- หน้าแรก
- เกิดใหม่กลายเป็นอาร์เซอุสในโลกวันพีช
- บทที่ 1424 ทายซิว่าฉันกำลังด่าไคโดคนไหน?
บทที่ 1424 ทายซิว่าฉันกำลังด่าไคโดคนไหน?
บทที่ 1424 ทายซิว่าฉันกำลังด่าไคโดคนไหน?
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
บทที่ 1424 ทายซิว่าฉันกำลังด่าไคโดคนไหน?
เป็นที่ทราบกันดีว่า โดยทั่วไปแล้วสิ่งที่เรียกว่าตัวเอกมักจะฆ่าไม่ตาย และตราบใดที่คุณฆ่าเขาไม่สำเร็จ เขาก็จะสามารถแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วในแบบที่ผิดหลักวิทยาศาสตร์ ทำให้ทั้งศัตรูและผู้ชมต่างก็ไม่สามารถเข้าใจได้ในชั่วขณะ
เหมือนกับที่ไคโดยากจะเข้าใจว่า เจ้าเด็กนี่ที่เมื่อไม่กี่วันก่อนยังรับกระบองของเขาแม้แต่ครั้งเดียวไม่ได้ ทำไมถึงได้เชี่ยวชาญฮาคิเกราะขั้นสูงได้รวดเร็วขนาดนี้ แถมยังเข้าใจถึงวิธีการใช้ฮาคิราชันย์หุ้มเกราะได้อีกด้วย
หรือว่าสถานที่อย่างอุด้งนั่นจะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์? เข้าไปแล้วจะแข็งแกร่งขึ้นได้เลยงั้นหรือ?
ไม่นานก่อนหน้านี้ หลังจากที่ลูฟี่หมดสติไปด้วยท่าอัศนีแปดทิศแล้วร่วงลงสู่ทะเล ไม่นานหลังจากนั้น ไคโดก็ได้แจ้งข่าวสถานการณ์บนดาดฟ้าไปทั่วทั้งโอนิงะชิมะ
การต่อสู้บนเกาะไม่ได้จบลงด้วยเหตุนี้ ชาร์ล็อตต์ ลินลินทำให้ไคโดผิดหวัง เธอไม่สามารถเอาชนะศัตรูกลุ่มนั้นที่อยู่ด้านล่างได้อย่างรวดเร็ว และถูกการร่วมมือของคิดและลอว์ตรึงไว้ได้
กระทั่งผลพวงจากการต่อสู้ยังเป็นการช่วยเหลือศัตรูทางอ้อมเป็นระยะๆอีกด้วย
ที่นี่คือถิ่นของกลุ่มร้อยอสูร กำลังพลของกลุ่มร้อยอสูรมีมากกว่าศัตรูอย่างเทียบไม่ติด กำลังรบระดับล่างที่สำคัญที่สุดอย่างพวกกิฟเตอร์สส่วนใหญ่ทรยศภายใต้อิทธิพลของผลคิบิดังโงะ ส่วนพวกลูกกระจ๊อกที่เหลือก็ไม่สามารถทนทานต่อฮาคิราชันย์ที่บิ๊กมัมปลดปล่อยออกมาได้เลย
“พวกแกยังคงสติอยู่ต่อหน้าฉันคนนี้ได้เนี่ย ไม่ธรรมดาจริงๆนะ งั้นต่อไป ก็ให้พวกแกได้ลิ้มรสความเก่งกาจของฉันคนนี้ซะหน่อยแล้วกัน!”
ค้อนลูกโป่งที่คุ้นเคยถูกอุซปถืออยู่ในมือ ตัวเลขน้ำหนักมหาศาลที่เขียนไว้บนนั้นทำให้หลายคนตกใจ ถ้าเป็นเวลาปกติ ผลลัพธ์คงไม่ดีเท่านี้ การคิดจะใช้แค่พละกำลังข่มขู่คนในโลกใหม่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสมจริงนัก
แต่ด้วยการสนับสนุนจากฮาคิราชันย์ของชาร์ล็อตต์ ลินลินทุกอย่างก็ราบรื่นขึ้นมาก
ภายใต้อิทธิพลของออร่าโอเด้ง ขวัญกำลังใจของกลุ่มซามูไรก็พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และไม่ได้ละทิ้งการต่อสู้เพียงเพราะเรื่องที่ลูฟี่พ่ายแพ้
เช่นเดียวกัน ภายใต้อิทธิพลของพลังตัวเอก ลูฟี่ที่ถูกงมขึ้นมาจากทะเลในเกาะก็ได้สติกลับคืนมาแล้ว ตอนนี้กำลังขี่อยู่บนหัวของมังกรสีชมพูตัวหนึ่ง
ชิโนบุที่นี่ใช้ผลสุกสุกของเธอบ่มเพาะโมโมโนะสุเกะ ทำให้เขากลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะของเด็ก 8 ขวบ เมื่อตอนอยู่ที่สถาบันวิจัยของพังค์ ฮาซาร์ด โมโมโนะสุเกะได้กินผลปีศาจเทียมที่เวก้าพังค์ทิ้งไว้
ผลปีศาจที่สร้างขึ้นโดยใช้ปัจจัยสายเลือดของไคโดเป็นพื้นฐาน จำลองผลมังกรฟ้าออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากสีที่แตกต่างกันแล้ว ผลปีศาจนี้ก็มีความสามารถเหมือนกับของไคโดทุกประการ
ส่วนผลมังกรสีชมพูของทางฝั่งยามาโตะหายไปไหนนั้นไม่มีใครบอกได้ เอาเป็นว่าไม่มีใครสังเกตเห็นผลปีศาจแบบนั้นเลย มีความเป็นไปได้สูงว่ามันถูกทำลายไปในการต่อสู้ที่พังค์ ฮาซาร์ดแล้ว
เพียงแต่ว่าสิ่งที่เรียกว่าพลังนั้น ไม่ใช่ว่ากินเข้าไปแล้วจะควบคุมได้ทั้งหมด โมโมโนะสุเกะไม่ได้สืบทอดข้อดีใดๆของโอเด้งมาเลย แม้ว่าตอนนี้จะมีร่างกายมังกรที่ใหญ่โต แต่กลับเอาแต่นอนหมอบอยู่บนพื้นด้วยความหวาดกลัว
“แกทำอะไรอยู่? รีบบินสิโมโมะ! ไคโดอยู่ข้างบนนั่น ถ้าไม่ขึ้นไปแล้วจะสู้กับเขายังไง?!”
“ข้าน้อยกำลังจะบินเดี๋ยวนี้แหละ… แต่ร่างกายมันไม่ฟังเลย… ความสูงขนาดนี้ แค่มองก็รู้สึกเหมือนร่างกายจะละลายแล้ว…”
“โตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังจะกลัวความสูงอีกเหรอ? ไอ้ขี้ขลาดเอ๊ย!”
“หุบปาก! ห้ามเสียมารยาท ซามูไรมีสิ่งที่ต้องหวาดกลัวด้วยหรือ!”
“งั้นแกก็บินสิ! ไคโดอยู่ข้างบนนั่นไง แกอยากให้เขาฆ่าทุกคนเลยหรือไง? ถึงจะไม่รู้ว่าเขากำลังสู้กับใครอยู่ แต่ถ้ารอจนการต่อสู้จบลง ทุกอย่างก็จบเห่กันพอดี!”
ภายใต้การเร่งเร้าสารพัดจากลูฟี่ ในที่สุดโมโมโนะสุเกะก็เริ่มบิดตัวพยายาม และในที่สุดก็บินขึ้นไปได้อย่างทุลักทุเล แต่ในตอนนี้เขายังควบคุมทิศทางการบินไม่ได้เลย
แม้ว่าทิศทางโดยรวมจะมุ่งหน้าไปยังเกาะโอนิงะชิมะที่อยู่ข้างบน แต่เขากลับเอาหัวโขกเข้าไปในอาคารของเกาะโอนิงะชิมะ ชนข้าวของกระจัดกระจายอยู่ข้างใน
การปรากฏตัวของมังกรตัวที่สองที่นี่ทำให้ผู้คนข้างในตกตะลึง โมโมโนะสุเกะเองก็เพราะเศษซากต่างๆ ทำให้ลืมตาไม่ขึ้น ทำได้เพียงก้มหัวบินขึ้นไปตามคำสั่งของลูฟี่เท่านั้น
ผลลัพธ์แบบนี้กลับดีกว่าเสียอีก เหมือนกับพวกหัวรั้นเหมือนลา พอถูกปิดตาจนไม่รู้ว่ากลัวอะไร กลับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
【ไม่ว่าแกจะเป็นใครก็ตาม สู้เข้านะ!】
คนที่กำลังต่อสู้กับไคโดถูกลูฟี่จัดให้อยู่ในกลุ่มพันธมิตรชั่วคราว แต่เขาไม่รู้ว่าพันธมิตรคนนี้เป็นหน่วยที่เป็นกลางอย่างแท้จริง
เมื่อตะโกนคำขวัญว่าจะโค่นไคโดออกไป ทั้งสองคนที่รู้สึกว่าถูกรบกวนก็พร้อมใจกันโจมตีมาทางนี้ทันที
แม้ว่าลูฟี่จะได้รับการเสริมพลังจากออร่าตัวเอก แต่ตอนนี้พละกำลังของเขายังฟื้นฟูไม่เต็มที่ ส่วนโมโมโนะสุเกะในตอนนี้ก็เป็นแค่ของประดับอย่างแท้จริง ร่างกายอันใหญ่โตนอกจากจะเป็นเป้านิ่งแล้ว ก็แทบจะไม่มีพลังต่อสู้อะไรเลย
มาเร็วเท่าไหร่ ก็ร่วงลงไปเร็วเท่านั้น ทั้งสองคนที่กำลังต่อสู้กันอยู่ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าใครกันแน่ที่ตกลงมาตรงมุมดาดฟ้า
หลังจากจัดการสิ่งที่เกะกะทิ้งไปอย่างง่ายดาย ยามาโตะก็หันกลับมาทุ่มสมาธิกับการต่อสู้กับไคโดอีกครั้ง
“ความรู้สึกแบบนี้แหละ ฉันยังต้องแข็งแกร่งขึ้นไปอีก เพื่อที่จะทำให้ความฝันนี้เป็นจริงให้ได้”
บนดาดฟ้า อารมณ์ของยามาโตะเบิกบานอย่างยิ่ง ไคโดเปลี่ยนไปมากอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หลักการที่ว่าพลังคือทุกสิ่งทุกอย่างในใจของเขานั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
แผนของยามาโตะก็ถือกำเนิดขึ้นจากเรื่องนี้เช่นกัน ตราบใดที่สามารถกดดันไคโดในการต่อสู้ได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้เขายังขาดไปเพียงนิดเดียวเสมอ ก่อนที่จะโค่นเขาลงในที่สุด แบบนี้จึงจะบรรลุผลลัพธ์ที่ดีกว่า
เพียงแต่ว่าแบบนี้อาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงอย่างหนึ่ง ตามนิสัยรักการต่อสู้ของไคโด เขาก็มีโอกาสไม่น้อยที่จะยิ่งสู้ยิ่งคึกคัก ยามาโตะไม่อยากได้ยินเสียงหัวเราะอย่างยินดีของไคโดหลังจากต่อสู้กันไปหลายวันหรอกนะ
ถ้าเป็นแบบนั้น อย่างมากเธอก็แค่สำเร็จไปครึ่งหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้นไคโดตัวตนอีกมิติของที่นี่จึงกลายเป็นหนูทดลอง ถึงจะไม่ใช่คนเดียวกัน แต่มันก็พอจะใช้อ้างอิงได้บ้าง
อย่างน้อยจากผลลัพธ์ในตอนนี้ ความสำเร็จที่เธอได้รับก็ยังไม่ถือว่าดีเท่าไหร่นัก ตัวเธอเองสู้จนพอใจแล้วก็จริง แต่บนตัวไคโดกลับไม่มีความรู้สึกสิ้นหวังปรากฏให้เห็นเลย
“แน่นอน แกแข็งแกร่งกว่าเจ้าลูกชายปัญญาอ่อนของฉันมากโข เหอะ ฉันเองก็ชักจะอิจฉาตัวเองอีกคนอยู่หน่อยๆแล้วสิ เจ้านั่นคงจะออกไปสู้ข้างนอกได้อย่างวางใจแล้วสินะ มีคนให้อุ่นใจคอยป้องกันแนวหลังให้แบบนี้”
“เรื่องแบบนั้น เขาก็ทำได้ตั้งนานแล้วล่ะ แต่น้ำเสียงแบบแกนี่มันน่าหงุดหงิดจริงๆนะ แกนี่มันชอบบงการชีวิตคนอื่นจริงๆ!”
ไคโดพลันสังเกตเห็นว่าพลังและความเร็วที่ปะทุออกมาจากยามาโตะ ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นอีกสองส่วน ทาเครุกดลงบนกระบองคานาโบของเขา พลังที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันทำให้เขาชักกระบองของตัวเองกลับออกมาไม่ได้ชั่วขณะ
ในช่วงเวลาสั้นๆนี้ ยามาโตะ ก็อ้าปากใส่เขาแล้ว สายฟ้าสายหนึ่งพุ่งออกมาจากปากของเธอ เข้าปะทะใบหน้าของไคโดตรงๆ
แผนสอง หากไคโดรู้สึกตื่นเต้นกับพลังที่แข็งแกร่งขึ้น ก็ให้เปลี่ยนระดับการเพิ่มพลัง ทำให้ไคโดรู้สึกว่าตัวเองกำลังดูถูกเขาอยู่ แต่การจะทำให้แผนสองสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบนั้นยากกว่า เพราะอย่างน้อยก็ต้องการให้ความสามารถโดยรวมของเธอเหนือกว่าไคโดอยู่พอสมควร
จากสถานการณ์ปัจจุบัน ดูเหมือนว่าผลของแผนนี้จะดีกว่าเล็กน้อย อย่างน้อยจากท่าทีที่ไคโดแสดงออกมา เขาก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกที่ถูกดูแคลนแล้ว
“เป็นอะไรไป? สู้มานานขนาดนี้เหนื่อยแล้วหรือไง? จะให้ฉันพักให้แกสักสองสามนาทีก่อนค่อยว่ากันไหม?”
“โว่ะโรโรโร่ะ! เลิกพูดเล่นได้แล้ว เมื่อกี้ฉันก็แค่ออมมือให้เท่านั้นแหละ ตอนนี้จะให้แกลิ้มลองของจริงแล้ว!”
เกล็ดบนตัวของไคโดตั้งชันขึ้น เพียงแต่ว่าการเคลื่อนไหวของยามาโตะเร็วกว่า เข่าที่พุ่งเข้าใส่ปะทะเข้าที่ใบหน้าของไคโดอีกครั้ง
“อย่าคิดเอาเองว่าทุกคนจะเหมือนแกไปซะหมด เพราะความชอบส่วนตัวของแกก็เลยอยากจะพรากอิสรภาพของคนอื่นไป นี่แหละคือหนึ่งในความเฮงซวยของแก!”
ถ้าให้ยามาโตะสาธยายความชั่วร้ายของไคโด เธอคงพูดได้สามวันสามคืนไม่ซ้ำกัน แต่การจะต่อปากต่อคำจนไคโดเถียงไม่ออกนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นไคโดคนไหน ฝีปากก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน อยู่ที่ว่ามีคู่ต่อสู้ที่คู่ควรให้เขาพูดด้วยหรือเปล่าเท่านั้น
“แกคิดว่าตัวเองแตกต่าง แต่แกกับเจ้าลูกชายปัญญาอ่อนของฉันก็เหมือนกัน ถึงจะมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ก็ยังก้าวข้ามขีดจำกัดไปไม่ได้ ทำได้แค่เดินตามเส้นทางที่คนอื่นจัดแจงไว้ให้ แล้วแกคิดว่าตัวเองพิเศษตรงไหนกัน?”
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า ต่อให้ยามาโตะปลดปล่อยสกิลติดตัวด้านสติปัญญาของตัวเองออกมา ก็ไม่ได้เปรียบในการต่อปากต่อคำกับไคโดมากนัก ไคโดจะเสียอาการทางด้านจิตใจหรือไม่นั้นไม่แน่ แต่ยามาโตะเสียอาการไปก่อนแล้ว
“อย่ามาพูดจาเหลวไหลแถวนี้! อย่าเอามุมมองที่คับแคบของแกมาตัดสินความคิดของคนอื่น ไม่ต้องพูดถึงท่านพ่อหรอกนะ ต่อให้เป็นตาแก่เฮงซวยของฉันคนนั้น ก็ยังรู้จักคำว่าชี้นำเลย
สิ่งที่ฉันทำ ก็เพราะฉันอยากจะทำ ไม่ใช่เพราะฉันถูกสั่งให้ทำ ฉันมีเป้าหมายที่ต้องสู้ มีทิศทางที่ต้องพยายาม ท่าทีที่มองคนเป็นแค่เครื่องมือของแกน่ะ มันน่ารังเกียจเหมือนกับเจ้าปากแข็งเฮงซวยนั่นไม่มีผิด!”
บนใบหน้าของยามาโตะปรากฏรอยสักสีดำหลายเส้น และค่อยๆแผ่ขยายไปทั่วทั้งร่าง เมื่อครู่นี้เธออาจจะพูดได้ว่ากำลังเล่นสนุกอยู่ แต่ตอนนี้เริ่มจะโมโหจริงจังขึ้นมาบ้างแล้ว
“แกตอนเด็กๆโดนกดขี่แบบนี้มาหรือไง? เพราะขาดความมั่นใจ เลยคิดจะใช้วิธีนี้แก้ปัญหา?
แกเชื่อแต่ในพลัง ก็เพราะเมื่อก่อนเคยอยากจะพึ่งพาใครสักคนแต่กลับถูกทำร้าย เลยเป็นแบบนี้ใช่ไหม?
รูปแบบชีวิตที่เหมาะกับแกน่ะ มันไม่ได้เหมาะกับทุกคนหรอกนะ!”
หมวกเกราะมังกรดำประกอบเสร็จสมบูรณ์ ตำแหน่งดวงตาทั้งสองข้างสาดประกายสายฟ้าแวบหนึ่ง สายฟ้าที่วนเวียนอยู่รอบตัวยามาโตะเริ่มแผ่ขยายออกไปรอบทิศทางราวกับน้ำแข็ง ส่วนตัวเธอเองก็ยิ่งดูกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม
กลุ่มเมฆที่แยกออกจากกันบนท้องฟ้ากลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เกล็ดหิมะสีฟ้าค่อยๆโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ในเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ด อัดแน่นไปด้วยสายฟ้าที่ยากจะจินตนาการได้
ทันทีที่สัมผัสกับดาดฟ้าก็ระเบิดออกราวกับระเบิด ทว่าในขณะที่ระเบิดกลับไม่มีความร้อนเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย มีเพียงความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้ากระดูกเท่านั้น
ในทางกลับกัน บนร่างของไคโดก็ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง โจมตีเข้าใส่ยามาโตะในรูปลักษณ์ของมังกรไฟ
กร๊อบ!
ในเกาะโอนิงะชิมะ เสียงแตกที่คุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง แก้วใบใหม่ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากเงื้อมมือของไคโดได้เช่นกัน
“นังหนูนี่มันกำลังด่ากระทบชิ่งฉันนี่นา”
ครึ่งแรกยังพอว่า แต่ไคโดรู้สึกได้ว่าครึ่งหลังของประโยคนั้น ยามาโตะดูเหมือนจะพูดกับเขาโดยตรง ต้องยอมรับว่าพลังทำลายล้างของคำพูดนั้นไม่น้อยเลยจริงๆ
ต่อหน้ายามาโตะก็ยังพอจะไว้หน้าเขาอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องในอดีตของเขา แต่พออยู่ต่อหน้าตัวตนอีกมิติของเขา เธอก็ถือว่าปลดปล่อยเต็มที่
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ตรงหน้า ยามาโตะกำลังโจมตีไคโด ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะเป็นมุมมองบุคคลที่หนึ่งทำให้ไคโด มองไม่เห็นสีหน้าของยามาโตะ แต่สัญชาตญาณกำลังบอกเขาว่ายามาโตะกำลังพูดสองแง่สองง่าม
“แน่นอน ถึงจะแตกต่างกัน แต่ลักษณะนิสัยก็ยังมีส่วนคล้ายคลึงกันอยู่ ขอแค่ใช้เทคนิคนิดหน่อย ก็สามารถทำให้โมโหขึ้นมาได้โดยตรง
ฝีมือที่แท้จริงที่ใช้ออกมาแบบนี้สิ ถึงจะทำให้คนสนุกได้”
เมื่อเทียบกับการพ่ายแพ้ด้วยพลังที่บ้าคลั่ง ไคโดยิ่งไม่อยากให้อีกฝ่ายซ่อนพลังเอาไว้ไม่ยอมใช้มากกว่า เพียงแต่ว่าการต่อสู้รอบใหม่เพิ่งจะเริ่มได้ไม่นาน ศัตรูที่เข้ามาก่อกวนก็ปรากฏตัวขึ้น
CP0 ถูกยามาโตะจัดการทิ้งไปแล้วก็จริง แต่การโจมตีส่งเดชเมื่อครู่ของไคโดและยามาโตะก็ไม่ได้กำจัดลูฟี่ทิ้งไปในระหว่างที่พวกเขาสู้กัน ลูฟี่ก็กำลังให้ความสนใจกับปัญหาของโมโมโนะสุเกะ
ถึงแม้จะเป็นเพียงการโจมตีส่งเดช พวกเขาก็อัดโมโมโนะสุเกะจนตาเหลือกหมดสติไปโดยตรง ลูฟี่พยายามอย่างสุดความสามารถในการหลบหลีกการโจมตีวงกว้างที่ไม่ทราบที่มาโดยรอบ ก่อนจะโยนเขาลงไปจากรูที่เพิ่งชนทะลุเมื่อครู่ มอบให้คนอื่นๆที่ยังต่อสู้อยู่ด้านล่างดูแลต่อ
“โกมุโกมุโนะเจ็ตคัลเวอร์ริน!”
ลูฟี่ของที่นี่แข็งแกร่งกว่าลูฟี่ในโลกที่มีอาร์เซอุส เขาผ่านวิกฤตความเป็นความตายมามากเกินไป และไม่มีเฮราครอสคอยทำหน้าที่เป็นสมองกลภายนอกให้ ในการต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็ได้ขัดเกลาฝีมือขึ้นมาเช่นกัน
ในตอนนี้เมื่อฮาคิฟื้นฟูแล้ว เขาก็ได้เข้าสู่ร่างสเนคแมน ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของเกียร์สี่เช่นกัน เพียงแต่ว่าจะเน้นไปที่ความเร็วมากกว่า
โดยไม่รู้ตัว บทบาทของแต่ละฝ่ายก็เกิดการสลับสับเปลี่ยน ไคโดกลับกลายเป็นฝ่ายที่ถูกโจมตีในการต่อสู้ ลูฟี่ใช้พลังใจเอาชนะความร้อนสูงจากเปลวไฟของไคโด และต่อยเข้าที่ร่างของเขาได้หมัดหนึ่ง
ไคโดที่ทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่ยามาโตะเพิ่งจะรู้สึกตัวในตอนนี้ว่า เจ้าตัวน่ารำคาญคนนั้นยังไม่ถูกจัดการ
“พอตื่นเต้นเกินไปก็ขี้ลืมง่าย เฮ้ รอฉันแป๊บนึง ฉันขอจัดการเจ้านี่ก่อน แล้วค่อยมาจัดการปัญหาระหว่างพวกเรา ไม่ว่ากันใช่ไหม?
แกเองก็คงไม่อยากให้การต่อสู้ถูกรบกวนหรอกใช่ไหม?
ยังไงซะที่นี่ก็คือโลกของฉัน การต่อสู้ของฉันก็ควรจะให้ฉันเป็นคนปิดฉากมันเอง”
เมื่อเห็นยามาโตะไม่ได้โต้แย้งอะไร ไคโด’ก็ถือว่าอีกฝ่ายยอมรับเรื่องนี้โดยปริยาย จึงหันร่างของตัวเองไปอย่างวางใจ มองไปยังลูฟี่ที่อยู่ข้างๆ
“เจ้าหนูหมวกฟาง ยังมีชีวิตอยู่อีกเรอะ? การที่ไม่ฉวยโอกาสเมื่อกี้หนีไป จะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดของแก ตอนนี้แกน่ะ ไม่สามารถทำให้ฉันคนนี้สนใจได้อีกแล้ว
ต่อให้กลับมายืนขึ้นได้อีกครั้ง แล้วจะยังไงล่ะ? โฮไรฮัคเค!”
ความหวังไม่ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ในตอนนี้ ไคโดได้เปลี่ยนเป้าหมายการต่อสู้ไปที่ยามาโตะแล้ว ย่อมต้องการจะจัดการลูฟี่ให้เร็วที่สุด
ลูฟี่ยังคงไม่สามารถเอาชนะปัญหาเรื่องยืนระยะได้ ไม่สามารถต่อสู้ยืดเยื้อกับไคโดเป็นเวลานานได้เลย ยามาโตะช่วยลดทอนพละกำลังของไคโดให้ลูฟี่โดยไม่รู้ตัว แต่สภาพของลูฟี่กลับย่ำแย่กว่า
พรวด!
พร้อมกับเสียงลมระบายออก ร่างของลูฟี่ก็ล้มลงอีกครั้ง ไคโดสะบัดคราบเลือดบนกระบองคานาโบอย่างไม่ใส่ใจ แล้วเดินกลับมาทางยามาโตะอีกครั้ง
“ทีนี้ พวกเราก็มาสู้กันต่อได้แล้ว”
“แกไม่ได้ยินเหรอ?”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำท้าทายของไคโด ยามาโตะกลับไม่ได้ตั้งท่าต่อสู้ แต่ชี้ไปยังลูฟี่ที่ล้มอยู่ข้างๆ
“แกพูดว่าอะไรนะ? เจ้าเด็กนั่นไม่มีความสามารถในการต่อสู้แล้ว”
“ใช่แล้ว แต่หัวใจของเขาน่ะ… กลับเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆเลยนะ”
เอเวอร์สโตน ไม่เพียงแต่เป็นความสามารถในการสื่อสารกับโปเกมอนได้อย่างอิสระเท่านั้น มันยังหมายถึงพลังแห่งความผูกพันกับธรรมชาติอีกด้วย ดังนั้นยามาโตะจึงสามารถรับรู้ถึงบางสิ่งที่คนทั่วไปไม่สามารถสังเกตเห็นได้ เช่น หัวใจที่กำลังเต้นรัวอยู่นั่นเอง
ในตอนนี้ ‘ลูฟี่’ ที่หมดสภาพการต่อสู้ไปแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกของเขาก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง ผมที่หน้าผากดูเหมือนจะหลอมละลาย จากนั้นก็พลันลอยขึ้น สีขาวกลายเป็นสีหลักบนร่างกายของเขา
ตึก! ตึก! ตึก!
เสียงหัวใจที่เต้นรัวราวกับกลองศึกดังเข้าหูของไคโด ร่างของลูฟี่ก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
“แปลกจัง ฉันแพ้แล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมร่างกายถึงมีแรงขึ้นมาอีกแล้วล่ะ? ทำไมจู่ๆฉันถึงอยากจะหัวเราะขึ้นมานะ?”