- หน้าแรก
- เกิดใหม่กลายเป็นอาร์เซอุสในโลกวันพีช
- บทที่ 1344 สามยักษ์ใหญ่แห่งเรือนจำ
บทที่ 1344 สามยักษ์ใหญ่แห่งเรือนจำ
บทที่ 1344 สามยักษ์ใหญ่แห่งเรือนจำ
【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】
【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】
【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】
บทที่ 1344 สามยักษ์ใหญ่แห่งเรือนจำ
“ลามี่ นี่ลูก...”
ราตรีมาเยือน แสงไฟในอารามค่อยๆดับลง แม้แต่เปลวไฟบนหลังของแกลล็อปก็เริ่มริบหรี่ลง ในเวลานี้เอง ลามี่ก็แบกร่างลอว์กลับมาถึงอาราม
“หนูพาพี่ชายกลับมาแล้วค่ะ แบบนี้เขาก็จะไม่ไปล่วงเกินคุณไคโดแล้ว”
หลังจากจัดหมอนอิงเล็กน้อย ลามี่ก็วางลอว์ลงบนเก้าอี้ แถมยังจัดตำแหน่งศีรษะให้เขาด้วย
ถึงแม้ลอว์จะตัวสูงกว่าลามี่มาก แต่การทำเรื่องแค่นี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไรสำหรับเธอเลย
นี่ก็เป็นเหตุผลที่ลามี่คิดว่าตนเองสามารถทำหน้าที่ซิสเตอร์นักรบได้เช่นกัน เธอผ่านการฝึกฝนการต่อสู้อย่างเต็มที่ และถือเป็นผู้โดดเด่นในหมู่สมาชิกอารามรุ่นเดียวกัน
เพียงแต่พฤติกรรมที่ดูป่าเถื่อนเล็กน้อยของลามี่ ก็ยังทำให้ซิสเตอร์มิสุรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง ดูเหมือนว่าภายใต้สภาพแวดล้อมของกลุ่มร้อยอสูรแห่งนี้ ไม่ว่าปกติจะสงบเสงี่ยมแค่ไหน เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องพิเศษบางอย่าง สัญชาตญาณความรุนแรงในตัวก็จะปรากฏออกมา
ซิสเตอร์มิสุเคยคิดเหมือนกันว่าลามี่อาจจะใช้วิธีนี้ แต่ไม่นึกว่าลามี่จะทำได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ในบรรดาโจรสลัดรุ่นใหม่ลอว์ก็ถือเป็นหนึ่งในผู้ที่โดดเด่น
ในสายตาของรัฐบาลโลก เขามีคุณสมบัติพอที่จะดำรงตำแหน่ง 7 เทพโจรสลัดได้ แต่ดูจากสภาพแล้ว การต่อสู้ระหว่างเขากับลามี่คงใช้เวลาไม่ถึงไม่กี่นาทีด้วยซ้ำ
“พี่ชายเขาน่ะ เหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด ไม่ได้ระวังตัวกับหนูเลยแม้แต่น้อย ซิสเตอร์คะ ขอเวลาให้หนูหน่อย หนูอยากคุยกับพี่ตามลำพังสักครู่ ได้ไหมคะ?”
เมื่อเห็นลามี่สวมกำไลข้อมือไคโรเซกิให้ลอว์อีกอัน ซิสเตอร์มิสุก็ถอยออกจากห้องไป เริ่มการลาดตระเวนยามค่ำคืนของวันนี้
ลามี่ควบคุมพิษที่สังเคราะห์ขึ้นใหม่เพื่อทำลายพิษที่ทำให้ลอว์สลบไป ไม่นานนักลอว์ก็ตื่นขึ้นมา แถมยังไม่มีอาการปวดหัวเลยแม้แต่น้อย ในกระบวนการปลุกลอว์ ลามี่ได้กำจัดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ไปหมดสิ้นแล้ว
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าลอว์จะสงบสติอารมณ์ได้หลังจากฟื้นคืนสติ เมื่อเขารู้สึกตัว นิ้วมือก็ขยับเพื่อจะใช้ 'รูม' ตามสัญชาตญาณ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆเกิดขึ้น
“ใจเย็นๆค่ะพี่ กำไลข้อมืออันนั้นทำจากไคโรเซกิความบริสุทธิ์สูง มีเพียงช่างฝีมือของวาโนะคุนิเท่านั้นที่มีวิธีพิเศษในการตีไคโรเซกิ ไม่อย่างนั้นการจะสร้างอุปกรณ์แบบนี้ขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
“เธอเป็นใครกันแน่?”
“ก็ต้องเป็นน้องสาวของพี่สิคะ ตอนแรกที่พี่เจอซิสเตอร์ พี่ยังขอให้ท่านช่วยเก็บเป็นความลับอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?”
“ทำไมล่ะ? พอเจอความจริงเข้า กลับไม่กล้ายอมรับงั้นเหรอ? ไหนให้หนูคิดดูสิ ตอนพี่อายุหกขวบ...”
“พอแล้ว ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันรู้ว่าเธอคือลามี่”
เมื่อเห็นว่าลามี่ทำท่าจะแฉอดีตอันดำมืดของตน ลอว์ก็รีบห้ามเธอทันที
สิ่งที่เขาสงสัยไม่ใช่ตัวตนของลามี่ แต่เป็นการกระทำของลามี่ที่ทำให้เขารู้สึกแปลกแยก
“เฟลแวนซ์ล่มสลายไป 16 ปีแล้ว กาลเวลาขนาดนี้แม้แต่คนที่สนิทสนมกันก็ยังเปลี่ยนแปลงไปได้ ไม่ต้องพูดถึงพวกเราที่ไม่ได้เจอกันเลยในช่วงเวลานี้”
“แต่นั่นไม่สำคัญ หนูเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าความทรงจำเริ่มคลายออกตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ในเมื่อเราเพิ่งจะได้เจอกันแท้ๆ พี่จำเป็นต้องเดินไปสู่ทางตันด้วยเหรอคะ?”
ไม่มีคำพูดเกริ่นนำยืดยาว ลามี่รู้ดีว่าลอว์ในตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะมารำลึกความหลัง หากไม่คลี่คลายปัญหาตรงหน้าให้กระจ่าง ก็จะส่งผลกระทบต่อเรื่องในอนาคตเท่านั้น
“เธอรู้หมดแล้ว?”
“พี่คะ พี่ไม่ใช่คนโง่ พี่น่าจะรู้ดีว่าถึงแม้ตอนนี้กลุ่มร้อยอสูรจะถูกรัฐบาลโลกเรียกว่าโจรสลัด แต่สิ่งที่กลุ่มร้อยอสูรทำได้นั้นเหนือกว่าที่โจรสลัดทั่วไปจะทำได้มากนัก”
“ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังมีระบอบการปกครองที่พิเศษมากๆ ในฐานะสมาชิกของลัทธิเทพอาเซอุส หนูก็ย่อมรู้เรื่องบางอย่างอยู่แล้ว”
“เก็บลูกไม้เล็กๆน้อยๆของพี่ไปก่อนเถอะค่ะ กำไลข้อมืออันนั้นพี่ถอดมันออกไม่ได้หรอก พี่”
ลามี่กำลังเช็ดตราสัญลักษณ์ของลัทธิบนโต๊ะ แต่หางตาก็เหลือบไปเห็นการเคลื่อนไหวของนิ้วมือลอว์
“พูดง่ายๆก็คือ เธออยากจะปกป้องโดฟลามิงโก้งั้นเหรอ? พวกเธอน่าจะได้เทคโนโลยีผลปีศาจเทียมไปแล้วนี่ เขายังมีความหมายอะไรกับพวกเธออีก?”
“ปกป้องเขา? พี่คะ ทำไมพี่ถึงคิดแบบนั้น? ที่หนูรีบร้อนมาขวางพี่ ก็แค่อยากจะปกป้องพี่เท่านั้นเอง”
ฝ่ามือลูบผ่านตราสัญลักษณ์ ตราสีเงินขาวสะท้อนแสงไฟเป็นประกายแวววาว ลามี่ยืดตัวตรง นั่งหน้าโต๊ะอย่างสง่างาม
“พี่มองโดฟลามิงโก้สูงเกินไปแล้ว ชื่อเสียงของเขาภายในองค์กรเราไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทั้งซิสเตอร์และคุณหนูใหญ่ต่างก็ไม่ชอบเขา คุณไคโดเองก็ไม่ได้ใส่ใจเขาด้วยซ้ำ”
“โดฟลามิงโก้ไม่เคยเป็นลูกน้องของกลุ่มร้อยอสูร แต่เป็นฝ่ายเข้ามาหาเราเองหลังจากกำจัดพ่อค้าตลาดมืดในเขตหนึ่งไป ตอนนั้นเขามีความสามารถดี ความสัมพันธ์มันก็เลยดำเนินมาแบบนั้น”
“ถึงแม้เขาจะลงทุนลงแรงไปไม่น้อย แต่เขาก็อาศัยชื่อเสียงของกลุ่มร้อยอสูรเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ที่ตัวเองต้องการเช่นกัน พวกเราไม่ได้ติดหนี้บุญคุณอะไรเขาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปอุ้มชูเขาเป็นพิเศษหรอกค่ะ”
พูดถึงตรงนี้ ลามี่ก็หยุดไปครู่หนึ่ง หยิบหลักคำสอนข้างๆยื่นให้กับลอว์ที่อยู่ตรงข้าม
“ที่คุณหนูใหญ่พาเขากลับมา ก็เพราะตอนนั้นเขายังมีความเกี่ยวข้องกับพวกเราอยู่ ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ก็ไม่อาจปล่อยให้คนนอกมาทำอะไรเขาต่อหน้าพวกเราได้”
“ตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่นี่คือวาโนะคุนิ ในเมื่อโดฟลามิงโก้ได้รับอนุญาตอย่างเงียบๆให้อาศัยอยู่ที่นี่ ถ้าเขาตายไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก็ต้องมีคนชดใช้”
“กฎเกณฑ์ที่วางไว้ในวาโนะคุนิตลอดหลายสิบปีมานี้ ไม่อาจถูกทำลายลงง่ายๆได้”
“สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่สถานที่ต่างหากค่ะ”
เนื่องจากผลของพลัง ลามี่จึงมีนิสัยรักสะอาดในแบบที่ต่างออกไป หลังจากใช้พลังทำความสะอาดโต๊ะจนไร้ฝุ่นแล้ว สายตาของเธอก็สบกับลอว์อีกครั้ง
“ที่นี่มีจักรพรรดิแห่งท้องทะเล มีอดีตพลเรือเอก มีพระผู้เป็นเจ้าผู้นำความรุ่งโรจน์มาสู่โลก พี่อาจจะไม่ได้เจอพวกเขา แต่เมื่อกฎของที่นี่ถูกคนนอกเหยียบย่ำ จะไม่มีใครนิ่งดูดายแน่นอน”
“พี่คะ ความแตกต่างระหว่างจักรพรรดิแห่งท้องทะเลกับตัวพี่เองมันมากแค่ไหน หนูคงไม่ต้องย้ำใช่ไหมคะ?”
“ที่พี่เข้ามาได้ ไม่ใช่เพราะแผนของพวกพี่แยบยลอะไรหรอก แค่เพราะคุณไคโดเบื่อๆ อยากจะเล่นสนุกเท่านั้น ตอนนี้หยุดมือยังทันนะคะ”
“ลามี่ เธอไม่เข้าใจหรอก ฉันกับเจ้าโดฟลามิงโก้นั่น...”
“ไม่ค่ะ หนูเข้าใจ เขาฆ่าน้องชายแท้ๆของตัวเอง ซึ่งก็คือแสงสว่างในใจของพี่ในตอนนั้น พี่ก็เลยอยากจะแก้แค้นเขา”
“ตอนนี้แผนการของเขาล้มเหลวไปแล้ว หนูไม่ยอมให้พี่ไปทำการผ่าตัดมอบชีวิตอมตะให้เขาหรอก แล้วเขาก็สูญเสียตำแหน่งเดิมไปแล้ว ทำได้เพียงมีชีวิตอยู่ในฐานะผู้ชมเท่านั้น”
“เธอรู้เยอะเหมือนกันนะเนี่ย...”
“ก็มีรุ่นพี่คาบุอยู่นี่คะ เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นเขาก็เล่าให้พวกเราฟังหมดแล้ว ช่วงนี้เขาก็เป็นห่วงเป็นใยคอยปกป้องเจ้าหมวกฟางแทบแย่เลยล่ะค่ะ”
“รุ่นพี่คาบุเนี่ยนะ...”
คำพูดนี้อาจกล่าวได้ว่าทำให้อุณหภูมิในใจของลอว์ลดต่ำลงไปอีกครั้ง ที่แท้แมลงที่เขาไว้ใจที่สุดก็เป็นคนของกลุ่มร้อยอสูรมาตลอด เมื่อมีเงื่อนไขนี้เป็นพื้นฐานแล้ว การที่กลุ่มหมวกฟางเพลี่ยงพล้ำก็ไม่แปลกเลยจริงๆ
“เพราะฉะนั้นพี่คะ เลิกยึดติดกับสิ่งที่ทำไม่ได้แล้วเถอะค่ะ ความฝันของพี่ตอนนั้นคือการเป็นหมอไม่ใช่เหรอ?”
“ที่นี่มีทีมงานชั้นยอดที่สุด อุปกรณ์ล้ำสมัยที่สุด เพื่อนร่วมงานที่หมอนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันหา พี่สามารถทำตามความฝันในตอนนั้นให้เป็นจริงที่นี่ได้ ไม่ใช่จมอยู่กับความแค้น”
“เรื่องราวในตอนนั้น ควรจะปล่อยวางได้แล้วค่ะ”
“เรื่องแบบนี้จะให้ปล่อยวาง มันง่ายขนาดนั้นที่ไหนกัน...”
ลอว์นึกถึงตอนที่อยู่ในยมโลก โรซินันเต้ก็เคยเกลี้ยกล่อมให้เขาปล่อยวางเช่นกัน เพียงแต่เวลาผ่านไปหลายปี เรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นความยึดมั่นฝังใจของเขาไปเสียแล้ว
“บางทีนี่อาจจะเป็นโชคชะตาของฉันล่ะมั้ง ชื่อเต็มของพวกเราคือ ทราฟาลการ์ D. วอเตอร์... 'D' คือนามแฝง, 'วอเตอร์' คือนามต้องห้าม ถ้าหากตระกูล D คือศัตรูตามธรรมชาติของพระเจ้า งั้นฉันกับเขาที่เป็นชาวมังกรฟ้า ก็ย่อมเป็นศัตรูกันโดยธรรมชาติอยู่แล้ว”
“ที่ไหนจะมีโชคชะตาอะไรกันคะพี่ พี่น่ะยึดติดเกินไปแล้ว D ไม่ใช่การสืบทอดแบบที่พี่คิด ถ้าต้องการล่ะก็ ชื่อของใครๆก็สามารถมี D ได้ทั้งนั้น”
“โดฟลามิงโก้ฆ่าผู้มีพระคุณของพี่ แล้วต้นเหตุที่ทำให้เฟลแวนซ์ล่มสลายล่ะ? ฆาตกรที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องตายล่ะคะ?”
“พี่ทำทุกอย่างโดยไม่สนอะไรเพื่อเรื่องนี้ แล้วความแค้นของประเทศชาติและครอบครัวเราล่ะ จะทำยังไง?”
เรื่องของ D น่ะ เซาโลเป็นคนพูดเอง เขาที่เป็นเผ่ายักษ์ก็เป็นคนของตระกูล D เหมือนกัน ดังนั้นลามี่จึงพยายามโต้แย้งความคิดของลอว์อย่างเต็มที่ ถึงแม้จะทำให้ลอว์พูดไม่ออกไปชั่วขณะ แต่จากท่าทางของลอว์ ลามี่ก็สัมผัสได้ว่าเขายังไม่ได้เปลี่ยนความคิดของตนเอง
ในเรื่องของความยึดติด ครอบครัวของพวกเขาก็มีทัศนคติคล้ายๆกัน ลอว์ยังไม่อาจปล่อยวางความแค้นได้ในทันที ลามี่เองก็เช่นกัน เพียงแต่สิ่งที่เธอเกลียดชังไม่ใช่คนคนเดียว แต่เป็นคนทั้งกลุ่ม
เมื่อเห็นลอว์เงียบไป ลามี่ก็พลันเอ่ยประโยคนี้ออกมา
“ซิสเตอร์กำลังจะนำกองอัศวินไปเข้าร่วมสงครามในไม่ช้านี้แล้วค่ะ และหนูก็ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะเข้าร่วมรบด้วย”
“สงคราม? เดี๋ยวสิ ทำไมเธอต้องไปเข้าร่วมเรื่องแบบนั้นด้วย!”
“ก็เหมือนกับพี่นั่นแหละค่ะ เพราะความแค้น แต่ไม่ใช่แค่ส่วนตัว เป็นความแค้นของเฟลแวนซ์ทั้งประเทศและของคุณพ่อคุณแม่ พอคิดแบบนี้ หนูก็ไม่มีสิทธิ์ไปว่าพี่เหมือนกัน”
“พวกเราต่างก็เป็นคนเอาแต่ใจ ถึงแม้จะต้องแบกรับความเสี่ยงมหาศาล ก็ไม่ยอมเปลี่ยนความคิดในใจ”
“แต่ว่าตอนนี้ หนูจะขอเป็นฝ่ายลงมือก่อน เดิมทีหนูก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอก แต่พี่คงไม่ยอมแพ้ง่ายๆแน่ เพื่อความปลอดภัยของพี่ พี่คงต้องลำบากหน่อยชั่วคราวนะคะ”
ขณะที่พูด ร่างกายของลามี่ก็แสดงปฏิกิริยาคล้ายของเหลวออกมาอีกครั้ง เมื่อเห็นท่าทางที่คุ้นเคยนั้น ลอว์ก็พลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาทันที
“เดี๋ยวก่อน!”
ลอว์พยายามจะห้ามลามี่ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ความง่วงงุนระลอกนั้นก็ถาโถมเข้าใส่จิตใจอีกครั้ง ลอว์สูญเสียสติสัมปชัญญะไปอีกครา
“ลามี่ ลูกตัดสินใจจะทำแบบนี้จริงๆเหรอ?”
ในขณะที่ลามี่กำลังจะย้ายตำแหน่งของลอว์อีกครั้ง ซิสเตอร์มิสุก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆเธอ ภายในอารามไม่มีคุกใต้ดินสกปรก หรือห้องสอบสวนมืดๆอะไรพรรค์นั้นหรอก
ที่นี่เป็นโบสถ์ที่ปกติธรรมดามากๆ สถานที่เดียวที่พอจะเรียกว่าใช้ลงโทษได้ ก็คือลานฝึกของกองอัศวิน ที่นั่นเป็นสถานที่ที่เหล่าอัศวินหลั่งหยาดเหงื่อและหยดเลือด
ในเมื่อไม่สามารถเกลี้ยกล่อมลอว์ได้ในเวลาอันสั้น แล้วก็ไม่สะดวกที่จะจัดหาคนมาคอยจับตาดูเขาได้ทุกวัน ก็คงต้องหาสถานที่ที่เป็นมืออาชีพหน่อยแล้ว
“ถึงแม้จะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แต่หนูจะไปพูดคุยกับคุณบาบานูกิให้เรียบร้อยเองค่ะ ให้พี่ต้องลำบากหน่อยสักสองสามวัน รอให้สงครามจบแล้วหนูค่อยกลับมาคุยปัญหานี้กับเขาก็พอ”
“ลูกก็รู้ แม่ไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้”
“ขอโทษค่ะซิสเตอร์ บางทีครอบครัวเราอาจจะหัวรั้นกันไปหน่อย แต่ในเมื่อเหล่าอัศวินสามารถบุกตะลุยในสนามรบ อุทิศพลังของตนเพื่อสงครามศักดิ์สิทธิ์ได้ หนูก็ทำได้เหมือนกัน”
“ต่อให้ไม่ได้ลงสนามรบ หนูก็ยังสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้พวกเขาในหน่วยพยาบาลสนามได้ หนูไม่อยากอยู่แต่แนวหลังตลอดไปหรอกค่ะ”
ลามี่ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมลอว์ได้ และซิสเตอร์มิสุก็ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมลามี่ได้เช่นกัน ในที่สุดเธอก็ยอมให้ลามี่ร่วมเดินทางไปกับกองทัพในฐานะเจ้าหน้าที่แพทย์ของลัทธิเทพอาเซอุส
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อลอว์ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เรือรบของลัทธิเทพอาเซอุสก็ได้มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่การวิเคราะห์ข่าวกรองคาดการณ์ว่าอาจเกิดสงครามขึ้นแล้ว ส่วนลอว์ก็ตื่นขึ้นมาในห้องที่ดูอบอุ่นอยู่บ้างห้องหนึ่ง
“ที่นี่คือ... คุกงั้นเหรอ?!”
“คุณลอว์? ท่านตื่นแล้วเหรอครับ คุณลามี่ฝากให้พวกเราแจ้งท่านว่า รบกวนให้ท่านทนลำบากหน่อยสักสองสามวันนี้นะครับ นอกจากการออกจากที่นี่แล้ว พวกเราจะพยายามตอบสนองความต้องการของท่านทุกอย่าง นี่หนังสือพิมพ์ของวันนี้ครับ ส่วนนี่เป็นถ่ายทอดสดข่าวของวาโนะคุนิ ท่านอยากจะดูอันไหนก่อนครับ?”
ขอเพียงมีเงื่อนไขเพียงพอ แม้แต่ในคุกก็สามารถตกแต่งให้หรูหราเหมือนโรงแรมห้าดาวได้ ลอว์ก็จัดอยู่ในกรณีพิเศษนี้ เขาไม่ใช่นักโทษ แต่ถูกส่งมาในฐานะผู้ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
ไม่เพียงแต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่ยังไม่ต้องไปทำงานใช้แรงงานอย่างการขุดเหมืองอีกด้วย
ถึงแม้ที่อื่นจะไม่มีกำลังคนสำหรับเฝ้าคนโดยเฉพาะ แต่ที่อุด้งแห่งนี้ การดูแลนักโทษคืองานหลัก การแบ่งกำลังมาดูแลเพิ่มเล็กน้อยจึงเป็นเรื่องง่ายมาก
ในวินาทีนี้ ลอว์ก็ได้สัมผัสแล้วว่า ราชาแห่งการอ่านหนังสือพิมพ์อย่างอิสระนั้นเป็นอย่างไร
“โทราโอะ?! นายก็มาที่นี่ด้วยเหรอ!”
ยังไม่ทันที่ลอว์จะได้ยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้ เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างหูเขา ปรากฏว่าลูฟี่ทิ้งหินยักษ์ที่แบกอยู่บนบ่า แล้ววิ่งพรวดมาหาลอว์ ทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น
“อันนั้นดูน่าอร่อยจัง ขอฉันกินคำนึงได้ไหม?”
ตามนิสัยของลูฟี่แล้ว ถ้าเขาคิดว่าอะไรน่าอร่อย วินาทีที่ถาม มือก็คงยื่นออกไปแล้ว เพียงแต่ข้อจำกัดของไคโรเซกิทำให้เขาสูญเสียความสามารถนี้ไป ได้แต่ยืนน้ำลายไหลอยู่หลังลูกกรง
“นี่มันใช่เวลามากินของหรือไง?! นายถูกจับเข้าคุกมานะ ทำใจเย็นแบบนี้มันเหมาะสมแล้วเหรอ?”
“แต่ว่าฉันยังคิดไม่ออกเลยว่าจะหนีออกไปยังไงดี เฮราครอสก็ไม่ช่วยฉันคิดหาวิธี แถมยังแนะนำให้ฉันเข้าร่วมกลุ่มร้อยอสูรไปเลยตลอด โทราโอะ หรือว่านายจะช่วยฉันคิดหน่อยสิ ว่าฉันจะแหกคุกได้ยังไง?”
ลอว์ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองไปทางผู้คุมที่เพิ่งคุยกับตนเมื่อครู่ ปรากฏว่าผู้คุมคนนั้นทำสีหน้าพูดไม่ออกอย่างยิ่ง จากนั้นก็หยิบขลุ่ยไม้ไผ่อันหนึ่งออกมาเป่า
ไม่นานนัก เฮราครอสก็กระพือปีกบินมา คว้าตัวลูฟี่ลากออกไปทันที
“เดี๋ยวก่อนสิ เฮราครอส ทำไมโทราโอะไม่ต้องทำงานก็มีของกินได้ล่ะ แบบนี้มันไม่ยุติธรรมนี่นา!”
“เฮรา!”
เฮราครอสตวาดใส่ลูฟี่คำหนึ่ง จากนั้นก็แสดงสีหน้าที่เหมือนมนุษย์มากๆ เป็นสีหน้าผิดหวังอย่างแรง
ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ลอว์ ลูฟี่และคิด สามบุรุษที่ควรจะถูกขนานนามว่าเป็นสามยักษ์ใหญ่แห่งยุคสมัยที่เลวร้ายที่สุด ณ หมู่เกาะชาบอนดี้ ก็ได้มาพบกันโดยพร้อมเพรียงที่อุด้ง และเผยให้เห็นสถานการณ์ที่แตกต่างกันสามแบบ
ลอว์ผู้ไม่ได้ทำอะไรเลย ถูกกักบริเวณชั่วคราวไว้ที่นี่ด้วยความช่วยเหลือจากน้องสาว ถึงแม้จะสูญเสียอิสรภาพไปชั่วคราว แต่สภาพความเป็นอยู่กลับดีกว่าคนทั่วไปมาก
ลูฟี่ผู้ก่อเรื่องเล็กน้อย แต่ไม่ได้ล้ำเส้นกฎเกณฑ์ ด้วยความช่วยเหลือของเฮราครอส จึงได้รับการปฏิบัติที่ดีพอสมควรในคุก ขอเพียงทำงานก็ได้อาหารอย่างเพียงพอ แถมยังมีสวัสดิการเล็กๆน้อยๆด้วยซ้ำ
ส่วนคิดที่ไม่มีเส้นสายใดๆเป็นเพียงผู้พ่ายแพ้ที่ถูกจับเข้ามา กลับถูกปฏิบัติเหมือนนักโทษคนอื่นๆถูกขูดรีดแรงงาน แต่ทว่าเนื่องจากพฤติกรรมที่แข่งขันอย่างบ้าคลั่ง เขากลับกินจนตัวเองอ้วนขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ...
ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_