว่านกุ้ยเหรินให้เป็นหว่านผิน และให้ประทับอยู่ในตำหนักอิ๋งชุน และสามารถดูแลอยู่ข้างกายองค์หญิงหกได้”

“แล้วให้ส่งนางกำนัลอีก 10 คนไปที่ตำหนักอิ๋งชุน รอบกายของหว่านผินมีคนคอยรับใช้น้อยเกินไป”

ราชโองการนี้ทำให้ซูหว่านร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ ขณะเดียวกัน มือที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อของนางก็กำแน่นจนเปลี่ยนเป็นสีขาว พร้อมกับริมฝีปากที่สั่นเบา ๆ

“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา”

ตัวนางเคยจินตนาการถึงภาพนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่นางก็ทำได้แค่เหม่อมองผืนน้ำที่มีใบไม้แห้งร่วงโรยวันแล้ววันเล่า จนกระทั่งกลายเป็นปี นางคิดว่าตัวเองคงจะต้องรอไปจนแก่เฒ่า แต่ตอนนี้ความฝันนั้นได้กลายเป็นจริงแล้ว

จากนั้นหว่านผินก็หันไปมองลูกสาวซึ่งอายุเพียง 4 ขวบครึ่งด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ เพราะนางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กตัวเล็ก ๆ คนนี้จะเป็นคนที่ทำให้นางได้เจอเรื่องดี ๆ ทั้งหมดนี้

มู่ไป๋ไป่ยังคงเคี้ยวข้าวของตัวเอง เมื่อสายตาเหลือบมองไปทางคนเป็นแม่เล็กน้อย เธอก็ยืดตัวขึ้นคล้ายจะบอกว่า ‘ดูสิ ข้าเก่งใช่หรือไม่~’

ภาพนั้นทำให้รอยยิ้มที่ดูสง่างามปรากฏบนใบหน้าของซูหว่าน ดวงตาคู่สวยเต็มไปด้วยความรัก และใบหน้าก็แสดงออกถึงความภาคภูมิใจ ในขณะที่เฝ้ามองลูกสาวกินข้าวต่อไป

มู่ไป๋ไป่หันกลับมามองพ่ออารมณ์ร้ายของตัวเองก่อนจะยิ้มกว้างอย่างจริงใจ

“ท่านพ่อใจดีที่สุดเลย!”

มู่เทียนฉงยกมือขึ้นลูบหัวของคนตัวเล็ก แล้วทัดผมที่ยุ่งเหยิงตรงหน้าผากไปไว้ที่หลังหู

พอซูหว่านเห็นดังนั้นก็แสดงสีหน้าอิจฉา นางรู้สึกทั้งอิจฉาและไม่พอใจกับความกรุณาที่ฝ่าบาทประทานให้บุตรสาว

แต่นางก็ต้องเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

เพราะตอนนี้นางรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังอยู่ในความฝัน

ระหว่างที่รับประทานอาหาร เนื่องจากร่างกายของมู่ไป๋ไป่นั้นชินกับการอดอาหารมานาน ทำให้เธอกินอาหารได้น้อยมาก หลังจากกินข้าวไปได้ไม่กี่คำ เธอก็รู้สึกอิ่มเสียแล้ว

แต่อาหารวันนี้เป็นอาหารที่ถูกจัดสำรับเอาไว้ให้เพียงฮ่องเต้เท่านั้น มันจึงเป็นของที่เด็กหญิงไม่สามารถหากินได้บ่อย ๆ

หลังจากที่คนตัวเล็กกินข้าวเข้าไปคำแล้วคำเล่า เธอก็รู้สึกอิ่มจนแน่นท้องไปหมด

แล้วท้องน้อย ๆ ของเธอก็เริ่มป่องขึ้นจนเหมือนลูกโป่ง

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เธอก็ได้มีพุงป่อง ๆ เพิ่มขึ้นมา จากนั้นเธอก็ตั้งท่าเตรียมกระโดดลงจากเก้าอี้เพื่อกลับไปหากระถางที่ปลูกโสมเอาไว้

“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าอิ่มแล้ว~”

“เจ้าอยากไปเล่นแล้วสินะ” มู่เทียนฉงขมวดคิ้ว

“หา? ไม่ได้หรือเพคะ?” มู่ไป๋ไป่ถามออกไปด้วยความสับสน

มู่เทียนฉงจับเอวของเจ้าตัวเล็กและขยับให้นางนั่งบนเก้าอี้ด้วยตัวเอง

“ตอนนี้เจ้าอายุเกิน 4 ขวบแล้ว แต่เจ้ายังไม่รู้จักตัวอักษรสักตัวเลย อย่ามัวแต่คิดจะเที่ยวเล่น เราจะสั่งคนให้จัดแจงส่งราชครูมาคอยสอนเจ้า”

คำพูดนั้นทำให้หัวใจของมู่ไป๋ไป่เต้นรัว เธอไม่คาดคิดเลยว่าทั้ง ๆ ที่เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้แล้ว เขาก็ยังจะให้เธอไปร่ำเรียนที่ตำหนักองค์หญิงใหญ่อีก

ดูเหมือนว่าพ่อขี้โมโหจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องการเรียนของเธอมาก

แต่มันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ฮ่องเต้มีองค์หญิงเพียง 2 คน มู่เชียนเป็นคนที่มีนิสัยหยิ่งผยองเอาแต่ใจตัวเอง และบางครั้งนางก็ยังทำร้ายดุด่าว่ากล่าวราชครูทุกครั้งที่นางรู้สึกไม่พอใจ แต่เขาก็ทำเป็นมองไม่เห็น ปล่อยปละละเลยให้องค์หญิงใหญ่ปลูกฝังนิสัยไม่ดีขึ้นมา

ตอนนี้เมื่อเขารู้ว่าตนมีลูกสาวที่ทั้งน่ารักและอ่อนโยนคนนี้ เขาก็รู้สึกว่าเขาจะต้องใส่ใจนางให้มากกว่าเดิม

ดังนั้นความคาดหวังของเขาทั้งหมดจึงถูกส่งไปที่คนตัวเล็ก นางควรได้เรียนรู้ตัวอักษรมากขึ้นเพื่อที่จะได้อ่านออกเขียนได้ และเติบโตเป็นองค์หญิงที่สง่างามต่อไป

“ท่านพ่อ ท่านจะให้หม่อมฉันไปเรียนที่ไหนหรือเพคะ?”

มู่ไป๋ไป่เอียงคอมองผู้เป็นพ่อ ในขณะที่ดวงตาเป็นประกายนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวัง

มู่เทียนฉงกำลังจะสั่งให้คนเชิญราชครูมาสอนที่ตำหนักอิ๋งชุน อย่างน้อยนางก็จะได้เรียนอยู่ในตำหนักทุกวัน แต่เมื่อเห็นนางเอียงคอมองเขาแบบนี้ มันก็ทำให้เขารู้สึกอยากจะผูกนางไว้ข้างกายตัวเองมากยิ่งขึ้น

ดวงตาที่ล้ำลึกของชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาจึงขมวดคิ้วพูดว่า “มาเรียนที่ตำหนักของเราสิ เราจะคอยดูเจ้าเวลาร่ำเรียนกับอาจารย์”

“...” คำพูดของฮ่องเต้ทำให้ซูหว่านกับอันกงกงตกตะลึง

คนสุดท้ายที่มีโอกาสได้ร่ำเรียนอยู่ในตำหนักของฝ่าบาทก็คือองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ยหลง

นั่นก็คือองค์ชายใหญ่ และมีเพียงองค์ชายใหญ่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ซึ่งองค์ชายรองและองค์ชายสามยังไม่เคยได้มาร่ำเรียนที่ตำหนักฮ่องเต้เลยด้วยซ้ำ

มู่ไป๋ไป่เป็นสตรี นางเป็นองค์หญิงลำดับที่ 6 ที่มีสถานะและชาติกำเนิดต่ำที่สุด แล้วเช่นนี้นางจะเหมาะสมไปร่ำเรียนในตำหนักของฮ่องเต้ได้อย่างไร

เมื่อมู่เทียนฉงเห็นสีหน้าประหลาดใจของซูหว่าน เขาจึงกระแอมในลำคอก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “หว่านผิน เจ้ามีความคิดเห็นว่าอย่างไร?”

หญิงสาวตกใจเล็กน้อยที่ฮ่องเต้ถามความคิดเห็นของตน นางจึงตอบอย่างไม่มั่นใจว่า “ฝ่าบาท องค์หญิงหกมีฐานะต่ำต้อย แต่ในเมื่อฝ่าบาททรงใส่พระทัยนางมากถึงเพียงนี้...”

ยังไม่ทันที่นางจะได้กล่าวจบ อีกฝ่ายก็พูดขัดขึ้นมาว่า “นางเป็นองค์หญิงของเรา เจ้าพูดว่านางมีฐานะต่ำต้อยได้อย่างไร?”

ฮ่องเต้หนุ่มหรี่ตาลง ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วหันไปพูดกับอันกงกงว่า “สั่งให้กรมวังเลือกคุณหนูจากตระกูลขุนนาง และในอีกครึ่งเดือน ให้พวกนางเข้ามาเป็นสหายร่วมเรียนกับองค์หญิงหกที่ตำหนัก”

เนื่องจากตำแหน่งของมู่เทียนฉง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคำพูดของเขานั้นเมื่อพูดออกไปแล้วไม่สามารถคืนคำได้

ขณะนั้นมู่ไป๋ไป่มุ่ยปากพลางแอบดึงแขนเสื้อของผู้เป็นแม่เบา ๆ “ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่สร้างปัญหาให้กับท่านพ่อ”

ดวงตาของซูหว่านเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เนื่องจากลูกสาวคนนี้ยังเด็กนัก นางจึงไม่รู้ว่าการที่อยู่ใกล้ตัวฮ่องเต้นั้นหมายความว่าอย่างไร

ฮ่องเต้เป็นคนที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยม หากวันหนึ่งลูกของนางไปเผลอทำให้เขาไม่พอใจเข้าหรือถูกวางแผนใส่ร้าย นางก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะสามารถรักษาชีวิตน้อย ๆ ไว้ได้หรือไม่

“ไป๋ไป่ ลูกไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว ยามที่ทำสิ่งใดเจ้าจะต้องรอบคอบ อย่าให้เสด็จพ่อของเจ้าต้องเป็นกังวลเพราะเจ้า เข้าใจหรือไม่?”

ซูหว่านกล้ำกลืนความเจ็บปวดและยอมรับความจริงข้อนี้

มู่ไป๋ไป่มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้เป็นแม่กำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเธอ มันทำให้หัวใจดวงน้อยพองโตขึ้น จากนั้นเธอจึงพยักหน้ารับ “ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง~”

น้ำเสียงที่เรียกท่านแม่อันแผ่วเบานั้นส่งผลให้หัวใจของคนที่ได้ยินได้รับการปลอบประโลม แต่พอเห็นเจ้าตัวเล็กเชิดหน้าขึ้นสูง นางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูอีกฝ่าย

ลูกสาวของนางเป็นเพียงเด็กอายุ 4 ขวบครึ่ง แต่เมื่อมองดูใบหน้าที่อวบอิ่มทว่ามั่นใจนี้ มันก็ทำให้นางรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านพ่อขี้โมโหซึ่งใช้เวลาอยู่กับบุตรสาวตลอดทั้งวันก็รีบกลับไปยังตำหนักเย่าเจิ้งเพื่อจัดการราชกิจในขณะที่ท้องฟ้ายังไม่มืด

ทันทีที่มู่เทียนฉงเสด็จกลับไป ซูหว่านก็ดึงร่างของคนตัวเล็กมาไว้ในอ้อมแขน

นางก้มศีรษะลงมองในขณะที่เด็กหญิงในอ้อมแขนของนางขยับตัวนั่งบนตักนางอย่างรู้ความ

ในเวลานี้ดวงตาของซูหว่านดูคมดุเล็กน้อย “เจ้าตัวเล็ก บอกแม่มาเดี๋ยวนี้นะว่าเจ้าไปทำอะไรกับเสด็จพ่อของเจ้า? ทำไมเสด็จพ่อของเจ้าถึงเปลี่ยนไปได้มากถึงเพียงนี้?”

มู่ไป๋ไป่คาดเอาไว้แล้วว่าจะได้ยินคำถามเช่นนี้ เธอจึงหันกลับไปมองผู้เป็นแม่ด้วยสายตาซุกซน พร้อมกับยกมือขึ้นลูบใบหน้าของอีกคน

“ท่านแม่ เสด็จพ่อชอบลูก มันเป็นผลดีต่อลูกไม่ใช่หรือ? นอกจากนี้ไป๋ไป่ไม่ได้ทำอะไรเสด็จพ่อสักนิดเลยน้า~”

คำตอบที่ได้รับนั้นฟังดูไร้สาระมาก และไม่มีคำใดที่ตรงประเด็นเลยแม้แต่น้อย

ซูหว่านเอียงคอแล้วแสร้งทำเป็นโกรธ “ทำไมเจ้าไม่ลองอธิบายให้แม่ฟังให้ชัดเจนล่ะ?”

“ทั้งหมดที่ข้าพูดเป็นเรื่องจริง ข้าสาบานได้”

เมื่อหว่านผินเห็นว่าลูกสาวของตนจริงจังมากเพียงใด นางก็รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก แต่นางก็ยังแอบสงสัยในใจว่ากว่าที่ท้องฟ้าจะสดใสต้องใช้เวลานานถึง 4-5 ปีเลยหรือ?

แล้วเด็กผู้โง่เขลาก็ไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนเดิมอีกต่อไป ส่วนนางก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผิน และได้ย้ายไปอยู่ที่ตำหนักอิ๋งชุนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตำหนักฮ่องเต้ เพียงวันนี้วันเดียวเหตุการณ์ที่ทำให้นางมีความสุขได้เกิดขึ้นถึงหลายครั้ง

หลังจากหญิงสาวพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว นางก็ส่ายหัวเบา ๆ เพราะยิ่งคิดมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้มากขึ้นเท่านั้น หากสวรรค์มีตาจริง ๆ เหตุใดจะต้องรอจนกระทั่งตอนนี้?

เมื่อซูหว่านมองดูเด็กหญิงจอมซุกซนในอ้อมแขนของตัวเอง ดวงตาของนางกลับเต็มไปด้วยความรัก

เป็นเพราะเด็กคนนี้ที่นำเอาความโชคดีทั้งหมดมาให้นาง

ต่อมา นางจับแก้มสีชมพูของลูกสาวเอาไว้แล้วพูดว่า “ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เจ้าและแม่ต้องคอยพึ่งพาอาศัยกัน ไป๋ไป่ ในวังหลวงแห่งนี้เจ้าเป็นญาติเพียงคนเดียวของแม่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม่จะคอยปกป้องเจ้าอย่างสุดกำลัง หากใครมารังแกเจ้าให้รีบบอกแม่เลยนะ แม่จะไปจัดการคนพวกนั้นให้เอง”

ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้มู่ไป๋ไป่น้ำตารื้น ก่อนที่เธอจะทะลุมิติมาที่นี่ แม่ของเธอทั้งทำร้ายทั้งดุด่าว่าเธอเพราะรู้สึกรังเกียจที่เธอมีผลการเรียนไม่ดีนัก และเธอก็ต้องคอยทำงานบ้านตั้งแต่ยังเด็ก

จบบทที่ บทที่ 16: ไปเรียนที่ตำหนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว