- หน้าแรก
- เกิดใหม่กลายเป็นอาร์เซอุสในโลกวันพีช
- บทที่ 1392 พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เปลวเพลิงเผาผลาญดินแดนศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 1392 พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เปลวเพลิงเผาผลาญดินแดนศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 1392 พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เปลวเพลิงเผาผลาญดินแดนศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 1392 พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เปลวเพลิงเผาผลาญดินแดนศักดิ์สิทธิ์
ตามกฎบางอย่าง คนเราจะไม่ตายในเพลงประกอบของตัวเอง แต่มีข้อแม้ว่า นั่นต้องเป็นเพลงประกอบของตัวเอง ไม่ใช่เพลงประกอบของศัตรู
เมื่อคุณเดินฝ่ากลางดงรถที่หนาแน่น เพลงที่คุณได้ยินข้างหู มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นเพลงประกอบของรถบรรทุกดินสักคัน
ท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ ดนตรีประสานเสียงที่อาพูสร้างขึ้นนั้นฟังดูแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด ถึงขนาดดึงดูดสายตาของชาวลูนาเรียบางคนได้ เหมือนกับที่พวกเขาเคยเห็นคนทำพิธีกรรมในสมัยก่อนไม่มีผิด
“นี่คือวิธีการต่อสู้ในปัจจุบันเหรอ พวกเราคนแก่คนเฒ่าชักจะตามยุคสมัยไม่ทันแล้วแฮะ”
“ไม่รู้สิ อาจจะเป็นพวกแตรเขาสัตว์อะไรทำนองนั้นล่ะมั้ง”
พวกเขายังต้องการเวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจกับสังคมในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า และในระหว่างกระบวนการทำความเข้าใจนี้ คนแปลกๆบางคนอาจจะมารบกวนการรับรู้ของพวกเขา เห็นได้ชัดว่า ควีนก็จัดอยู่ในกรณียกเว้นนี้
เบื้องบนทำอย่างไร เบื้องล่างก็ทำตาม คนอ่อนแอไม่มีทางได้รับความไว้วางใจจากไคโด ควีนนั้นขี้ขลาดจริง แต่ปกติแล้วเขาจะขี้ขลาดกับคนของตัวเอง หรือไม่ก็ศัตรูที่แข็งแกร่งเหมือนสัตว์ประหลาด
บางครั้งเพราะปัจจัยอย่างอาหาร ควีนก็จะตัดสินใจทำในสิ่งที่เกินขีดจำกัดของตัวเอง ออกไปสู้ตายกับพลเรือเอก แถมการเป็นคู่ซ้อมให้ไคโดก็ช่วยเพิ่มความอึดทนทานให้เขาได้จริง อีกทั้งยังมีภาระหน้าที่ในการเป็นเหมือนสกรูสารพัดประโยชน์และเป็นแพะรับบาป นี่จึงทำให้เขาสามารถรักษาสถานะของตัวเองไว้ได้อย่างมั่นคง
แต่หัวหน้าแบบนี้ ลูกน้องก็มักจะไม่ค่อยปกติเหมือนกัน ไม่ต้องพูดถึงสองคนที่ควีนคัดเลือกเข้ามาเป็นพิเศษ
ภายใต้อิทธิพลของควีน พฤติกรรมของพวกเขาก็เริ่มจะ “ควีน” ขึ้นทุกวัน
ชาวลูนาเรียที่รู้สึกสงสัยในตัวพวกเขาก็บินจากไปแล้ว เมื่อเทียบกับการดูละครแก้เบื่อ การแก้แค้นมีความหมายมากกว่าเยอะ
“พวกแกสองคนขยับตัวมันต้องแบบนี้เรอะ!”
“ม ไม่ใช่เหรอครับ”
“เลิกทำเป็นไขสือได้แล้ว รีบจัดการมันซะ!”
ถึงแม้ว่าตำแหน่งพลแตรจะเป็นตำแหน่งที่สำคัญ แต่เห็นได้ชัดว่าสนามรบแห่งนี้ไม่ต้องการบทบาทนี้
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการอู้งาน ควีนมองปราดเดียวก็รู้ว่าคนอื่นคิดจะอู้งานด้วยหรือเปล่า ถ้าในสนามรบแห่งนี้มีใครคิดจะอู้งาน คนคนนั้นต้องเป็นเขาเท่านั้น แม้แต่ลูกน้องของเขาก็อย่าได้คิด
ภายใต้ “บารมี” ของควีน อาพูและฮอว์คินส์ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยบุกทะลวง อย่างน้อยตอนนี้เขาก็มีลูกน้องที่สามารถสั่งการได้แล้ว
“มุฮ่าฮ่าฮ่า ดีมาก พวกลูกน้อง! ลุยเลย! จัดการไอ้พวกที่ชอบขังตัวเองอยู่ในตู้ปลาให้หมด!”
แม้ว่าลูกน้องสายตรงของเขาจะมีเพียงสองคนนี้ แต่ควีนก็ปรับสภาพจิตใจใหม่และตะโกนคำขวัญเดิมออกมาอีกครั้ง
เขาคิดไว้แล้วว่า หากเรื่องนี้ถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ในอนาคต เขาจะตั้งฉายาให้อาพูและฮอว์คินส์ คนหนึ่งชื่อ “พันทัพ” อีกคนชื่อ “หมื่นอาชา”
แบบนี้คนรุ่นหลังก็จะรู้ว่า เขา ควีน ได้นำทัพนับพันนับหมื่นเข้าโจมตีศัตรู สร้างคุณูปการอันไม่อาจลบล้างได้ในการทำลายการปกครองของเผ่ามังกรฟ้า
“สแครช·ระเบิด!”
พร้อมกับเสียงแหลมเสียดหูที่ดังขึ้น เกราะของทหารยามสองนายที่สวมเกราะหนักก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงจากภายใน เลือดไหลทะลักออกมาจากรอยแยกของชุดเกราะ ทหารชั้นยอดที่เผ่ามังกรฟ้าฝึกฝนมาเหล่านี้ล้มลงกับพื้นทันที
อาพูนั้นไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับเหล่าสัตว์ประหลาดในทะเลได้จริง แต่คู่ต่อสู้ที่รับมือยากที่สุดเกือบทั้งหมดถูกวงแหวนของฮูปาส่งไปที่อื่นแล้ว ในบรรดาคนที่เหลืออยู่ก็มีพวกฝีมือดีอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็มีคู่ต่อสู้ของตัวเอง
ความพ่ายแพ้ของเผ่าลูนาเรียเกิดจากการขาดกำลังรบระดับสูงสุด หลังจากการตายของคนที่มีระดับพลังฝีมือใกล้เคียงกับบาโร พวกเขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความเสื่อมถอย แต่ระดับชั้นอย่างพลเรือโทระดับหัวกะทิ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มกำลังรบระดับสูงสุด
ผู้ที่มารวมตัวกันที่นี่ไม่ได้มีเพียงกำลังทหารของรัฐบาลโลกเท่านั้น แต่ยังมีกองทัพเรือด้วย หลังจากที่ศูนย์บัญชาการใหญ่กองทัพเรือถูกไคโดทำลายจนกลายเป็นซากปรักหักพัง ที่นั่นก็หมดความหมายที่จะต้องป้องกันต่อไปแล้ว
ต่อให้ต้องการจะสร้างขึ้นใหม่ ก็ต้องรอให้สงครามครั้งนี้จบลงเสียก่อน
ในสถานการณ์เช่นนี้ ทหารเรือเหล่านี้จึงประจำการอยู่ที่แมรี่จัวส์ และในตอนนี้ก็ได้ติดตามเซ็นโงคุกับคนอื่นๆมาที่นี่ด้วย
กองทัพเรือเชื่อฟังรัฐบาลโลก ปกป้องรัฐบาลโลก และปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลโลก นี่คือสามัญสำนึกในใจของทหารเรือส่วนใหญ่ พวกเขาไม่ได้รู้สึกว่าการต่อสู้กับโจรสลัดเพื่อรักษาสันติภาพของโลกเป็นเรื่องที่ผิดพลาดแต่อย่างใด
ในขณะนี้ กองกำลังแนวหน้าของเผ่าลูนาเรียได้บุกทะลวงผ่านประตูชั้นนอกของแมรี่จัวส์เข้ามาแล้ว พวกเขาใช้รูปแบบการโจมตีทางอากาศเข้าทำลายแนวป้องกันของที่นี่จนกระจัดกระจาย
ปืนใหญ่และอาวุธปืนในตอนนี้ได้สูญเสียความหมายไปแล้ว พลปืนธรรมดาไม่ได้มีฮาคิที่แข็งแกร่งพอจะทำลายการป้องกันของเผ่าลูนาเรียได้ เมื่อเผชิญหน้ากับการป้องกันทางกายภาพที่แข็งแกร่งราวกับสัตว์ประหลาดโดยกำเนิดเช่นนี้ กระสุนที่ยิงออกไปก็ไม่ต่างอะไรกับปืนฉีดน้ำของเด็กเล่น
อย่างมากที่สุดก็แค่ทำให้พวกเขาสะดุ้งหลับตาโดยสัญชาตญาณ หรือยกมือขึ้นป้องกัน เมื่อกระสุนกำลังจะโดนดวงตา
เมื่อการต่อสู้ระยะประชิดเริ่มขึ้น การรบก็ไร้ซึ่งรูปแบบใดๆอีกต่อไป ศัตรูสามารถปรากฏตัวได้จากทุกทิศทาง กองทัพเรือและกองกำลังโดยตรงของรัฐบาลโลก รวมถึงสมาชิกของเหล่าอัศวินเทพ ก็ได้กลายเป็นสหายร่วมรบชั่วคราว
โมมอนก้าเพิ่งจะฟันโจรสลัดคนหนึ่งล้มลง ทหารในชุดเกราะหนักข้างกายเขาก็ถูกเปลวเพลิงเข้าครอบคลุม เกราะโลหะที่แข็งแกร่งไม่ได้ให้การป้องกันที่เพียงพอแก่เขา แถมยังกลายเป็นเหมือนโลงศพเหล็กอันร้อนระอุอีกด้วย
ฉวยโอกาสนี้ โมมอนก้าตวัดดาบไปยังศัตรูคนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้า คมดาบฟันเข้าที่คอของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ทว่าลำคอที่ดูบอบบางนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจสั่นคลอนได้
“เป็นไปได้ยังไง...”
“ตอนที่พวกเจ้าตั้งค่าหัวพวกเรา ก็ให้ข้อมูลละเอียดดีไม่ใช่เหรอ ยังไงล่ะ เพราะเผ่าพันธุ์ของพวกข้าหายาก แม้แต่พรสวรรค์ติดตัวของพวกข้าก็ลืมไปแล้วอย่างนั้นเหรอ?”
คนที่อยู่ตรงหน้าใช้มือเปล่าจับคมดาบของโมมอนก้า ก่อนจะเตะเข้าที่ท้องของโมมอนก้าเต็มแรง โมมอนก้าถอยหลังไปหลายก้าว แต่ก็แย่งอาวุธของตนกลับมาได้
“ก็แค่คนบาปที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ มีอะไรน่าภูมิใจนักหนา ไอ้เด็กเมื่อวานซืน!”
เมื่อโจมตีครั้งแรกไม่สำเร็จ โมมอนก้าเปลี่ยนท่าถือดาบใหม่ เขาใช้สองมือจับด้ามดาบแล้วฟันลงไปอย่างสุดกำลัง คมดาบดำสนิทราวกับหมึก การเคลือบฮาคิได้บดบังสีเลือดบนคมดาบไปเล็กน้อย
สิ่งที่พุ่งเข้ามารับคมดาบคือหมัดที่สวมสนับมือ ซึ่งสนับมือนั้นก็เคลือบฮาคิไว้เช่นกัน ส่วนเว้าด้านหน้าของสนับมือยังหนีบคมดาบของโมมอนก้าเอาไว้ได้
“เจ้าจะทำตามกฎระเบียบของศัตรูงั้นเหรอ เจ้าไม่ใช่เผ่ามังกรฟ้า แต่ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะกวัดแกว่งดาบเพื่อเผ่ามังกรฟ้า ก็ต้องชดใช้ แล้วก็ ถึงปีนี้ข้าจะอายุแค่ 23 ปี แต่ข้าเกิดในปีศักราชไคเอ็นที่ 1390 เจ้านั่นแหละเด็กเมื่อวานซืน ทหารเรือ! แรงดันอัคคี!”
เปลวไฟลุกลามไปทั่วหมัดทั้งสองข้าง หมัดที่ไร้ความปรานีระดมชกเข้าใส่หน้าอกของโมมอนก้าอย่างต่อเนื่อง
“พลเรือโทโมมอนก้า!”
โคมิลถือดาบคู่เข้ามาช่วยโมมอนก้า แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเข้าไปใกล้ ก็ถูกคนอื่นเข้ามาขวางไว้ คู่ต่อสู้คนก่อนหน้าของเขาได้ดับไฟบนหลังลงแล้ว และอ้อมมาอยู่ตรงหน้าโคมิล
“แกไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ทหารเรือ”
การโจมตีอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องทำให้โคมิลเสียกระบวนท่า และยิ่งทำให้จิตใจของเขาสับสนวุ่นวาย ในตอนนี้เขาดูเหมือนจะรู้แล้วว่า ทำไมบนโลกนี้ถึงยังมีชาวลูนาเรียเหลืออยู่มากมายขนาดนี้
“แกน่าจะตายไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ?”
ก่อนหน้านี้ ตอนที่ไคโดและคนอื่นๆ ก่อตั้งพันธมิตร ทหารเรือและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลโลกที่ถูกส่งไปขัดขวางพันธมิตรนั้นถูกกำจัดจนสิ้นซาก แม้แต่ข่าวสารก็ยังส่งออกไปไม่ได้ มิฉะนั้นพวกเขาคงจะรู้ไปนานแล้วว่า คนเหล่านี้คือกองทัพผู้ล้างแค้นที่กลับมาจากประวัติศาสตร์
ปัจจุบันมีเพียงทหารเรือบางคนที่อายุมากพอเท่านั้น ที่จะบังเอิญค้นพบเบาะแสนี้ได้
ตัวอย่างเช่นโคมิล ถึงแม้จะเป็นหนึ่งในพลเรือโท แต่เขาก็อายุมากกว่าพวกโมมอนก้าอยู่มาก เป็นชายชราหัวล้านแล้ว
สมัยที่เขายังเป็นทหารเรือใหม่ๆ เขาเคยเข้าร่วมภารกิจล้อมปราบชาวลูนาเรียคนหนึ่ง
ตอนนั้นเขายังเป็นทหารใหม่ เพื่อจับกุมคนคนนี้ หน่วยที่ล้อมเขาไว้เกือบจะถูกทำลายล้างทั้งหมด โคมิลเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากปฏิบัติการครั้งนั้น แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี เขาก็ยังไม่ลืมใบหน้านั้น นั่นคือศัตรูคนแรกที่ทำให้เขารู้สึกถึงวิกฤตความเป็นความตาย
“โอ้ ดูเหมือนว่าพวกเราจะเป็นคู่แค้นเก่ากันสินะ แต่ต้องขอโทษด้วย ข้าจำไม่ได้แล้วว่าเจ้าเป็นใคร ร่องรอยที่กาลเวลาทิ้งไว้มันใหญ่หลวงเกินไป”
เขาจำไม่ได้ว่าชายหัวล้านตรงหน้าคือใครกันแน่ แต่ยังไงซะ แค่จัดการเขาได้ ก็น่าจะเป็นผลลัพธ์ที่ถูกต้องแล้ว
“พลเรือโทสเตนเลส! ระวังครับ!”
ตูม!
ข้างเท้าของสเตนเลสเกิดหลุมระเบิดสีดำสนิทขึ้น ภายในหลุมยังมีวัตถุคล้ายถ่านสีดำและเศษโลหะตกอยู่
เผ่าลูนาเรียเชี่ยวชาญอาวุธเย็น แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธอาวุธร้อน ในตอนนี้ สมาชิกเผ่าคนหนึ่งที่บินอยู่กลางอากาศกำลังถืออาวุธรูปร่างประหลาดสองชิ้นอยู่ในมือทั้งสองข้าง นั่นคือปืนใหญ่พิเศษที่สร้างขึ้นตอนผลิตเครื่องต้นแบบของเกโนเซ็กท์
ก่อนหน้านี้มันผ่านการดัดแปลงง่ายๆมาแล้ว ทำให้สามารถใช้เปลวไฟเป็นตัวขับเคลื่อนได้ เมื่อเทียบกับการโยนลูกไฟธรรมดาๆแบบนี้มีอานุภาพมากกว่าและระยะยิงก็ไกลกว่าด้วย
“พลังแสนแรงม้า!”
ในขณะเดียวกัน แจ็คก็เข้าปะทะกับเซ็นโงคุอีกครั้ง ถึงแม้ว่าที่แมรี่จัวส์จะมีการรักษาเบื้องต้นให้พวกเขาแล้ว แต่บาดแผลบนร่างกายของพวกเขาก็ยังไม่หายสนิทดี
พวกเซ็นโงคุก็ไม่ใช่ห้าผู้เฒ่า ที่จะมีพลังพิเศษ
ความสามารถในการรักษาอาการบาดเจ็บและโรคภัยนั้นหายากมาก ก่อนหน้านี้เคยมีผู้มีพลังที่สามารถย้ายอาการบาดเจ็บและโรคภัยได้อยู่คนหนึ่ง แต่จากปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดจาก MVP การ์ป ผู้มีพลังคนนั้นก็ได้ตายอย่างกะทันหันไปแล้วที่อุด้ง
เซ็นโงคุเองก็เป็นผู้ใช้ผลปีศาจสายโซอนพันธุ์สัตว์มายาเช่นกัน แต่พลังฟื้นฟูของเขาไม่ได้น่าเหลือเชื่อเท่าพวกปีศาจอย่างห้าผู้เฒ่า ในตอนนี้เขายังคงอยู่ในสภาพอิดโรย
ด้วยพลังแสนแรงม้ารวมกับน้ำหนักตัวของเขาเอง แจ็คผลักเซ็นโงคุทะลุเข้าไปในแมรี่จัวส์โดยตรง ทำให้กำแพงอันหรูหรานั้นเกิดเป็นช่องโหว่
“แจ็ค! หลบไป!”
เสียงของควีนดังมาจากบนท้องฟ้า ปืนเลเซอร์รวมพลังอยู่ที่ส่วนหาง ในดวงตาก็ยิงปืนเลเซอร์รุ่นก้าวหน้าออกมาเช่นกัน ปีกทั้งสี่ข้างส่องประกายเจิดจ้า โซลาร์บีมได้รวบรวมพลังเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ในตอนนี้ควีนถึงกับรวมตัวเป็นจุดแสงจุดหนึ่ง สาดกระสุนพลังทั้งหมดของเขาเข้าใส่เซ็นโงคุ
ตูม! ตูม!
ปืนใหญ่แสงที่มีคุณสมบัติต่างกันระดมยิงเข้าใส่ร่างของเซ็นโงคุพร้อมกัน แจ็คก็ซัดหมัดเข้าใส่เซ็นโงคุอีกครั้งในจังหวะเดียวกับที่ควีนโจมตี จนพังบ้านเรือนไปหลายหลัง ก่อนจะหยุดลงท่ามกลางซากปรักหักพัง
ในตอนนี้ ร่างสีทองของเซ็นโงคุถึงกับมีสีแดงเรื่อๆ บาดแผลเก่าที่เคยได้รับก็ปริแตกอีกครั้ง แม้แต่ร่างทองมหาพุทธะก็ปรากฏรอยร้าวแล้ว
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงฝืนร่างกายพยุงตัวลุกขึ้นยืน
“คลื่นกระแทกแห่งพระพุทธองค์!”
หมัดของเซ็นโงคุและแจ็คปะทะกันอีกครั้ง แจ็คไม่ได้เปรียบจนถึงขั้นเอาชนะได้อย่างง่ายดาย แต่เขาก็สามารถต้านทานเซ็นโงคุในสภาพปัจจุบันไว้ได้ การเปลี่ยนแปลงเพียงเท่านี้ ก็เพียงพอที่จะบ่งบอกถึงสภาพของเซ็นโงคุได้แล้ว
“พวกแกเหล่าโจรสลัด จะปล่อยให้พวกแกทำตามอำเภอใจต่อไปไม่ได้อีกแล้ว! ที่นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของรัฐบาลโลก ถ้าหากปล่อยให้พวกแกทำลายทั้งศูนย์บัญชาการใหญ่กองทัพเรือและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ติดต่อกันแบบนี้...”
“มุฮ่าฮ่าฮ่า ตาแก่ แกกำลังให้กำลังใจตัวเอง หรือว่าอยากจะปลุกใจทหารของแกกันแน่”
แจ็คไม่ค่อยถนัดพูดจา ปกติแล้วจะเงียบๆ จากนั้นก็ตะโกนว่า “แกคิดว่าฉันเป็นใคร?” แล้วเข้าหาศัตรูด้วยวิธีการต่างๆนานา
ควีนนั้นแตกต่าง เขามีออร่าเย้ยหยันติดตัวมาแต่กำเนิด รู้ดีว่าจะใช้คำพูดโจมตีศัตรูให้ได้ผลสูงสุดได้อย่างไร
“แกคิดว่าตัวเองเก่งมากนักรึไง แกไม่มีค่าพอที่จะให้สิ่งที่ท่านอาร์เซอุสสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษดึงตัวไปยังมิติส่วนตัวด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่า พลังทำลายล้างของพวกแกในสายตาพวกเรายังไม่ถึงขั้น เทียบกับพวกห้าผู้เฒ่าอะไรนั่นแล้ว แกมันก็แค่ตัวประกอบ!”
ควีนได้มโนไปเองแล้ว ในสายตาของเขา ที่นี่ไม่ใช่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แมรี่จัวส์อีกต่อไป แต่เป็นอาณาเขตใหม่ของกลุ่มโจรสลัดร้อยอสูร ดังนั้นอาร์เซอุสจึงส่งพวกที่มีพลังทำลายล้างระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน สามารถเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศได้อย่างถาวรออกไปให้หมด
“แล้วพวกแกที่ถูกทิ้งไว้นี่คืออะไรกันล่ะ ไม่เหมือนกันหรือไง”
“ไม่ ไม่ ไม่ นี่เป็นเพราะท่านอาร์เซอุสให้ความสำคัญกับพวกเรา เห็นว่าพวกเรามีคุณสมบัติพอที่จะเบิกทางให้ท่าน
ฉันคือสุดยอดนักวิทยาศาสตร์อันดับหนึ่งของโลก เป็นผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มโจรสลัดร้อยอสูรที่มีค่าหัวสูงสุด เป็นเจ้าของสถิติการต่อสู้ที่หรูหราที่สุด!
ฉันจัดการพลเรือเอกไปแล้วคนหนึ่ง ถ้าหากสามารถจัดการอดีตจอมพลอย่างแกได้อีกคน นั่นมันจะสุดยอดไปเลย!
แจ็ค ลุย!”
เซ็นโงคุไม่ใส่ใจคำพูดของควีน การที่ขึ้นมาถึงตำแหน่งจอมพลได้ คำพูดขยะๆไม่กี่คำไม่สามารถยั่วยุเขาได้ ส่วนควีนน่ะหรือ...
เขาเป็นคนรักหน้าตา แต่ในขณะเดียวกันก็หน้าหนามาก หรือจะเรียกว่าหน้าไม่อายก็ได้
อย่างน้อยในใจของเซ็นโงคุ คำยกยอปอปั้นตัวเองของควีนเหล่านั้นไม่มีคำไหนที่เหมาะสมเลยสักนิด
【แกเจาะเกราะหน้าศัตรูไม่เข้า】
นี่คือการตอบสนองที่แท้จริงที่เซ็นโงคุได้รับ
“รู้สึกแปลกๆแฮะ...”
เมื่อเทียบกับพวกเขา แจ็คดูซื่อตรงและโผงผางกว่ามาก อาจเป็นเพราะ “สมองกลภายนอก” ไม่ได้อยู่ข้างๆ ในตอนนี้ ถึงแม้จะสังเกตเห็นปัญหาบางอย่าง แต่เขาก็ยังเลือกที่จะสู้ต่อไป เพราะอย่างไรเสียควีนก็ไม่ได้แค่มองดูอยู่เฉยๆ เพียงแค่ให้แจ็คออกนำหน้าไปเท่านั้น
“บึ้ม!”
เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง อาพูซัดศัตรูที่พยายามจะโจมตีเขากระเด็นออกไป เขาเป็นคนที่ควีนคัดเลือกมาเป็นพิเศษ แต่ควีนไม่ได้ให้ความสำคัญกับพลังต่อสู้ของเขาเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่มองว่าเขาเป็นดีเจสารพัดประโยชน์เท่านั้น
อาพูก็พอใจกับสถานการณ์ปัจจุบันเช่นกัน นี่จึงทำให้พลังต่อสู้ของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก
และในแมรี่จัวส์ขณะนี้ ก็เกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่งขึ้น นั่นคือชาวลูนาเรียเหล่านี้อันตรายเกินไป
พลังป้องกันสูงมาก แถมยังบินได้ ควบคุมไฟได้ และต้านทานพิษส่วนใหญ่ได้ พวกระดับห้าผู้เฒ่าที่มีความสามารถพอจะจัดการคนเหล่านี้ได้ในพริบตาก็ถูกส่งไปที่อื่นหมดแล้ว แม้แต่สมาชิกคนอื่นๆของอัศวินเทพก็ไม่มีวิธีที่ดีนักในการรับมือกับยอดฝีมือในอดีตเหล่านั้น
จะหนีไปข้างหลัง พวกเผ่ามังกรฟ้าที่อยู่ด้านหลังก็ไม่ปล่อยพวกเขาไป จะบุกไปข้างหน้า ก็เท่ากับไปตายเปล่า คนที่อ่อนแอกว่าอย่างอาพูและฮอว์คินส์จึงกลายเป็นแสงแห่งความหวังริบหรี่ในสายตาของพวกเขา
คนข้างหลังทำได้เพียงส่งพวกเขาลงสนามรบ แต่ไม่สามารถสั่งการอย่างละเอียดได้ว่าพวกเขาต้องสู้กับใครกันแน่
เดิมทีพวกเขาก็มีจำนวนคนมากกว่าอยู่แล้ว พวกที่บุกเข้ามารุมล้อมอาพูและฮอว์คินส์ก่อน กลับกลายเป็นกลุ่มที่มีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่า นี่จึงทำให้คนอื่นๆที่ตามมาทีหลังเลือกเป้าหมายการโจมตีใหม่
คนเหล่านี้ไม่ใช่พวกปลายแถวที่จะถูกกำจัดได้ในทีเดียว อย่างน้อยก็ต้องใช้การโจมตีที่จริงจัง ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองพลังกายของอาพูและพวกพ้องไม่น้อย
“ร่างประทับปราบมาร”
ฮอว์คินส์ได้แสดงร่างหุ่นฟางขนาดใหญ่ออกมาแล้ว กวัดแกว่งตะปูขนาดมหึมาระหว่างนิ้วมือของเขา แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีบางอย่าง เขากลับเลือกที่จะหลบหลีก
“ฮอว์คินส์ นี่ไม่เหมือนนิสัยแกเลยนี่นา แกควรจะสะท้อนการโจมตีทั้งหมดกลับไปไม่ใช่เหรอ?”
“นี่คือสงคราม ‘ครั้ง’ ของฉันก็มีจำกัด จะมาสิ้นเปลืองแบบนี้ไม่ได้”
“งั้นเหรอ แล้วแกได้ทำนายผลลัพธ์อะไรไว้บ้างไหม?”
“ฉันไม่เห็นภาพความตายของพวกเรา มีแค่นั้นแหละ”
“นั่นก็เยี่ยมไปเลยสิ คลื่นเสียงห่าฝน!”
อาพูตบไปที่ใบหน้าของตัวเอง เสียงฆ้องดังออกมาจากร่างของเขา และบาดแผลนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นบนร่างของศัตรูที่อยู่ตรงหน้า
ในขณะนี้ มอร์แกนส์กำลังทำหน้าที่นักข่าวสงครามของเขาอยู่
“แบบนี้ไม่ดีเลยนะ ถูกส่งไปยังมิติอื่นแล้วเหรอ แบบนี้ก็บันทึกข้อมูลมือหนึ่งไม่ได้น่ะสิ”
มอร์แกนส์ตรวจดูรูปภาพที่เขาถ่ายไว้แล้ว รวมถึงภาพชาวลูนาเรียจำนวนมากที่บินลงมาจากท้องฟ้า
ถ้ากลุ่มโจรสลัดร้อยอสูรชนะ พาดหัวของภาพนี้ก็คือ 【การมาเยือนของทูตสวรรค์ทมิฬ, บาปที่ถูกชำระล้าง】
ถ้ารัฐบาลโลกชนะ พาดหัวก็จะเปลี่ยนเป็น 【ความยุติธรรมที่ยืนหยัด, ระเบียบแปดร้อยปี】
เขาไม่ได้มีจุดยืนทางการเมืองที่มั่นคงอะไร นอกจากความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเผยแพร่ข่าวใหญ่ ใครจะชนะก็ได้ทั้งนั้น แน่นอนว่า มอร์แกนส์หวังให้กลุ่มโจรสลัดร้อยอสูรชนะมากกว่า เพราะนั่นจะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ใหญ่กว่า
แต่เขาก็ไม่ได้เข้าไปใกล้เขตการสู้รบโดยตรง ตอนนี้การต่อสู้ดุเดือดเกินไป เขาไม่อยากเข้าไปฆ่าตัวตาย รอให้แนวรบเคลื่อนไปข้างหน้าก่อน นั่นถึงจะเป็นเวลาที่เขาออกโรง
ในตอนนี้เขากำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่นอกแมรี่จัวส์ คอยเก็บข้อมูลจากบริเวณโดยรอบ ไม่นานนัก เขาก็อ้อมไปยังฝั่งที่มิสุและคนอื่นๆขึ้นบก
กำลังป้องกันส่วนใหญ่ของรัฐบาลโลกถูกดึงดูดไปยังเผ่าลูนาเรียที่อยู่แนวหน้า เพื่อรับมือกับพวกที่ถูกขนานนามว่าเป็นสัตว์ประหลาด ภายในแมรี่จัวส์จึงแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง
เผ่ามังกรฟ้าส่วนใหญ่ถอยไปยังที่ที่ปลอดภัยกว่า มีเพียงยอดฝีมือส่วนน้อยและกำลังทหารอื่นๆที่คอยสกัดกั้นคู่ต่อสู้ มิสุและคนอื่นๆแทบไม่เจอการต่อต้านใดๆเลยขณะที่บุกเข้าไปในแมรี่จัวส์
ที่นี่ นอกจากเผ่ามังกรฟ้าแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลโลกบางคนอยู่ด้วย แต่แน่นอนว่าการดูแลที่พวกเขาได้รับนั้นเทียบไม่ได้กับเผ่ามังกรฟ้า พวกเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะถอยเข้าไปในดินแดนแห่งทวยเทพ ทำได้เพียงภาวนาให้ตัวเองรอดปลอดภัยเท่านั้น
บนพื้นเต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่า ธนบัตรเบรีมากมายจนสามารถปูเป็นพรมได้ แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงเศษดินที่ถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้าเท่านั้น
“คนที่มีปลอกคอทาสมาทางนี้! พวกเราจะช่วยปลดล็อกให้!”
“ทางออกอยู่ตรงนี้! ไปทางนี้เลย!”
คนของคณะกำลังช่วยเหลือทาสที่นี่ หากไม่มีอะไรผิดพลาด คนเหล่านี้จะเป็นทาสกลุ่มสุดท้าย
ทาสที่ได้รับการปลดปล่อยต่างก็มีทางเลือกของตัวเอง บางคนหลบหนี บางคนเข้าร่วมกับฝ่ายต่อต้าน และบางคนถูกความโลภในใจดึงดูด ก้มหน้าก้มตาเก็บสมบัติที่ตกอยู่เกลื่อนกลาด และด้วยเหตุนี้จึงถูกลูกหลงจากสงครามเข้าไป
เมื่อเผชิญหน้ากับคนประเภทนี้ มิสุและคนอื่นๆก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือต่อไป พวกเขาเคารพการตัดสินใจของผู้อื่น คนที่พาตัวเองเข้าไปในอันตรายอีกครั้งเพราะความโลภของตัวเองนั้น ไม่คู่ควรที่คนอื่นจะเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเลย
“ไทเกอร์! นั่นมันฟิชเชอร์ ไทเกอร์! วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่าเงือก!”
“เขามาช่วยพวกเราอีกแล้ว! วีรบุรุษ!”
หลังจากได้เห็นใบหน้าของไทเกอร์ บางคนก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ ในใจของทาสหลายคน ไทเกอร์เป็นดั่งความหวังที่ทำให้พวกเขายืนหยัดต่อไปได้ เพราะวีรบุรุษผู้นี้เคยใช้การกระทำของตนปลดปล่อยแมรี่จัวส์มาแล้วครั้งหนึ่งจริงๆ
มอร์แกนส์กำลังเก็บภาพอยู่ที่นี่ เผลอครู่เดียวก็ถ่ายจนเต็มม้วนฟิล์มไปแล้ว ขณะที่เขากำลังจะเปลี่ยนม้วนฟิล์มใหม่ ก็มีร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านหลังและล็อกคอของมอร์แกนส์ทันที
มีดสั้นเล่มหนึ่งจ่ออยู่ที่คอของมอร์แกนส์
“อย่าขยับ! มอร์แกนส์ แกกล้าดียังไงถึงมาที่นี่ ช่างกล้าหาญชาญชัยจริงๆ!”
มอร์แกนส์ยกมือทั้งสองข้างขึ้นอย่างให้ความร่วมมือ แล้วพูดว่า “ฉันเป็นแค่นักข่าว ไม่ใช่ศัตรู”
“เหลวไหลน่า การรายงานข่าวตามอำเภอใจของแกทำให้รัฐบาลโลกไม่พอใจมานานแล้ว พวกนั้นอยากจะกำจัดแกมาตั้งนานแล้ว ตามฉันมา ถ้าฉันส่งแกไปให้พวกนั้น พวกนั้นต้องให้รางวัลฉันแน่
ถึงตอนนั้นใครจะยังกล้าพูดว่าฉันได้ตำแหน่งมาเพราะพ่อ!”
คนที่จับมอร์แกนส์เป็นตัวประกันก็คือสแปนดัม เขาสวมชุดสูทสีขาว ปัจจุบันเป็นหนึ่งในสมาชิก CP0 และแน่นอน เขาเป็นพวกเด็กเส้นตัวยง
ในฐานะผู้ภักดีต่อรัฐบาลโลกอย่างสุดหัวใจ ทั้งสแปนดัมและพ่อของเขา สแปนไดน์ ต่างก็เชื่อว่ารัฐบาลโลกจะได้รับชัยชนะ สแปนไดน์อาศัยเส้นสายของตัวเองหลบมาอยู่ที่นี่ แต่กลับคาดไม่ถึงว่ากลุ่มโจรสลัดร้อยอสูรจะลากไฟสงครามมาถึงที่นี่โดยตรง
“หึ รู้ไหม ถ้าเป้าหมายของรัฐบาลโลกคือหัวของฉันล่ะก็ แกควรจะฆ่าฉันซะเลยตรงนี้”
“แกพูดว่าอะไรนะ”
สแปนดัมไม่เข้าใจคำพูดของมอร์แกนส์ ในสายตาของเขา การเรียกร้องความตายแบบนี้มันโง่เง่าสิ้นดี แต่ในวินาทีต่อมา ข้อมือของเขาก็ถูกปีกข้างหนึ่งคว้าจับไว้
“อะไรกัน?!”
แคร๊ง!
มอร์แกนส์ใช้มือเดียวบิดแขนของสแปนดัม ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ข้อมือทำให้สแปนดัมถึงกับถือมีดไว้ไม่ได้ จากนั้นก็ถูกมอร์แกนส์จับทุ่มข้ามไหล่กระเด็นออกไป
“ฮ่าเฮ้!”
ร่างของมอร์แกนส์กระโดดขึ้น ศอกกระแทกเข้าที่กลางอกของสแปนดัมอย่างจัง พร้อมกับเสียงกระดูกแตก สแปนดัมกระอักเลือดออกมาคำหนึ่งทันที
และการเคลื่อนไหวของมอร์แกนส์ก็ยังไม่หยุด หลังจากศอกกระแทกแล้ว มอร์แกนส์ก็คว้าไหล่ของสแปนดัม ม้วนตัวหนึ่งรอบ แล้วขึ้นคร่อมบั้นเอวของเขา ระดมหมัดใส่หัวของสแปนดัมไม่ยั้ง จนกระทั่งสแปนดัมแน่นิ่งไป เขาจึงหยุดมือ
“ไอ้หนู ฝีมือแค่นี้ ยังไม่คู่ควรที่จะจับใครเป็นตัวประกันหรอกนะ”
มอร์แกนส์อาจไม่แข็งแกร่งนัก แต่เขาก็เป็นหนึ่งในราชาแห่งโลกใต้ดิน ในฐานะผู้นำธุรกิจสีเทา เวลาลงมือเขาจะเหี้ยมโหดมาก เพราะในโลกใต้ดิน คนใจอ่อนจะถูกกินจนไม่เหลือแม้แต่ซาก
ดอริคิของสแปนดัมมีเพียง 9 ต่อให้สองปีนี้เขาจะพัฒนาขึ้นบ้าง ก็คงประมาณ 11 ส่วนมอร์แกนส์ถึงแม้จะไม่ถึงระดับยอดมนุษย์ แต่ก็สามารถใช้การต่อสู้ระยะประชิดจัดการสายลับที่คิดจะลอบสังหารเขาได้สบายๆ
ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ CP0 จริงๆ มอร์แกนส์คงสู้ไม่ได้ แต่การกำจัดไอ้กากอย่างสแปนดัมนั้นง่ายดายมาก
มอร์แกนส์ปัดฝุ่นตามตัว แล้วตรวจดูกล้องถ่ายรูปของตัวเองราวกับเป็นของล้ำค่า เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว จึงเดินลึกเข้าไปข้างในต่อ
ไม่นานนัก ในสนามรบด้านหน้า แรงกดดันที่อาพูและฮอว์คินส์ได้รับก็ลดลงอย่างกะทันหัน จากด้านหลังของศัตรูก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น
“ถอย! ปีกซ้ายถูกตีแตกแล้ว!!”
“ศัตรูประชิดดินแดนแห่งทวยเทพแล้ว! กลับไปป้องกัน! กลับไปป้องกันโดยด่วน!”
อัศวินเทพในสังกัดลัทธิอาร์เซอุสที่นำโดยมิสุ ได้บุกทะลวงแนวป้องกันปีกซ้าย และมาถึงด้านหลังของคนกลุ่มนี้แล้ว
ส่วนไทเกอร์นั้น ยิ่งกว่านั้นคือได้นำคนมาถึงหน้าสะพานแห่งหนึ่งแล้ว
“พี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์! สหายทั้งหลาย! ข้างหน้านั่นคือดินแดนแห่งทวยเทพของเหล่าเผ่ามังกรฟ้า และยังเป็นต้นตอของการกดขี่ทั้งมวล! พวกเราอยู่ห่างจากชัยชนะเพียงแค่ก้าวสุดท้ายเท่านั้น! ตามฉันมา ทะลวงมันเข้าไป!”
“เพลงหมัดมนุษย์เงือก โอหงิ·บุไรคัง!”