เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13: ปากหวานเสียจริง

บทที่ 13: ปากหวานเสียจริง

บทที่ 13: ปากหวานเสียจริง


นางกำนัลที่ถือถ้วยยาเข้ามาในห้องบรรทมย่อตัวทำความเคารพผู้เป็นนายเหนือหัวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ “ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท”

“ลุกขึ้น”

เสียงที่ตอบรับนั้นเย็นชา ไม่มีร่องรอยของความอบอุ่นเลยสักนิด

แล้วนั่นก็ทำให้มู่ไป๋ไป่เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลา ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจด้วยซ้ำ

“ส่งยามาให้เรา”

นางกำนัลที่ได้ยินดังนั้นก็ทำตามคำสั่งโดยการวางถาดที่มีถ้วยยาขนาดใหญ่ลงบนโต๊ะด้านข้างพระแท่นบรรทม

ภายในถ้วยยามีน้ำสีดำค่อนไปทางเหลืองบรรจุอยู่ พร้อมกับมีควันสีขาวโชยออกมา

มู่เทียนฉงหยิบถ้วยยาขึ้นมาก่อนจะเดินเข้าไปหาลูกสาวอย่างไม่เร่งรีบ

เมื่อเขาเดินไปถึงข้างเตียง เขาก็เห็นมู่ไป๋ไป่กำลังมองเขาตาแป๋ว

“ดื่มยาก่อนสิ”

คำพูดเรียบ ๆ เพียงประโยคเดียวมันก็ช่วยขจัดความกลัวการดื่มยาขม ๆ ของมู่ไป๋ไป่ออกไปได้โดยสิ้นเชิง

มู่เทียนฉงหยิบช้อนแล้วตักยาขึ้นมาเป่าเบา ๆ 1 ช้อน

แล้วภาพชายผู้เย็นชาไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งสิ้นซึ่งกำลังเอาใจใส่ใครบางคนอยู่ก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง

ขันทีเหม่อมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนที่เขาจะเอ่ยปากว่า “ฝ่าบาท ให้กระหม่อมเป็นคนป้อนองค์หญิง…”

“หุบปาก” ฮ่องเต้หนุ่มพูดขัดเสียงเรียบ

หลังจากพูดจบเขาก็ส่งช้อนยาไปที่ข้างปากเล็ก ๆ ให้นางได้ลิ้มรสยาในคำแรก

รสขมอันเป็นเอกลักษณ์ของยาจีนแพร่กระจายไปทั่วปากของเด็กหญิงอย่างรวดเร็ว ทำให้เธอรู้สึกปากชา

แต่ยาช้อนที่ 2 ก็มาจ่ออยู่ที่ปากเรียบร้อยแล้ว เธอจึงจำใจกัดฟันดื่มมันเข้าไปอีกครั้ง

ขมชะมัด…

มู่ไป๋ไป่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะมองผู้เป็นพ่อด้วยสายตาเว้าวอน “หม่อมฉันขอกินลูกกวาดด้วยได้หรือไม่เพคะ?”

ลูกกวาดอย่างนั้นหรือ?

มู่เทียนฉงขมวดคิ้วพลางมองไปยังขันทีที่อยู่ข้างกาย

อันกงกงที่ต้องเผชิญหน้ากับสายตาที่เฉียบแหลมแบบกะทันหัน มันจึงทำให้แขนขาของเขาสั่นสะท้านอย่างช่วยไม่ได้

เขาไม่รอช้ารีบคุกเข่าหมอบอยู่กับพื้นพร้อมกับกล่าวว่า “องค์หญิงหก ยาดีมีรสขม หมอหลวงได้กำชับเป็นพิเศษว่าห้ามใส่น้ำตาลลงในโอสถ องค์หญิงทรงอดทนหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ หลังจากดื่มยาหมดแล้ว กระหม่อมจะนำของว่างมาให้พระองค์เสวยล้างพระโอษฐ์”

คนตัวเล็กที่ได้ยินดังนั้นก็ได้แต่กลอกตามองบนและกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธเมื่อนึกถึงปฏิกิริยาที่รุนแรงของพ่อตัวเอง

หากเธอพยายามยืนกรานที่จะขอลูกกวาด พ่อของเธออาจจะโกรธ แล้วกินหัวเธอแทนที่จะให้พักผ่อนสบาย ๆ

พอคิดถึงสถานการณ์โดยรวมแล้ว เธอจึงพยักหน้าเห็นด้วย

“เสด็จพ่อ ให้หม่อมฉันดื่มเองเถิดเพคะ”

การถูกทรมานอย่างช้า ๆ ในระยะยาวนั้นเลวร้ายกว่าการพ้นทุกข์ในระยะสั้น มู่ไป๋ไป่จึงรับถ้วยยามาแล้วกรอกใส่ปากดื่มในอึกเดียว

จากนั้นเธอก็ถอนหายใจเสียงดัง

“หม่อมฉันดื่มหมดแล้ว!”

ระหว่างที่พูดคนตัวเล็กก็คว่ำถ้วยที่อยู่ในมือลงโดยไม่มีของเหลวสักหยดไหลลงมา เพื่อบอกว่าเธอดื่มมันจนหมดเกลี้ยงไม่ให้เหลือแม้แต่หยดเดียว

ในตอนนั้นเอง ร่องรอยของความโล่งใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของมู่เทียนฉง

เด็กน้อยวัย 4 ขวบคนนี้ดื่มยาง่ายขนาดนั้นเลยหรือ?

ในอดีต ยามที่มู่เชียนป่วย นางจะร้องงอแงไม่ยอมกินยา เว้นแต่ว่าเขาจะค่อย ๆ ตักยาป้อนนางทีละช้อน และถ้ายาร้อนนางก็จะโกรธเขา

แต่คนตัวเล็กตรงหน้านั้นกลับว่าง่ายเหมือนลูกแกะตัวน้อย อีกทั้งนางยังเป็นคนรู้ความ นางช่างแตกต่างจากนิสัยของมู่เชียนอย่างสิ้นเชิง

เพราะมีความคิดเช่นนี้อยู่ในหัว แววตาของฮ่องเต้หนุ่มจึงอ่อนลงในขณะที่เขาเอ่ยปากถามว่า “ไม่ขมหรือ?”

“ขมเพคะ แต่หม่อมฉันก็ต้องกินยาจะได้หายเร็ว ๆ ท่านพ่อเป็นถึงฮ่องเต้ที่ต้องคอยดูแลบริหารแว่นแคว้น ท่านมีเรื่องมากมายให้ต้องกังวลทุกวัน เพื่อให้ท่านพ่อจะได้ไม่ต้องมาคอยกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของหม่อมฉัน”

มู่ไป๋ไป่ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

แม้จะเป็นเพียงถ้อยคำไม่กี่ประโยค แต่คำพูดทุกคำนั้นกลับฟังดูรื่นหูยิ่งนัก

ตัวมู่เทียนฉงนั้นนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงแห่งนี้มานานหลายปี ไม่ว่าใครก็พยายามใช้กลอุบายเรียกร้องความสนใจจากเขา แม้ว่าเขาจะรู้สึกเหนื่อยล้ามากเพียงใด แต่เขาก็ไม่อาจวางใจได้ทั้งนั้น มีเพียงเด็กน้อยวัย 4 ขวบคนนี้เท่านั้นที่บอกว่านางไม่อยากให้เขาต้องเป็นกังวลเพิ่มอีก มันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจมาก

นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าเสื้อคลุมบุฝ้ายตัวเล็ก ๆ นั้นอบอุ่นแค่ไหน

ขณะนี้มู่ไป๋ไป่ยิ้มอ่อนหวานโดยมีลักยิ้มเล็ก ๆ อยู่ที่มุมปาก ทำให้ห้องบรรทมอันหนาวเหน็บของฮ่องเต้ดูสว่างไสว และห้องที่ทั้งมืดและหนาวเย็นก็ดูเหมือนว่าจะมีแสงแดดอันอบอุ่นส่องลงมา

“ปากหวานเสียจริง”

มู่เทียนฉงพูดพลางบีบแก้มป่อง ๆ ของลูกสาว

อันกงกงที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นว่าองค์หญิงหกนั้นมีวาจาไพเราะเพียงใด มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ และเขาก็เอ่ยปากเห็นด้วยกับนาง

เมื่อมู่เทียนฉงได้ยินเสียงของขันที เขาก็เหลือบตามองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา “ทำไมเจ้ายังไม่ไปเอาของว่างมาอีกล่ะ?”

ส่งผลให้รอยยิ้มของอันกงกงหายไปทันที เขารีบทำความเคารพแล้วเร่งฝีเท้าเดินออกไปจากห้องบรรทม

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้คนตัวเล็กยิ้มจนตาเปลี่ยนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว จากนั้นจึงหันไปยิ้มแย้มพูดกับผู้เป็นพ่อว่า “ขอบคุณท่านพ่อ”

แล้วรอยยิ้มที่สดใสของเด็กน้อยก็ทำให้คิ้วที่เคยขมวดแน่นของมู่เทียนฉงผ่อนคลายลง

แต่เมื่อเขามองดูแขนเล็ก ๆ ตรงหน้าที่ถูกห่อไว้ก็ผ้าพันแผลสีขาว คิ้วหนาก็ย่นเข้าหากันอีกครั้งในทันใด

อาการบาดเจ็บพวกนี้สาหัสยิ่งนัก เมื่อไหร่นางถึงจะหายกัน?

แต่พอคิดถึงว่าหลังจากนางหายแล้ว นางก็จะไปจากที่นี่ เขาก็รู้สึกอึดอัดในใจ

เขาจะชดเชยให้เด็กคนนี้อย่างไรดี?

ทางด้านมู่ไป๋ไป่ เมื่อเห็นคนเป็นพ่อขมวดคิ้ว เธอก็คิดว่าตนเผลอทำอะไรผิดไปหรือไม่?

คนตัวเล็กจึงขมวดคิ้ว แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรเธอก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

ทันใดนั้นมู่เทียนฉงก็พูดขึ้นมาว่า “องค์หญิงใหญ่ถูกเราตามใจจนเสียคน ในเมื่อครั้งนี้นางกล้าทำร้ายเจ้าถึงขั้นนี้ ครั้งหน้านางก็กล้าปลิดชีวิตเจ้าเช่นกัน”

มู่ไป๋ไป่ที่ได้ฟังเช่นนั้นก็มีสีหน้าจริงจัง

“เราสั่งคนจับนางขังไว้ในคุกแล้ว เจ้าคิดจะลงโทษนางอย่างไร เจ้าบอกพ่อมาได้เลย พ่อจะระบายความโกรธแทนเจ้าเอง”

เด็กหญิงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เธออยากให้มู่เชียนตายก็จริง แต่ในครั้งนี้เธอถูกแส้ฟาดเพียงแค่ 2 ครั้ง ไม่ว่าจะมองในมุมไหน มันก็ไม่หนักหนาพอที่จะส่งองค์หญิงใหญ่ไปตายได้อยู่ดี

แต่การลงโทษในแบบอื่น ๆ มันคงไม่กระทบกระเทือนอีกฝ่ายสักเท่าไหร่

มันคงจะเป็นการดีกว่าหากเธอไม่พูดอะไร แล้วอย่าได้แสดงเจตนาร้ายต่อคนอื่น

มู่เทียนฉงจับปอยผมที่ร่วงลงมาบังหน้าของคนตัวเล็กไปทัดไว้ที่หลังหูพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องกลัว พ่ออยู่นี่แล้ว เจ้าเองก็เป็นลูกสาวคนสำคัญของพ่อเช่นกัน”

มู่ไป๋ไป่นิ่งคิดอยู่สักพักก่อนจะพูดในสิ่งที่ขัดต่อเจตจำนงของเขา

“ท่านพ่อ แค่ท่านทำดีกับไป๋ไป่ ไป๋ไป่ก็ดีใจมากแล้ว เสด็จพี่คงจะไม่ได้มีเจตนาไม่ดี ไป๋ไป่ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเพคะ”

คำตอบนั้นทำให้ผู้เป็นพ่อขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ดวงตาล้ำลึกของเขาดูคล้ายกับทะเลที่ไร้ก้นบึ้ง พร้อมกับแผ่ความหนาวเย็นออกมา

มีคนทำร้ายนาง แต่นางกลับบอกว่าไม่เก็บมาใส่ใจอย่างนั้นหรือ?

ในทางกลับกัน มู่เชียนที่อายุเพียง 10 ขวบก็คิดจะฆ่าพี่น้องของตัวเองแล้วยังกล้าโกหกต่อหน้าเขาอีก เขาไม่อาจวางใจปล่อยให้คนเช่นนี้ลอยนวลไปได้ มิฉะนั้นมันจะเกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้ขึ้นอีก

เมื่อมู่ไป๋ไป่มองดูใบหน้าที่น่ากลัวของพ่อขี้หงุดหงิด เธอก็รู้สึกว่าแผนการของตนสำเร็จ

ในเวลาเดียวกัน อันกงกงได้กลับมาพร้อมกับขนม 1 ชิ้นและนำข่าวร้ายมาบอก

“ฝ่าบาท อัครมหาเสนาบดีมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ!”

มู่ไป๋ไป่ได้ยินดังนั้นก็เม้มริมฝีปากทันที อัครมหาเสนาบดีเป็นพี่ชายของอดีตฮองเฮา ดังนั้นเขาจึงเป็นท่านลุงของมู่เชียน

ไม่ว่านางจะทำเรื่องเลวร้ายมากแค่ไหน แต่เบื้องหลังนางก็ยังมีขุนนางคนสำคัญของราชสำนักคอยหนุนหลังอยู่ ดังนั้นการปล่อยให้องค์หญิงหกที่ไม่เคยได้รับความโปรดปรานรับแส้ 2-3 ครั้ง มันคงไม่นับเป็นอะไรในสายตาของคนพวกนี้

“ไม่พบ”

ในตอนแรกคนตัวเล็กคาดเอาไว้ว่ามู่เทียนฉงจะออกไปพบอัครมหาเสนาบดี แต่เธอไม่คาดคิดว่าเขาจะตอบออกมาแบบนั้น

มู่ไป๋ไป่เหลือบมองพ่อของตัวเองด้วยสายตาเหลือเชื่อ

แต่ชายคนนั้นกลับทำเป็นไม่รับรู้อะไร แล้วหยิบจานขนมจากมือของอันกงกงมาตัดคำเล็ก ๆ ก่อนจะส่งไปที่ปากของบุตรสาว

มู่ไป๋ไป่ตกตะลึงอยู่ชั่วครู่ แต่เมื่อขนมมาจ่ออยู่ที่ปาก ปากเล็ก ๆ ของเธอก็เปิดโดยอัตโนมัติ

หลังจากที่เคี้ยวขนมในปากไปได้ 2-3 ครั้ง รสหวานก็คละคลุ้งไปทั่วปาก ขนมนี้ไม่ได้หวานเกินไป มันเป็นความหวานที่นุ่มละมุนพอดิบพอดี

เมื่อเด็กหญิงเห็นสีหน้าเย็นชาของคนที่ป้อนขนมให้ตน เธอก็หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ “คิก ๆ ท่านพ่อ ท่านก็กินด้วยกันสิเพคะ มันอร่อยมาก”

จบบทที่ บทที่ 13: ปากหวานเสียจริง

คัดลอกลิงก์แล้ว