- หน้าแรก
- เกิดใหม่กลายเป็นอาร์เซอุสในโลกวันพีช
- บทที่ 1352: คุณหนูเริ่มสงสัยในตัวคุณแล้ว
บทที่ 1352: คุณหนูเริ่มสงสัยในตัวคุณแล้ว
บทที่ 1352: คุณหนูเริ่มสงสัยในตัวคุณแล้ว
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
บทที่ 1352: คุณหนูเริ่มสงสัยในตัวคุณแล้ว
ในเวลาที่ไม่ควรระวัง ควีนกลับระมัดระวังเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น เขาครุ่นคิดอย่างละเอียดเกี่ยวกับคนที่สามารถทำลายบาเรียป้องกันของเขาได้ จากนั้นก็พบว่าไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นรายชื่อยาวเหยียด
เพื่อรักษาหน้าของตัวเอง ควีนเลือกที่จะพูดแบบอ้อมๆ สรุปคือ เขาไม่เชื่อว่าเจ้าหัวเขียวที่ถือดาบสามเล่มตรงหน้าจะสามารถทำลายบาเรียป้องกันของเขาได้
ความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าควีนคาดการณ์ไม่ผิด คมดาบอยู่ห่างจากศีรษะของเขาไม่ถึงหนึ่งเมตร แต่ระยะหนึ่งเมตรนี้กลับกลายเป็นเหวที่โซโรไม่อาจข้ามผ่านไปได้
“บาเรียงั้นเหรอ?!”
“จะเข้าใจแบบนั้นก็ไม่ผิดหรอก สัมผัสถึงความต่างชั้นของพลังได้หรือยังล่ะ? อยากให้ฉันคนนี้เมตตา ปล่อยให้แกฟันต่ออีกสักสองสามดาบไหม? ให้ฉันได้สัมผัสหน่อยสิว่า พวกแมลงอ่อนแออย่างพวกแกดีแต่พูด เอาอะไรมามั่นใจถึงตำแหน่งราชาโจรสลัดนักหนา!”
มุมปากของควีนเผยรอยยิ้มดูแคลน ไม่เพียงแต่ไม่โต้ตอบ เขายังโบกมือเรียกโซโรเข้ามาอีกด้วย
“เจ้าบ้านี่... เพลงดาบลับสามดาบ: แยกหกวิถี!”
รอยฟันรูปกากบาทถูกทิ้งไว้บนบาเรียป้องกันของควีน หลังจากหลุดพ้นจากเกมแบบเทิร์นเบส ระยะเวลาของท่าป้องกันก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย นอกจากจะเจอกับสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งต่างชั้นจนไม่อาจต้านทานได้ ท่าป้องกันก็จะมีระยะเวลาคงอยู่ช่วงหนึ่ง
และควีนที่โดนอัดอยู่ทุกวันก็เป็นหนึ่งในผู้บริหารของโอนิงาชิมะที่มีระยะเวลาบาเรียยาวนานที่สุด ถึงแม้จะไม่มีประโยชน์ในการฝึกซ้อม แต่ในการต่อสู้จริงกลับมีประสิทธิภาพมาก
เวลาผ่านไปหลายปี โซโรกลับได้สัมผัสความรู้สึกเดียวกับโคสึกิ โอเด้งในไทม์ไลน์ดั้งเดิม บาเรียที่ดูเหมือนจะพังได้ง่ายๆ กลับแข็งแกร่งทำลายไม่ได้ ไม่ว่าจะฟันดาบไปอย่างไรก็ไร้ผล
ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดคือคุโรซึมิ โอโรจิเป็นแค่ขยะ ถึงจะกินผลปีศาจมายาไปก็ทำได้แค่ยืนรอรับการโจมตี แต่ควีนนั้นแข็งแกร่งจริงๆ เพียงแต่ว่ามักเจอกับพวกสัตว์ประหลาดระดับเดียวกันหรือแข็งแกร่งกว่า ทำให้ดูเหมือนเขาถูกกดดันอยู่เสมอ
เมื่อมีโอกาสหายากที่จะได้รังแกผู้อ่อนแอ ในใจของควีนก็ไม่อาจเก็บงำความยินดีไว้ได้อีกต่อไป ส่วนโซโรก็ได้ตัดสินใจครั้งใหม่ กลิ่นอายอันดำมืดแผ่ออกมาจากร่างกายของเขา อาวุธในมือถึงกับบิดเบี้ยวภายใต้อิทธิพลของกลิ่นอายนี้
“จิตปีศาจ: เพลงดาบเก้าดาบ!”
“สามหัวหกแขน? ผู้ใช้พลังงั้นเหรอ? แต่ดูไม่เหมือนแฮะ เป็นวิชาที่แปลกประหลาดจริงๆ”
“แต่มันก็สมเหตุสมผลดี เป็นเพราะฉันคนนี้แข็งแกร่งเกินไปต่างหาก เขาถึงได้ดูอ่อนแอ คนที่มาถึงโลกใหม่ได้ มันก็ต้องมีฝีมืออยู่บ้างล่ะนะ”
ด้วยจิตใจที่ไม่ย่อท้อ แม้จะไม่มีคนคอยส่งมุก ควีนก็สามารถคุยกับตัวเองเพื่อยกยอตัวเองได้
และควีนก็ยังคงมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในการป้องกันของตนเอง การโจมตีล่าสุดของโซโรดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง แต่ควีนก็ยังคงอยู่ในท่าทีสบายๆเหมือนกำลังดูละครฉากหนึ่ง
“อสุรา: ทะลวงเดชา!”
แคร็ก!
รอยร้าวปรากฏขึ้นบนบาเรียป้องกันของควีน วินาทีต่อมามันก็แตกสลายกลายเป็นจุดแสงกระจายไปทั่ว แต่ใบหน้าของควีนกลับไม่มีแววประหลาดใจเลย
“เจ้าหนูตาเดียว เห็นแก่ที่แกพยายามขนาดนี้ ฉันคนนี้จะเปลี่ยนวิธีจัดการกับแกก็แล้วกัน ถ้าปล่อยให้แกฟันไปเรื่อยๆ ต่อให้ฟันจนฟ้ามืดก็ไม่มีทางทำลายการป้องกันของฉันได้หรอก”
หลังจากได้เห็นความรุนแรงของท่าไม้ตายของโซโร ควีนก็ยกเลิกบาเรียป้องกันของตนเองล่วงหน้า จากนั้นก็ชักดาบคู่ของตนออกมาจากที่ไหนสักแห่ง และในพริบตาเดียวก็เคลือบมันด้วยฮาคิอันแข็งแกร่งมหาศาล
“ควีน เพลงดาบต่อเนื่องสุดวิจิตร!”
เห็นๆอยู่ว่าเป็นดาบ แต่ในมือของควีนกลับใช้มันราวกับค้อนหนัก ทุกครั้งที่เหวี่ยงดาบจะเกิดเสียงดังสนั่น ไม่นานก็ทำให้บริเวณนั้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อ
“เจ้าบ้านี่ไม่ใช่ยอดนักดาบเลยสักนิด!”
หลังจากปัดป้องการโจมตีของควีนไปได้สองสามครั้ง โซโรก็มองเห็นธาตุแท้ของอีกฝ่ายแล้ว ที่เรียกว่าเพลงดาบต่อเนื่องสุดวิจิตรนั่น เป็นเพียงการเหวี่ยงดาบมั่วซั่วไร้รูปแบบโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ว่าพละกำลังและฮาคิของควีนนั้นเหนือกว่าระดับของโซโร
ถึงแม้จะเป็นการฟันอย่างสะเปะสะปะ โซโรก็ต้องตั้งสมาธิอย่างสูงสุด
“ยอดนักดาบ? ดาบเอย ปืนเอย ปืนใหญ่เอย ล้วนเป็นอาวุธสังหารคน ขอแค่บรรลุเป้าหมายได้ จะเหวี่ยงแบบไหนมันก็เหมือนกันไม่ใช่รึไง?”
ในบรรดาผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มร้อยอสูร ไม่มีใครเป็นยอดนักดาบตามขนบเลยแม้แต่คนเดียว ดาบในมือของพวกเขาเป็นเพียงอาวุธ เป็นแค่เครื่องมือที่ใช้ประกอบการสังหารคู่ต่อสู้เท่านั้น
“แต่มาถึงตอนนี้ แกคงเข้าใจถึงความแตกต่างแล้วสินะ? สิ่งที่แกเชี่ยวชาญคือสิ่งที่ฉันไม่ถนัด แต่ถึงอย่างนั้นแกก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉันอยู่ดี!”
ตูม!
ควีนฟันดาบลงบนพื้น ฝุ่นดินที่ฟุ้งกระจายและคลื่นกระแทกบดบังทัศนียภาพ แต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เฝ้ามองดูสถานการณ์การต่อสู้
“พี่ควีนดูสนุกจังเลยนะ ถ้าพี่คิงได้เห็น ต้องดีใจมากแน่ๆ”
ดวงตาของเดรคเปล่งประกายไฟฟ้า กำลังใช้สายตาเอ็กซ์เรย์เพื่อสังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงในสนามรบ
“ทำไมคุณคิงถึงจะดีใจล่ะคะ?”
“พี่คิงเคยบอกไว้ว่า ‘ถ้าเจ้าควีนนั่นทำตัวเหลิงเมื่อไหร่ ไม่เกินสามวันจะต้องซวย แต่เจ้าบ้านั่นไม่เคยจำ’ ฉันจำได้ประมาณนี้นะ คงไม่ต่างกันมากหรอก”
“ว่าแต่ คนกลุ่มนั้นดูเหมือนจะมาทางนี้แล้วนะคะ เราจะยืนดูเฉยๆเหรอ?”
ดวงตาที่มาพร้อมกับความสามารถในการมองทะลุและการตรวจจับความร้อนโดยธรรมชาตินั้นสะดวกมาก ชุดสเตลธ์แบล็คที่จัดจ์คิดค้นขึ้นสามารถทำให้ร่างกายล่องหนได้ แต่ไม่สามารถปิดบังความร้อนได้ ในตอนนี้ ภายในสายตาของเดรค แหล่งความร้อนขนาดใหญ่กำลังพุ่งตรงมาทางเธอกับโรบิน
“ดูเหมือนก็ไม่เลวนะคะ ยังไงซะ ท่านควีนก็รับผิดชอบทุกอย่างไปแล้ว ถึงจะมีคนหนีไปได้ คนที่ซวยก็คือท่านควีนอยู่ดี”
“ฟังดูเข้าท่าดีนะ ถ้าถ่ายรูปเก็บไว้ พี่คิงอาจจะสนใจก็ได้”
ในเวลานี้ ควีนกำลังดื่มด่ำอยู่กับความสุขของตนเอง ไม่ได้ตระหนักเลยว่า "เพื่อนร่วมทีม" ที่อยู่ด้านหลังกำลังพูดอะไรกันอยู่ มิฉะนั้น เขาสามารถแสดงให้เห็นได้ทันทีว่า "เจ้าพ่อเสียงคำราม" เป็นอย่างไร
“งานอดิเรกของคนเรามันก็แปลกประหลาดหลากหลาย วิธีเอาชนะศัตรูก็มีมากมายหลายแบบ เห็นแก่ที่แกพยายามขนาดนี้ ท่านควีนคนนี้ตัดสินใจจะให้แกได้เห็นผลงานล่าสุดของฉัน”
แข่งเทคโนโลยีกับคนยุคหิน แข่งพละกำลังกับคนชรา นี่ล้วนเป็นหนทางสู่ชัยชนะอย่างหนึ่ง เพียงแต่ว่าตอนนี้ควีนไม่ได้อยากเอาชนะศัตรูในด้านที่พวกเขาถนัดที่สุด และก็ไม่ได้อยากใช้วิธีที่ศัตรูดูถูกที่สุดเพื่อเอาชนะพวกเขาเช่นกัน
แคปึง!
มือกลของควีนดีดหลอดทดลองอันหนึ่งออกมา ของเหลวสีชมพูเกิดฟองอากาศจำนวนมากเมื่อขวดสั่นไหว
“มาลองผลงานชิ้นเอกล่าสุดของฉันคนนี้หน่อยสิ กระสุนโรคระบาด: เมดูซ่า!”
เพียะ, เพียะ, เพียะ
อีกด้านหนึ่ง เสียงฝ่ามือของโรบินยังคงดังไม่หยุด
“ว่าแต่ เธอคิดจะตบเขาสักกี่ครั้งเหรอ แปดพันทีหรือเปล่า?”
ความสามารถเฉพาะตัวของเดรค: ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนหรืออายุเท่าไหร่ ขอเพียงแค่เธอคิดว่ารูปลักษณ์ภายนอกผ่านเกณฑ์ เธอก็จะสามารถเข้ากับอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี
นอกจากจะเชี่ยวชาญในหลักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่เหมือนใครแล้ว เธอยังเป็นพวกคลั่งไคล้คนหน้าตาดีตัวยงอีกด้วย อย่างน้อยโรบินก็ยังอยู่ในมาตรฐานความงามของเธอ การพูดคุยกันจึงเป็นไปอย่างธรรมชาติโดยไม่มีความรู้สึกแปลกหน้า
เนื่องจากโรบินเริ่มโจมตีอุซปหลังจากที่เขาโอ้อวดว่ามีลูกน้องแปดพันคน เดรคจึงคิดว่าโรบินอาจจะอยากตบให้ครบแปดพันครั้งจริงๆ
“ไม่ได้คิดแบบนั้นหรอกค่ะ ก็เหมือนกับที่ผู้ชายคนนี้ดูไม่เหมือนคนมีลูกน้องแปดพันคนนั่นแหละ ฉันก็แค่ตบส่งๆไปเท่านั้น ไม่ได้นับหรอกว่ากี่ครั้ง”
พูดจบโรบินก็หยุดการโจมตีอุซป แขนที่งอกออกมาจากผลฮานะฮานะมีพละกำลังเหมือนกับร่างต้นทุกประการ ในฐานะคนที่ออกภาคสนามทางโบราณคดีอยู่บ่อยครั้ง โรบินมีสมรรถภาพทางกายที่ยอดเยี่ยมและมีพละกำลังไม่น้อยเลยทีเดียว
ในตอนนี้ อุซปได้หมดสติไปแล้วพร้อมกับศีรษะที่บวมเป่งกลมดิก
“ช่างเถอะ ถ้าปล่อยให้พวกเขาหนีไปแบบนี้ ดูเหมือนพวกเราจะเสียหน้าแย่เลยนะ ฉันออกกำลังกายสักหน่อยดีกว่า”
เดรคสะบัดข้อมือแล้วลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ภายใต้การมองด้วยภาพความร้อน เธอเห็นได้อย่างชัดเจนว่าซันจิกำลังควบคุมเมคาละมั่งที่ล่องหนอยู่ พยายามจะช่วยเหลืออุซป
ตอนที่สร้างเมคาเหล่านั้น จัดจ์ไม่ได้รวมเมคาละมั่งของซันจิเข้าไว้ในรูปแบบการรวมร่างหลัก เมคาละมั่งดำรงอยู่ในฐานะยูนิตสนับสนุนด้านหลัง สามารถเปลี่ยนรูปเป็นอาวุธที่ใช้โดยเมคารวมร่างได้
ในทำนองเดียวกัน เมคาละมั่งก็มีพื้นที่ภายในที่ใหญ่ที่สุดด้วย เพียงพอให้ซันจิสามารถบรรจุเพื่อนร่วมทางบางคนเข้ามาข้างในได้
อุซปที่กำลังถูกโจมตีอยู่ก็อยู่ในขอบเขตการช่วยเหลือโดยธรรมชาติ โชคดีที่สมองของจัดจ์ยังไม่กลวงไปเสียหมด เมคาเหล่านี้มีความสามารถในการลอยตัวกลางอากาศ มิฉะนั้น ด้วยขนาดที่เทอะทะของเมคา ความสามารถของสเตลธ์แบล็คก็คงไร้ประโยชน์ไปแล้ว
“เจ้าหัวมอส แกต้องทนให้ได้นะเฟ้ย!”
จากหน้าจอภายใน ซันจิมองเห็นโซโรที่กำลังต่อสู้อย่างยากลำบาก แต่ยิ่งเป็นแบบนี้ เขาก็ยิ่งไม่สามารถเข้าไปช่วยโซโรได้ มิฉะนั้น พวกเขาคงจะต้องพ่ายแพ้ย่อยยับกันจริงๆ
“ผู้หญิงงั้นเหรอ? ขอโทษด้วยนะ คราวนี้ต่อให้เป็นผู้หญิงก็คงต้องลงมือแล้วล่ะ!”
ซันจิมีหลักการที่จะไม่ลงมือกับผู้หญิง แต่เมื่อต้องเผชิญกับความเป็นความตายของเพื่อนพ้อง เขาก็จำต้องเลือกที่จะทำลายหลักการนี้ ไม่สามารถมองดูเพื่อนพ้องล่มสลายไปโดยไม่ลงมือได้
เพียงแต่ว่า ดูเหมือนซันจิจะสัมผัสได้ถึงอันตรายบางอย่าง จึงควบคุมเมคาให้หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ
“เป็นอะไรไป ซันจิ เกิดปัญหาอะไรรึเปล่า?”
ช็อปเปอร์สามารถเข้าสู่ร่างมอนสเตอร์ได้โดยใช้รัมเบิ้ลบอล แต่หลังจากนั้น เขาก็จะเข้าสู่สภาวะอ่อนแอ เมื่อครู่ซันจิได้ดึงตัวช็อปเปอร์ที่อยู่ใกล้ๆเข้ามาในเมคา เมื่อเห็นซันจิที่จู่ๆก็ตัวแข็งทื่อไป ช็อปเปอร์ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
หากเป็นเวลาปกติ เมื่อเห็นซันจิใช้เรดสูทและเมคาสุดเท่นี้ ช็อปเปอร์คงจะวิ่งเล่นดีใจไปทั่วแล้ว และมีความเป็นไปได้สูงที่จะขอร้องซันจิ ให้ตัวเองได้ลองสัมผัสความรู้สึกของการควบคุมเมคาดูบ้าง
แต่ตอนนี้เขาไม่มีความคิดนั้นเลย พวกเขาได้เผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เข้าสู่โลกใหม่ แม้แต่ตอนอยู่ที่เกาะโฮลเค้ก พวกเขาก็ยังไม่เคยเจอสถานการณ์ที่เกือบจะพ่ายแพ้ย่อยยับเช่นนี้มาก่อน
“ฉันรู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นเหมือนจะมองฉันอยู่ตลอดเวลาเลย”
“ซันจิ! ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนใจผู้หญิงนะ! นายล่องหนอยู่นะ เธอจะมองเห็นนายได้ยังไงกัน?!”
ซันจิไม่มีเวลามาดูแลช็อปเปอร์ ทำได้เพียงยึดเขาไว้ชั่วคราวกับตำแหน่งชั้นวางของ ช็อปเปอร์มองไม่เห็นหน้าจอแสดงผลที่อยู่ตรงหน้าซันจิเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”
หากเป็นสถานการณ์ปกติ หลังจากเห็นเดรคแล้ว ซันจิควรจะเลือดกำเดาไหลพุ่งไปแล้ว
แต่ตอนนี้ ซันจิก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคาวเลือดเช่นกัน เพียงแต่ไม่ใช่เลือดกำเดา แต่เป็นโลหิตของสัตว์ป่าที่พลุ่งพล่านอย่างรุนแรง
ดวงตาที่เปล่งประกายสายฟ้าของเดรคเต็มไปด้วยจิตสังหาร บนที่ราบโล่งกว้าง เดรคเปรียบเสมือนสุดยอดนักล่าที่อันตรายที่สุด โลหิตในกายเธอไหลเวียนคำรามอย่างบ้าคลั่ง แม้จะอยู่ห่างไกลและมีเกราะเมคากั้นอยู่ ซันจิก็ยังรู้สึกขนลุกซู่
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ฝังลึกอยู่ในยีนกำลังร่ำร้องเตือนซันจิ บอกให้เขารู้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไรกันแน่
“สนมากไม่ได้แล้ว เตรียมยิงบ่วงบาศ”
อย่างไรเสีย จัดจ์ก็เป็นถึงนักวิทยาศาสตร์ระดับสุดยอด ระบบผู้ช่วยต่อสู้ที่พัฒนาขึ้นสำหรับเมคาช่วยให้ซันจิสามารถควบคุมความสามารถในการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว
ฟิ้ว!
กรงเล็บจักรกลอันหนึ่งพุ่งออกมาจากอกของเมคาละมั่ง ซันจิตั้งใจจะคว้าตัวอุซปกลับเข้ามาในเมคาแล้วรีบหนีไปจากที่นี่ทันที ทว่าในขณะที่เขากำลังคิดว่าเดรคจะตอบสนองอย่างไร เดรคกลับหยุดการเคลื่อนไหวของตัวเอง
“อะไรนะ?”
ตูม!
“อ๊า!”
ซันจิยังไม่ทันได้ตอบสนอง เมคาก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภายในห้องควบคุม สัญญาณเตือนภัยดังลั่น ข้อความแจ้งเตือนความเสียหายของตัวเครื่องปรากฏขึ้นตรงหน้าซันจิ แต่ที่แปลกคือ ซันจิไม่เห็นคนที่โจมตีเขาเลย เห็นเพียงโซโรที่ล้มลงอยู่บนพื้น
“มุฮ่าฮ่าฮ่า ท่านควีนคนนี้บอกแล้วไงว่าไม่ต้องให้คนอื่นลงมือ ฉันคนเดียวก็จัดการพวกแกทั้งหมดได้ นึกว่าเจ้าวิชาสามดาบนั่นจะถ่วงฉันได้จริงๆงั้นเหรอ? ฉันแค่อยากจะดูว่าพวกแกยังมีฝีมืออะไรเหลืออยู่อีกต่างหาก”
เสียงของควีนดังมาจากกลางอากาศ ส่วนร่างกายของโซโรก็แข็งทื่ออยู่กับที่ไปแล้ว
กระสุนโรคระบาด: เมดูซ่า จากการศึกษาโบราณคดีเทคโนโลยีของโอฮาร่า ควีนมีความก้าวหน้าในการควบคุมปัจจัยสายเลือดอยู่บ้าง เขาใช้ปัจจัยสายเลือดจากผลเมโรเมโรของแฮนค็อก ผสานกับฟีโรโมนอันเป็นเอกลักษณ์ของเฟโรโรเช ควีนก็ประสบความสำเร็จในการสร้างอาวุธใหม่ชิ้นนี้ขึ้นมา
ผลของมันคือการทำให้กลายเป็นหินในขอบเขตวงกว้าง ข้อเสียคือไม่ส่งผลถาวรเหมือนของแฮนค็อก จะคลายฤทธิ์เองโดยอัตโนมัติหลังจากผ่านไปประมาณสิบสองชั่วโมง เดิมทีควีนยังวางแผนที่จะวิจัยเวอร์ชัน 2.0 เพื่อเพิ่มอานุภาพของมันให้มากขึ้นอีกด้วย
แต่มันก็มีข้อดีเช่นกัน เมื่อเทียบกับอสูรน้ำแข็งที่ต้องใช้เวลาในการออกฤทธิ์ ฤทธิ์ยาของเมดูซ่าจะส่งผลทันที ฮาคิและสภาพร่างกายสามารถต้านทานได้บ้าง แต่โซโรที่โดนควีนโจมตีอย่างหนักไปก่อนหน้า ไม่สามารถรวบรวมเรี่ยวแรงมาต่อต้านได้
“เจ้าหนูนี่เป็นลูกชายของจัดจ์สินะ ที่เจ้านั่นสร้างเมคาแบบนี้ขึ้นมาได้ก็น่าประหลาดใจอยู่หรอก แต่ฉันคนนี้ต่างหากคือนักวิทยาศาสตร์อันดับหนึ่งของโลก!”
“สิ่งที่เจ้าจัดจ์สารเลวนั่นทำได้ ข้าก็ทำได้ สิ่งที่มันทำไม่ได้ ฉันก็ทำได้เหมือนกัน! มันจะเอาอะไรมาสู้กับฉัน?!”
ร่างกายของควีนกลับสู่สภาวะล่องหนอีกครั้ง ทำให้เกิดการต่อสู้ที่มองไม่เห็นกับเมคาละมั่งซึ่งก็เข้าสู่สภาวะล่องหนเช่นกัน
เนื่องจากถูกออกแบบมาให้เป็นรูปแบบสนับสนุน พลังต่อสู้ซึ่งหน้าของเมคาละมั่งจึงไม่แข็งแกร่งนัก ส่วนความแข็งแกร่งของควีนที่ได้มาจากการถูกซ้อมนั้นเป็นของจริง หากเป็นเมคารวมร่างที่ใช้ต่อสู้กับบิ๊กมัมในตอนนั้น ก็ยังพอจะต่อกรกับควีนได้บ้าง
แต่เพียงแค่ยูนิตนี้ยูนิตเดียว ในมือของควีนก็เป็นเพียงของเล่นเท่านั้น
“นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีเลยนะ ช็อปเปอร์ คุณนามิ หลังจากนี้พวกเธอต้องระวังตัวให้ดีนะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้านี่มันต้องใช้แบบนี้รึเปล่า?”
“ซันจิ นายจะทำอะไรน่ะ?”
“ทำบางอย่างที่จำเป็นต้องทำน่ะสิ เจ้าหัวมอสนั่นล้มไปแล้ว ต่อไปก็ถึงตาฉันแล้ว”
ซันจิกดปุ่มหนีฉุกเฉินบนตัวเครื่อง จากนั้นก็กดปุ่มสลัดออกอีกครั้ง
จากนั้น ตัวเครื่องก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เตรียมพร้อมที่จะพาสมาชิกที่เหลืออยู่ข้างในหนีไปยังที่ห่างไกล แต่ซันจิกลับออกจากเมคาของตนเองทางช่องทางออก
“ฉันไม่รู้หรอกว่าแกกับเจ้าจัดจ์นั่นมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน แต่อย่าเอาฉันไปรวมกับเจ้านั่นสิ! พวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย!”
“ขาปีศาจ: โคลิเย่ ชู้ต!”
ขาทั้งสองข้างของซันจิเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เตะเข้าใส่คอของควีนราวกับเหล็กร้อน แม้จะไม่ถูกขวางกั้นด้วยบาเรียโปร่งใสเหมือนโซโร แต่ฮาคิสีดำทมิฬก็ยังคงทำให้การโจมตีของซันจิหายไปเหมือนวัวดินลงทะเล ไม่มีการตอบสนองใดๆกลับมา
“ดูเหมือนจะเป็นเด็กมีปัญหาสินะ ฉันไม่สนใจปัญหาครอบครัวของเจ้าจัดจ์สารเลวนั่นหรอก แต่ด้วยเทคโนโลยีของเจอร์ม่าที่อยู่บนตัวแกเต็มไปหมด การบอกว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลยเนี่ย มันเชื่อได้ยากจริงๆ”
“แกพูดเรื่องอะไร? นอกจากเรดสูทแล้ว พลังนี้ไม่เกี่ยวกับเจอร์ม่าเลยแม้แต่น้อย!”
“มุฮ่าฮ่าฮ่า แกคิดว่าตัวเองเป็นชาวลูนาเรียรึไง? มนุษย์ธรรมดาไม่มีไฟลุกออกมาจากตัวหรอก อย่างมากก็แค่สร้างท่าที่เกี่ยวกับไฟขึ้นมาได้เท่านั้นแหละ”
“เห็นแก่ที่ขนมหวานฝีมือแกพอใช้ได้ ฉันคนนี้จะชี้แนะอะไรให้สักหน่อยก็แล้วกัน พลังที่แกมีอยู่นี่น่ะ มันเกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออกกับเจ้าจัดจ์สารเลวนั่นเลยนะ”
สำหรับกลุ่มหมวกฟางแล้ว อันที่จริงความสนใจของควีนนั้นมีมากกว่าไคโดเล็กน้อย ไคโดเพียงแค่มีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับลูฟี่เท่านั้น แต่ฝีมือการรักษาของช็อปเปอร์ เมล็ดพืชบนตัวอุซป ฝีมือทำอาหารของซันจิ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นที่สนใจของควีนทั้งสิ้น
“เห็นแก่ที่แกก็ไม่ชอบจัดจ์เหมือนกัน ฉันคนนี้จะให้โอกาสแกลองเข้ามาเป็นกรณีพิเศษดูเป็นไง? นี่เป็นโอกาสที่จะข้ามขั้นตอนการตรวจสอบ และติดต่อกับผู้บริหารระดับสูงได้โดยตรงเลยนะ”
“ฟังดูก็ไม่เลวนี่? แต่ฉันมีกัปตันของฉันอยู่แล้ว!”
“มาอีกแล้ว ต่อไปแกก็จะบอกว่ากัปตันของพวกแกจะต้องเป็นราชาโจรสลัด แกจะต้องโค่นฉันให้ได้สินะ การต้องมาฟังเรื่องตลกไร้สาระแบบนี้ซ้ำๆมันน่าเบื่อจริงๆ”
“ความน่าจะเป็นที่กัปตันของพวกแกจะได้เป็นราชาโจรสลัดน่ะ มันก็เหมือนกับความน่าจะเป็นที่คุณหนูของเราจะไม่ตีฉันอีกแล้วนั่นแหละ คือแม่งเป็นไปไม่ได้”
ควีนแคะหูตัวเอง แสดงท่าทีดูถูกคำประกาศเช่นนี้อย่างยิ่ง แต่ในวินาทีต่อมา สีหน้าของควีนก็พลันเปลี่ยนเป็นบูดบึ้ง
ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ซันจิทำหรือพูด แต่เป็นเพราะโรบินที่อยู่ทางนั้นเริ่มเคลื่อนไหว
“หมื่นบุปผา: ร่างมาร!”
ในทิศทางที่เมคาของซันจิกำลังหลบหนี โรบินร่างยักษ์มหึมาก็ปรากฏตัวขึ้นที่นั่น
ด้วยพลังของผลฮานะฮานะ เธอก็สามารถสร้างร่างยักษ์ของตัวเองขึ้นมาได้เช่นกัน ในสภาพนี้ เธอมีพละกำลังเทียบเท่ากับเผ่ายักษ์ เพียงแต่อยู่ได้ไม่นาน แต่ก็เพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว
เมื่อไม่มีซันจิเป็นผู้ควบคุม เมคาก็สูญเสียความสามารถในการล่องหนดั้งเดิมไป ร่างยักษ์ที่โรบินสร้างขึ้นมาจึงขวางอยู่บนเส้นทางหลบหนีที่พวกเขาต้องผ่านพอดิบพอดี
ตูม!
โรบินกำหมัดทั้งสองข้าง ทุบเมคาละมั่งที่กำลังหลบหนีให้จมลงไปในพื้นดินในคราวเดียว
“ท่านควีน มีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ?”
“บอกว่าฉันคนนี้จะจัดการเองทั้งหมดไม่ใช่รึไง? นี่เธอกำลังทำอะไร?”
“ต่อให้ปล่อยพวกมันหนีไปก่อนห้านาที ฉันก็จับพวกมันกลับมาได้อยู่ดี!”
ดูเหมือนว่าไม่ได้เจอเกมตบเด็กง่ายๆแบบนี้นานเกินไป ควีนยังคงดื่มด่ำอยู่กับความสุขนั้น และรู้สึกไม่พอใจที่โรบินมาตัดทอนกิจกรรมบันเทิงที่กำลังจะตามมาของเขา
แน่นอนว่า เหตุผลที่ใหญ่กว่านั้นคือเขากังวลว่าอีกสักพักยามาโตะหรือไคโดจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างมาตำหนิเขา
【ลุงควีน ปฏิบัติภารกิจได้ไม่สมบูรณ์แบบเลยนะคะ】
【โว่ะโรโรโร่ะ ไอ้พวกตัวเล็กแค่นั้นยังต้องให้เด็กผู้หญิงช่วยอีกรึ? ดูท่าแกคงต้องฝึกพิเศษเพิ่มแล้วล่ะ ควีน】
เขาถึงกับจินตนาการน้ำเสียงและท่าทางของยามาโตะกับไคโดออกไปแล้ว
“อ้อ เรื่องนั้นน่ะค่ะ เมื่อครู่คุณหนูถามฉันว่า ทำไมแค่จัดการกับพวกตัวเล็กแค่นี้พวกเราถึงใช้เวลานานขนาดนี้ แถมยังเอะอะเสียงดังอีกด้วย เธอบอกให้พวกเรารีบหน่อย ฉันก็เลยลงมือค่ะ”
“ไม่ใช่แค่ฉันนะคะ คุณเดรคก็ไปด้วยเหมือนกัน ทั้งหมดนี้เป็นคำสั่งจากท่านโอนิฮิเมะค่ะ ท่านควีน”
เหตุผลของโรบินทำให้ควีนไม่อาจโต้แย้งได้ ไคโดและอาเซอุสไม่ได้อยู่ที่นี่ ดังนั้นคำสั่งของยามาโตะจึงถือเป็น "ราชโองการ" ของวะโนะคุนิ ในเรื่องหลักการสำคัญต่างๆ ไคโดและอาเซอุสได้จัดการวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว
ส่วนเรื่องที่เหลือ พวกเขาสามารถไปฟ้องร้องหลังจากอาเซอุสหรือไคโดกลับมาได้ แต่การขัดคำสั่งถือเป็นการทำผิดกฎ
“เจ้าเด็กบ้านวินสโมค เป็นความผิดของแกทั้งหมด!”
“???”
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_