- หน้าแรก
- เกิดใหม่กลายเป็นอาร์เซอุสในโลกวันพีช
- บทที่ 1420 โลกนี้มันออกจะนามธรรมจนยากจะยอมรับอยู่หน่อยนะ
บทที่ 1420 โลกนี้มันออกจะนามธรรมจนยากจะยอมรับอยู่หน่อยนะ
บทที่ 1420 โลกนี้มันออกจะนามธรรมจนยากจะยอมรับอยู่หน่อยนะ
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
บทที่ 1420 โลกนี้มันออกจะนามธรรมจนยากจะยอมรับอยู่หน่อยนะ
“ยอดเยี่ยม เริ่มต้นได้คุ้นเคยจริงๆ ที่นี่ก็ยังเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แน่นอนว่าถ้าตาแก่บื้อนั่นไม่มีใครคุม ต้องทำทุกอย่างเละเทะแน่ๆ”
จากการสังเกตสถานการณ์รอบๆอย่างคร่าวๆ ดูจากรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาะแล้ว ที่นี่คือเกาะโอนิงะชิมะอย่างไม่ต้องสงสัย เสียงระเบิดที่ดังมาจากรอบทิศทางก็เพียงพอที่จะบอกได้ว่า ที่นี่กำลังเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดอยู่
แต่ถึงอย่างนั้น ยามาโตะก็ไม่มีข้อมูลอื่นใดอีก ถึงแม้อาร์เซอุสจะเคยบอกกับเธอไว้แล้วว่าอัตราการไหลของเวลาจะทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่เพียงแค่นั้น ก็ยังไม่สามารถทำให้เธอรู้ได้ว่าตัวเองอยู่ในช่วงเวลาไหนกันแน่
“อืม...คิดดูก่อนนะ นี่คือโลกที่ไม่มีท่านพ่อ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องตัดปัจจัยเรื่องท่านพ่อออกไปก่อน ถ้าไม่มีท่านพ่อ พ่อก็น่าจะยังแข็งแกร่งขึ้นได้อยู่ แต่คุณภาพคงจะด้อยกว่ามาก
ตอนที่มาครั้งที่แล้ว สงครามมารีนฟอร์ดก็จบไปแล้ว ไคโดที่นี่ก็เป็นหนึ่งในสี่จักรพรรดิเหมือนกัน ตามหลักแล้วไม่น่าจะมีใครกล้าบุกมาโจมตีก่อน
ที่สู้กันจนเป็นแบบนี้ได้ ฉันเข้าใจแล้ว! ต้องเป็นคนจากแคว้นวาโนะแน่ๆ ดูเหมือนว่าพวกเขากลุ่มหนึ่งก็ข้ามเวลามายังอนาคตเหมือนกัน!”
ยามาโตะนั่งเล่นก้อนหินบนพื้นพลางประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นที่นี่ ภายใต้การปกครองแบบไม่แยแสของ ‘ไคโด’ ความไม่พอใจของประชาชนในแคว้นวาโนะก็พุ่งสูง การที่มีคนลุกขึ้นต่อต้านจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
บวกกับข้อมูลที่เธอเคยสืบมาจาก ‘ยามาโตะ’ อีกคนที่นี่ตอนมาครั้งก่อน เพียงแค่มีผู้นำทางจิตวิญญาณและคนที่เป็นแกนนำในการต่อต้านปรากฏตัวขึ้น ที่นี่จะกลายเป็นแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“แต่ว่าคนกลุ่มนั้นแข็งแกร่งขนาดนั้นเชียวเหรอ? ใครกันแน่ที่สามารถเป็นผู้นำในการต่อสู้กับ ‘ไคโด’ ของที่นี่ได้”
ยามาโตะมองเห็นช่องโหว่ในตรรกะของตัวเอง แม้ว่าตัวเธอเองจะแข็งแกร่งกว่า ‘ไคโด’ ต้นฉบับไปนานแล้วก็ตาม แต่เธอก็รู้ดีว่าระดับพลังขนาดนั้นหมายความว่าอย่างไร หากไม่มีกำลังรบที่แข็งแกร่งพอจะต่อกรกับเขาได้ จำนวนคนจะมากแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย
ตอนนี้ที่นี่อาจจะดูเหมือนกำลังคึกคักครึกโครม แต่ยามาโตะมั่นใจว่าแค่ท่าเยือกแข็งโลกเพียงท่าเดียวก็สามารถทำให้พวกเขาสงบลงได้อย่างสิ้นเชิง
“ตกลงว่าเป็นใครกันแน่นะ? ฉันคงไม่ได้เดาผิดอีกแล้วใช่ไหม ครั้งนี้น่าจะวิเคราะห์ได้ละเอียดดีแล้วนี่นา”
ยามาโตะไม่รู้เลยว่า เธอกำลังตกอยู่ในข้อผิดพลาดทางตรรกะ
นี่เป็นเหตุผลที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง
โดยปกติแล้ว ความแข็งแกร่งของคนเราจะมีการผันผวนขึ้นลงได้ จากผลงานการต่อสู้ในอดีต ก็พอจะคาดการณ์ขอบเขตพลังต่อสู้ของคนคนหนึ่งได้คร่าวๆ แต่ถ้าหากคู่ต่อสู้ของเขาคือลูฟี่ และมีรัศมีตัวเอกคุ้มครองอยู่ ตรรกะทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นก็จะถูกล้มล้างไปจนหมดสิ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัศมีหมวกฟางบวกกับรัศมีของโอเด้งผู้เป็นที่รักของแคว้นวาโนะซ้อนทับกัน มันทรงพลังขนาดที่ว่าแม้แต่พันธมิตรก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ กระทั่งโชคของ ‘เทพเจ้าอุซป’ ก็ยังต้องเจอผลสะท้อนกลับเพราะเคยสงสัยในตัวโอเด้งมาแล้ว
“ช่างมันเถอะ ไม่คิดแล้ว ไปตามหาตัวฉันอีกคนก่อนดีกว่า ดูซิว่าเธออยู่ที่นี่หรือเปล่า เธอน่าจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นดีกว่าฉัน”
ยามาโตะแบกกระบองหนามของตัวเองขึ้นบ่า แล้วเริ่มสัมผัสถึงกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับตัวเอง
ในขณะเดียวกัน ไม่นานหลังจากที่ยามาโตะจากไป เรื่องคล้ายๆกับตอนที่เธอจากไปครั้งก่อนก็เกิดขึ้นที่นี่เช่นกัน การวิเคราะห์ของยามาโตะทำให้ไคโดรู้สึกว่ามันมีเหตุผลมาก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ
“นายไปบัฟให้เธอรึเปล่า?”
“ไปเรียนคำนี้มาจากไหน?”
“เกมโรตอมที่พวกเตโซโรพัฒนาน่ะสิ ก็ถือว่าใช้ฆ่าเวลาได้ดีทีเดียว”
ไคโดค่อนข้างเปิดรับสิ่งใหม่ๆได้ดีมากอยู่แล้ว ในทะเลทุกวันนี้ แทบจะไม่มีคู่ต่อสู้ที่อยู่ในสายตาของเขาเหลืออยู่แล้ว
ถึงแม้ว่าเขาจะเตรียมของใหม่ไว้ที่รีเวิร์สเมาน์เทนแล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันยังไม่มีใครกล้า และยังไม่มีใครมีความสามารถพอที่จะไปสั่นระฆังใหญ่นั่นได้
เรือสำหรับเดินทางข้ามดวงดาวก็ยังอยู่ในระหว่างการสร้าง ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือหรือระบบขับเคลื่อนก็จำเป็นต้องปรับปรุงใหม่ การสะสมเสบียงอาหารก็กำลังวางแผนอยู่เช่นกัน ไคโดไม่อยากเดินทางไปได้ครึ่งทางแล้วต้องล้มเหลวเพราะเหตุไม่คาดฝัน จนถูกส่งตัวกลับมาหรอกนะ
แม้แต่ยามาโตะเองก็กำลังเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปต่างโลกของเธอ เลยยังไม่มีอารมณ์จะสู้กับไคโดในตอนนี้
หลังจากจบสงครามระดับโลกครั้งใหญ่นั่นไป ไคโดก็ไม่ได้คิดจะเพ่งเล็งใครเป็นพิเศษ ก็เลยเริ่มใช้ชีวิตสบายๆ ฟังละคร ดื่มเหล้า จัดงานเลี้ยง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งต่อไปของเขา
แต่ก็มีบางคนที่ยังคงคิดว่าไคโดกำลังวางแผนร้ายอะไรบางอย่างอยู่ อย่างเช่นควีน เขาจึงกลายเป็นคนเดียวที่สภาพจิตใจยังคงตึงเครียดและยากที่จะผ่อนคลายได้เสมอ
แต่จากการกระทำของไคโดในตอนนี้ ก็เห็นได้ชัดว่า เขาไม่ได้คิดเรื่องแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย
“จะว่าไปแล้ว มันก็ไม่เหมือนกับสิ่งที่ยัยนั่นน่าจะทำเลยนะ ปกติแล้ว ยัยนั่นไม่น่าจะพรวดพราดเข้าไปลุยโดยไม่คิดอะไรเลยไม่ใช่รึไง แล้วก็ถือโอกาสอัด ‘ยามาโตะอีกคน’ ที่ทั้งขัดหูขัดตาแถมยังสู้เธอไม่ได้นั่นซะน่วมเลยสิ ถึงจะถูก?”
“บางทีเป้าหมายของนางอาจจะเป็นการกลับมาอัดเจ้าให้เละหลังจากนี้ก็ได้ เจ้าก็รู้ดีนี่ ว่าเวลาที่ยัยนั่นคิดจะวางแผนเล่นงานเจ้าหรือควีนทีไร สมองของนางจะแล่นเป็นพิเศษเลยล่ะ”
“โว่ะโรโรโร่ะ พูดตามตรงนะ ฉันเองก็ตั้งตารอวันนั้นอยู่เหมือนกัน แต่เรื่องความแข็งแกร่งของยัยเด็กนี่มันไม่ต้องไปคิดอะไรมากแล้ว งั้นก็เปลี่ยนมาตรฐานให้เธอหน่อยแล้วกัน
รอจนกว่ายัยนั่นจะสามารถใช้ลูกเล่นเล็กๆน้อยๆพวกนี้ได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ใช่แค่กับคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อนั้นฉันถึงจะยอมรับในตัวเธออย่างเต็มที่”
“คำพูดแบบนี้ เจ้าควรจะไปพูดต่อหน้านางเองนะ แต่ข้าว่านางได้วีนแตกแน่ๆ”
“นั่นมันไม่สำคัญหรอก ยังไงผลลัพธ์มันก็ไม่ต่างกันอยู่แล้ว ตอนนี้ฉันอยากจะรู้มากกว่าว่า ‘ตัวฉันอีกคน’ ที่อยู่ทางนั้นกำลังทำอะไรอยู่ ปล่อยให้ศัตรูบุกมาได้ถึงขนาดนี้ มันคือความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเลยนะ”
ทุกเรื่องมันก็กลัวการเปรียบเทียบทั้งนั้นแหละ ไม่กี่วันก่อนเขาก็เพิ่งจะรื้อกองบัญชาการใหญ่กองทัพเรือทิ้งไป ตอนนี้ถึงกับจัดการรัฐบาลโลกจนราบคาบไปแล้ว ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือของอาร์เซอุสก็เถอะ แต่ห้าผู้เฒ่าเขาก็เป็นคนจัดการด้วยตัวเอง
ผลปรากฏว่าตัวเขาอีกคนกลับถูกศัตรูบุกมาจนถึงหน้าประตูบ้านแล้ว สำหรับไคโดแล้ว นี่ถือเป็นความอัปยศอย่างไม่ต้องสงสัย
“ฉันจะดูซิว่า ‘ตัวฉันอีกคนนั้น’ ต้องเผชิญหน้ากับ ‘ชะตากรรม’ แบบไหนกันแน่”
ในขณะเดียวกัน ที่อื่นๆบนเกาะโอนิงะชิมะ ก็มีสถานการณ์คล้ายๆกันเกิดขึ้น การถ่ายทอดภาพครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนที่เป็นเพียงจอแสงเดี่ยวๆ แต่ถูกกำหนดให้แสดงผลบนโรตอมบางตัว
พูดง่ายๆก็คือ คนรู้จักของยามาโตะกับพวกผู้บริหารระดับสูงกลุ่มเดิมต่างก็สามารถดูสถานการณ์ของอีกฝั่งได้
สถานการณ์ในตอนนี้จึงมีคนบางกลุ่มมารวมตัวกันดูเหตุการณ์ทางนั้นอยู่
ในโลกผกผัน ควีนยังคงเลือกที่จะขลุกตัวอยู่ที่นี่ เพื่อทำการวิจัยบางอย่างที่เขาสนใจต่อไป อย่างเช่นการเพาะพันธุ์กล้วยสายพันธุ์ใหม่ อะไรทำนองนั้น
เพียงแต่ว่าโลกผกผันในตอนนี้ไม่สามารถทำให้เขารู้สึกสบายใจได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ที่นี่ตอนนี้มีคนเยอะเกินไปแล้ว
แต่เดิมแล้วโลกผกผันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควีนอยู่แล้ว อย่างแรกคือที่นี่เป็นเขตที่อยู่ภายใต้การดูแลโดยตรงของกิราติน่า อย่างที่สองคือที่นี่เป็นที่พำนักใหม่ของชาวลูนาเรีย
เมื่อเผ่าลูนาเรียถูกก่อตั้งขึ้นใหม่ พวกเขาก็ได้ตั้งรกรากอยู่ที่นี่แล้ว แม้ว่าภูมิประเทศบางส่วนในโลกผกผันจะดูมหัศจรรย์มาก หรือกระทั่งลอยอยู่กลางอากาศ แต่สภาพแวดล้อมแบบนี้กลับเหมาะสมกับการอยู่อาศัยของเผ่าลูนาเรียมากกว่า ทำให้ควีนที่นี่ดูเหมือนเป็นคนนอกไปเลย
เพียงแค่มองผ่านช่องสังเกตการณ์ของห้องนิรภัยของเขา เขาก็จะมองเห็นแหล่งชุมนุมของพวกชาวลูนาเรีย
“เฮ้อ ไม่รู้ว่าพี่ไคโดกำลังวางแผนร้ายอะไรอยู่ ฉันมีลางสังหรณ์ไม่ดีเลย”
เมื่องานเลี้ยงเลิกรา ความรู้สึกตื่นเต้นในใจของควีนก็จางลงไป ขณะที่กำลังง่วนอยู่กับสิ่งทดลองของเขา ในใจก็มีความกังวลอยู่ไม่น้อย
ฟุ่บ!
วอเตอร์กันสายหนึ่งพุ่งเป้าไปที่หัวของควีน แต่ร่มคันหนึ่งก็ดีดตัวออกมาจากผมเปียของควีนโดยอัตโนมัติ สกัดเส้นทางของปืนฉีดน้ำได้อย่างแม่นยำ
“แกคิดจะทำอะไรน่ะ เจ้าบ้านี่?! แกสามารถลาออกได้แล้วนะ พรุ่งนี้ก็ไปเป็นราชาที่อาณาจักรเด็นเด็นมูชินั่นซะไป!”
ควีนได้ยินคำพูดของออมสตาร์ที่อยู่ด้านหลัง ก็บ่นออกมาโดยไม่ได้หันกลับไปมอง
หลังจากสงครามสิ้นสุดลง พวกพ้องก็ได้รับการจัดสรรผลประโยชน์ใหม่ๆเป็นธรรมดา ตัวอย่างเช่น เผ่ามนุษย์เงือกและเผ่ามิ้งค์ก็ได้ส่วนแบ่งเป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดบนนิวเวิลด์ ทำให้มีแหล่งรวมตัวที่สมบูรณ์แบบ
แม้แต่กลุ่มเด็นเด็นมูชิก็ไม่ได้รับการยกเว้น เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ออมสตาร์ได้นำข้อมูลกลับมามากมายด้วยความขยันขันแข็ง แถมยังโน้มน้าวให้เด็นเด็นมูชิจำนวนไม่น้อยแปรพักตร์ นำข้อมูลจำนวนมากมาสู่กลุ่มร้อยอสูร
ดังนั้นอาร์เซอุสจึงได้สร้างเขตอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับเด็นเด็นมูชิขึ้นในพื้นที่หนึ่ง เพื่อเป็นพื้นที่อาศัยของพวกมัน
“ไม่สนใจหรอกน่า พวกเดียวกันเองมันจะไปรู้วิธีปรนนิบัติคนได้ยังไง ฉันอยู่ที่นี่ก็สุขสบายดีอยู่แล้ว มีข้าวกิน มีที่อยู่ ไม่ต้องกังวลเรื่องดินฟ้าอากาศ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะออกไป”
ในฐานะที่เป็นพวกเกิดมาเพื่อนอนเฉยๆโดยธรรมชาติ เด็นเด็นมูชิคุ้นเคยกับการถูกเลี้ยงดูอยู่แล้ว ถึงจะมีโอกาสได้ออกไปเป็นอิสระ ออมสตาร์ก็ไม่ต้องการ
“แล้วอีกอย่าง ฮาคิสังเกตของแกหายไปไหนหมดแล้วล่ะ! ดูซิว่าข้างหลังแกน่ะใคร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ควีนก็ง่วนอยู่กับของในมืออีกครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไป ตอนนั้นบนใบหน้าของเขามีแว่นกันแดดที่หนาขึ้นกว่าเดิมสวมอยู่ ดูท่าทางเหมือนจะกังวลว่าออมสตาร์จะใช้ท่าแฟลชใส่เขากะทันหัน
“พวกแกสองคนโผล่มาเหมือนผีเลยนะ จำเป็นต้องซ่อนกลิ่นอายกันถึงขนาดนี้เลยรึไง!”
เมื่อเห็นเชย์น่ากับคิงที่มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หัวใจของควีนก็เริ่มเต้นเร็วขึ้นโดยสัญชาตญาณ ถ้าพวกเขาเดินเข้ามาแบบเปิดเผย ควีนไม่มีทางตรวจจับไม่ได้อยู่แล้ว
แต่ทุกคนก็ผ่านการฝึกฝนมาจากที่เดียวกัน ความชำนาญในการใช้ฮาคิก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ฝ่ายหนึ่งตั้งใจ อีกฝ่ายไม่ทันระวังตัว ควีนกำลังกังวลเรื่องอื่นอยู่ จึงพลาดท่าไปโดยปริยาย
“เดิมทีก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก เพียงแต่พวกเราตัดสินใจจะประชุมเล็กๆกันเท่านั้น คุณยามาโตะถูกส่งไปที่นั่นอีกแล้ว ข้าเชื่อว่าเจ้าเองก็คงเห็นประกาศพิเศษบนโรตอมแล้วเหมือนกัน”
“โลกทางนั้นมันค่อนข้างพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้บางคนแอบดูภาพน่าอายอะไรจากสัญญาณถ่ายทอดของทางนั้นตามลำพัง พวกเราเลยตัดสินใจว่าจะมาดูพร้อมๆกัน เพียงแต่เจ้าเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในโลกผกผัน พวกเราก็เลยแวะมาเรียกเจ้าไปด้วย”
ไม่นานนัก พวกเขาก็มารวมตัวกันที่บ้านของเซราโอร่าแล้ว สถานการณ์ข้างในก็พิเศษมากเช่นกัน อาหารเต็มโต๊ะแต่กลับไม่มีใครแตะต้อง มีเพียงขนมและเครื่องดื่มที่ซื้อมาเท่านั้นที่หายไปหมดแล้ว
“มุฮ่าฮ่าฮ่า พวกกันเองทั้งนั้น จะมาเกรงใจอะไรกันอีก? กินเลยไม่ดีกว่ารึไง”
ควีนหยิบของบนโต๊ะยัดเข้าปากอย่างไม่เกรงใจ จากนั้นเขาก็สังเกตเห็นปัญหาบางอย่าง ยาแก้พิษที่เตรียมไว้ในร่างกายของเขาดันทำงานโดยอัตโนมัติซะงั้น
“เดี๋ยวนะ อาหารพวกนี้ใครเป็นคนทำ?”
แม้จะเป็นประโยคคำถาม แต่สายตาของเขาก็จ้องไปยังเซราโอร่าแล้ว ฝีมือทำอาหารของเซ็ตสึนะอาจจะเรียบง่าย แต่ก็ยังจัดว่าอร่อยได้อยู่ หลุมดำด้านการทำอาหารของบ้านนี้คงจะมีแค่เซราโอร่าเท่านั้นแหละ
“หนูบอกแล้วไงว่าอย่าให้พ่อเข้าครัว”
“แม่เรียกพวกเรามานี่ ไม่ใช่เพื่อให้มาช่วยแบ่งเบาความทุกข์ทรมานจริงๆเหรอ?”
สีหน้าของควีนอธิบายอะไรได้หลายอย่างแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาก็รับรู้เรื่องนี้กันดีอยู่แล้ว
ตอนนี้เหมียวกับวูล์ฟกำลังกระซิบกระซาบเรื่องนี้อยู่ข้างหูเซ็ตสึนะ แต่ดูจากระดับการกระดิกหูของเซราโอร่าแล้ว เขาน่าจะได้ยิน
“เซราโอร่า ฉันสงสัยอยู่อย่างหนึ่งนะ นายทำให้อาหารที่ไม่มีพิษกลายเป็นพิษได้ยังไงกัน ฉันว่าความสามารถนี้นับว่าเป็นการบุกเบิกมากเลยนะ น่าจะเอาไปพัฒนาเป็นอาวุธใหม่ได้เลยล่ะ”
“ถามฉันแล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง ก็ทำตามตำราอาหารเป๊ะๆเลยนะ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้? ฉันก็ไม่ได้ไปแตะต้องพวกท็อกซิกออร์บอะไรพวกนั้นซะหน่อย”
เซราโอร่าเองก็กลุ้มใจมาก เขาแค่อยากจะเพิ่มบรรยากาศอบอุ่นในครอบครัวเท่านั้นเอง แต่เรื่องวุ่นวายเล็กน้อยเหล่านี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายหลักของพวกเขา จำนวนคนค่อยๆเพิ่มมากขึ้น ด้วยหลักการที่ว่าถ้าแต่ละคนเอาของกินมาคนละนิดคนละหน่อย ก็จะกลายเป็นงานเลี้ยงได้ บนโต๊ะอาหารจึงเต็มไปด้วยของกินมากมาย
ขณะเดียวกัน ยามาโตะก็ค่อยๆเข้าสู่สนามรบแล้ว
“ใครมันเป็นคนรับผิดชอบการป้องกันของเกาะโอนิงะชิมะกันแน่เนี่ย? ปล่อยให้สายลับแทรกซึมเข้ามาได้เยอะขนาดนี้ คนเฝ้าประตูตาบอดกันหมดรึไง!”
ยามาโตะไม่รู้จำนวนที่แน่ชัด แต่เธอมั่นใจว่าต่อให้จับไอ้คนรับผิดชอบนี่ไปยิงเป้าสักสองสามครั้งก็คงไม่ผิดตัวแน่
“คุณชายยามาโตะ?! ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้วหรือขอรับ?”
ในตอนนั้นเอง โจรสลัดของกลุ่ม ‘ร้อยอสูร’ ก็สังเกตเห็นยามาโตะ จึงตะโกนเรียกออกมาตามความเคยชิน ‘ยามาโตะ’ ของที่นี่ยังไม่ได้กลับมาที่แคว้นวาโนะในตอนนี้ ข่าวสารของที่นี่ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนฝั่งของยามาโตะ โดยพื้นฐานแล้วต้องอาศัยมอร์แกนส์ในการส่งข่าวสารเป็นหลัก
‘ยามาโตะ’ ที่ออกเดินทางไปข้างนอกนั้นยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนเกาะโอนิงะชิมะ ยังคงเดินทางตามแผนการเดินทางของตัวเองอยู่
ยามาโตะไม่ได้อธิบายอะไร การสวมรอยเป็นตัวเองก็ดีเหมือนกัน จะได้ถือโอกาสทำความเข้าใจสถานการณ์ของที่นี่ไปด้วย
“ที่นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมถึงมีคนบุกเข้ามาเยอะขนาดนี้?”
“เป็นพวกซามูไรโคสึกิที่นำโดยเก้าปลอกดาบแดงขอรับ แล้วก็มีโจรสลัดจากยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุดด้วย ดูเหมือนว่าเจ้าหมวกฟางลูฟี่จะเริ่มสู้กับท่านไคโดแล้วขอรับ”
“หา?? เจ้าหมวกฟางเนี่ยนะ? เขาแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงขั้นสู้กับพ่อได้เนี่ยนะ?”
“ท่านไม่ได้ออกเรือไปแล้วหรือขอรับ เขาถูกขนานนามว่าเป็นจักรพรรดิคนที่ห้าเลยนะขอรับ พวกจากยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุดก็น่ารำคาญมากด้วย อย่างไรก็ตาม ได้โปรดไปช่วยท่านไคโดผู้บัญชาการด้วยเถอะขอรับ!”
“นายแน่ใจนะว่าเจ้าหมวกฟางที่นายพูดถึงน่ะ คือเจ้าหนุ่มหมวกฟางที่สวมหมวกฟาง ยิ้มหน้าบื้อๆ แล้วก็กินผลยางยืดเข้าไปน่ะ?”
“ใช่แล้วขอรับ ยังมีศัลยแพทย์แห่งความตาย ลอว์ กับยูสทัส คิดด้วย พวกเขา...”
“พอแล้ว ไม่ต้องพูดแล้ว”
ยามาโตะกุมหัวตัวเอง ไม่ได้ฟังเขาเล่าสถานการณ์ต่อ แต่กลับวิ่งออกไปยังที่ห่างไกล สถานการณ์ที่นี่มันเกินกว่าที่เธอจะเข้าใจได้ไปหน่อยแล้ว
เธอยังพอจะจำเจ้าหมวกฟางได้อยู่บ้าง สนิทกับเฮราครอสตัวหนึ่งมาก แถมเจ้าตัวเองก็ยังมีเส้นสาย หลังจากถูกจับเข้าคุกก็ยังมีคนคิดจะช่วยเขาออกมา
แต่ตอนที่ไคโดสู้กับเขา มันแค่เรื่องที่ใช้กระบองฟาดทีเดียวก็ชนะน็อกได้แล้วนี่นา ถึงแม้ว่า ‘ไคโด’ ของที่นี่จะสู้ไคโดที่แข็งแกร่งขึ้นแล้วไม่ได้ แต่ตอนนั้นไคโดก็ใช้พลังไปแค่หนึ่งหรือสองส่วนเองตอนสู้กับเขา อย่างน้อยที่สุด ไคโดของที่นี่ใช้พลังสักห้าส่วนก็น่าจะชนะน็อกเขาได้แล้วสิ
แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยินมากลับกลายเป็นว่าสู้กันได้แบบห้าสิบห้าสิบ นี่มันไม่สมเหตุสมผลอย่างเห็นได้ชัด
ครืนนน!
เสียงดังสนั่นพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า เกาะโอนิงะชิมะก็พลันลอยสูงขึ้นไปอย่างกะทันหัน กลุ่มเมฆเพลิงวงแล้ววงเล่าโอบล้อมเกาะโอนิงะชิมะ พยุงมันให้ลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า
แต่ในตอนนี้ยามาโตะกลับเข้าไปในส่วนลึกของเกาะโอนิงะชิมะแล้ว เธออยากจะเห็นกับตาตัวเองว่าแคว้นวาโนะแห่งนี้มันจะพิลึกพิลั่นไปได้ถึงขั้นไหน ส่วนเรื่องของ ‘ไคโด’...
ต่อให้เขาจะติดดีบัฟ ก็ไม่น่าจะถึงกับโดนคนอื่นซัดร่วงในทีเดียวหรอกใช่ไหม?