เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1324 แววตาที่อยากจะแทงคนมันปิดไม่มิด

บทที่ 1324 แววตาที่อยากจะแทงคนมันปิดไม่มิด

บทที่ 1324 แววตาที่อยากจะแทงคนมันปิดไม่มิด


【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】

【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】

【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】

บทที่ 1324 แววตาที่อยากจะแทงคนมันปิดไม่มิด

โซโลจำต้องพักอยู่ที่บ้านของเฮียวโกโร่ด้วยเหตุสุดวิสัย ในฐานะอดีตหัวหน้าแก๊งยากูซ่า บ้านของเฮียวโกโร่จึงมีพื้นที่กว้างขวางอย่างยิ่ง แม้จะดัดแปลงพื้นที่ส่วนใหญ่ให้กลายเป็นโรงฝึกไปแล้ว ก็ยังคงมีห้องพักแขกเหลือพอสำหรับโซโล

คืนนั้น โซโลไม่ได้หลับเลยทั้งคืน เพราะเขาบังเอิญไปเจอแผนที่แผ่นหนึ่งในห้องพักแขก

การแขวนแผนที่ไว้ในบ้านถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่แผนที่ยุทธศาสตร์กับแผนที่ท่องเที่ยวก็เป็นคนละสิ่งกัน ในฐานะของประดับตกแต่ง แผนที่ของเฮียวโกโร่นั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่ามีคุณภาพดีเยี่ยม แต่มันก็สร้างความปวดหัวให้กับโซโลเช่นกัน

ตลอดทั้งคืน เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมถึงเดินออกจากถนนเส้นนั้นไม่ได้เสียที สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงโทษว่าเป็นเพราะมีแผงลอยริมถนนมากเกินไป จนบดบังทัศนียภาพของเขา

คนที่นอนไม่หลับไม่ได้มีเพียงโซโลคนเดียว ที่ฐานที่มั่นในชิโมสึกิ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งล้อมวงรอบกองไฟ บรรยากาศตึงเครียดราวกับกำลังอยู่ระหว่างการไต่สวนสามฝ่าย

“ตอนนี้ ปัญหาเรื่องเอกสารยืนยันตัวตนได้รับการแก้ไขแล้ว จากการทดลองในวันนี้ พวกเรายืนยันได้ว่าเอกสารฉบับนี้สามารถใช้เข้าออกสถานที่ส่วนใหญ่บนเกาะนี้ได้จริง ๆ

ยกเว้นโรโรโนอาที่หายตัวไป กับพวกนายที่ไม่ฟังแผนการแล้วบุกเข้ามา ฉันเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะหางานของตัวเองเจอเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ฉันจะไม่กลับมาที่นี่ทุกคืน ตามแผนการเดิมที่เราวางไว้ ทุกอย่างจะต้องได้ข้อสรุปภายในครึ่งเดือน แต่เอกสารนี้มีอายุใช้งานเพียงห้าวันเท่านั้น

ในช่วงเวลาห้าวันนี้ ทุกคนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ฉันจะพยายามกลับมาที่นี่ให้ทันในวันสุดท้าย เพื่อรวบรวมข้อมูลที่หามาได้ แล้ววางแผนการดำเนินการขั้นต่อไป พวกนายมีปัญหาอะไรอีกไหม? ”

ไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้ ลอว์จึงพูดต่อไป

“เอกสารยังมีเหลืออยู่ พวกนายที่เพิ่งมาก็ยังใช้ได้ แต่ฉันไม่แนะนำให้พวกนายสองคนเดินไปไหนมาไหนอย่างเปิดเผย”

ลอว์กำลังหมายถึงช็อปเปอร์และบรู๊คที่เพิ่งเดินทางมาถึง ส่วนนามิแม้จะอ่อนแอ แต่สมองยังถือว่าหลักแหลม การเอาชีวิตรอดง่าย ๆ คงไม่ยากเกินความสามารถของเธอ

แฟรงกี้ที่เป็นไซบอร์กแม้จะค่อนข้างเป็นจุดสนใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอไหว ในวาโนะคุนิมีผู้คนหลากหลายรูปแบบ ในจำนวนนั้นก็มีคนที่ไม่เคยผ่านการดัดแปลงร่างกายอยู่ไม่น้อย

มีเพียงบรู๊คที่เป็นโครงกระดูก กับช็อปเปอร์ที่เป็นกวางเรนเดียร์ซึ่งกินผลฮิโตะฮิโตะเข้าไปเท่านั้น ที่จะดูโดดเด่นสะดุดตาได้ง่าย

“ในตอนนี้ ดูเหมือนว่ารูปลักษณ์ภายนอกของพวกนายจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เอกสารนี้ระบุสถานะพวกเราว่าเป็นคนต่างถิ่น การดูแปลกประหลาดไปบ้างก็ยังพอรับได้

แต่การถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ความยากในการทำภารกิจของพวกนายเพิ่มสูงขึ้น แน่นอนว่า สุดท้ายจะทำอย่างไร พวกนายก็ตัดสินใจกันเอง ฉันเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำเท่านั้น”

ลอว์อยากจะออกคำสั่งพวกเขาใจจะขาด แต่ความจริงก็บอกลอว์ว่า คนกลุ่มนี้ยากที่จะดำเนินการตามแผนการที่วางไว้อย่างเคร่งครัด คำแนะนำนี้จะถูกรับฟังไปมากน้อยแค่ไหน คงต้องขึ้นอยู่กับโชคชะตาล้วน ๆ

บรู๊คที่เป็นโครงกระดูกนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย นอกจากจะฉวยโอกาสออกไปในช่วงเทศกาลโอบ้งแล้วล่ะก็ แค่เขาปรากฏตัวออกมาก็อาจทำให้ผู้คนตกใจกลัวได้

ช็อปเปอร์จริง ๆ แล้วค่อนข้างจะสะดวกกว่าเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันมากนัก หากเขาไม่แอบอ้างว่าเป็นเผ่าพันธุ์อื่น ก็ยังพอจะอยู่ได้สักพัก แต่ถ้าหากแอบอ้างว่าเป็นเผ่ามิงค์หรือโปเกมอนล่ะก็ ความจริงที่ว่าเขาสวมรอยใช้ข้อมูลโดยมิชอบก็จะถูกเปิดโปงในทันที

คนท้องถิ่นอาจจะแยกแยะได้ไม่ดีนัก แต่สำหรับโปเกมอนด้วยกันแล้ว เพียงแค่ชำเลืองมองครั้งเดียวก็สามารถตัดสินได้ แม้ว่าโปเกมอนจะมีสายพันธุ์หลากหลาย รูปพรรณสัณฐานแปลกประหลาดพันลึก แต่โปเกมอนก็ถือเป็นเผ่าพันธุ์ใหญ่ที่มีรากเหง้าเดียวกัน เผ่าพันธุ์อื่นไม่มีทางแอบอ้างปลอมแปลงได้

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พูดได้นั้นสอดคล้องกับลักษณะของเผ่ามิงค์มาก เพียงแต่จำนวนของเผ่ามิงค์นั้นมีไม่มากนัก แม้ว่าคุณภาพชีวิตจะได้รับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล แต่จำนวนประชากรดั้งเดิมก็ทำให้พวกเขาเพิ่มจำนวนได้ไม่รวดเร็วนัก

ลูกหลานเผ่ามิงค์ในอาณาจักรมิงค์โมโคโมะนั้นถือเป็นสมบัติล้ำค่า มีคนที่รู้จักพวกเขาอยู่มากมาย

หากจู่ ๆ มีเผ่ามิงค์หน้าตาแปลกประหลาดปรากฏตัวขึ้นมา ก็จะดึงดูดสายตาผู้คนได้ไม่ต่างจากโครงกระดูกเดินได้เลยทีเดียว

ดังนั้น ลอว์จึงแนะนำว่าทางที่ดีที่สุดคือให้พวกเขาทั้งสองคนอยู่เฝ้าฐานที่มั่น อย่างน้อยก็ยังสามารถคอยจับตาดูคินเอมอนหรือคันจูโร่ได้อีกด้วย

“ยังมีอีกปัญหานะ ท่านทั้งสอง ชื่อเสียงของพวกท่านในที่แห่งนี้ดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ตอนนี้ยังมีบันทึกเรื่องที่พวกท่านวางเพลิงเผาบ้านเรือนราษฎรเมื่อสองเดือนก่อนอยู่เลย

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ที่พวกท่านเล่ามาน่ะ ฉันยังไม่เห็นวี่แววเลยแม้แต่น้อย”

“ใช่ ๆ ๆ คนที่นี่ใช้ชีวิตกันดีจะตาย แถมแต่ละคนก็ได้กินอิ่มท้องด้วย ของที่พวกเขากินกันอร่อยมาก ๆ เลยนะ”

เดิมทีกลุ่มหมวกฟางกำลังถูกลอว์อบรมสั่งสอนอยู่ การอยู่กับคนกลุ่มนี้นานเข้า ทำให้ลอว์เผลอรู้สึกไปว่าตัวเองเป็นผู้ปกครองไปเสียแล้ว

กลุ่มหมวกฟางเองก็คุ้นชินกับการที่ลอว์เป็นผู้วางแผนการเคลื่อนไหว ยิ่งไปกว่านั้น การกระทำที่ตั้งใจจะมาช่วยดูเหมือนจะกลายเป็นการช่วยสร้างความวุ่นวายเสียอย่างนั้น ทำให้พวกเขาไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้เลย

เมื่อได้ยินว่าลอว์เปลี่ยนเป้าหมายการตำหนิ ลูฟี่ก็รีบแทรกเข้ามาแสดงความคิดเห็นทันที

ตรรกะการคิดของลูฟี่นั้นพิเศษมาก อย่างไรเสียเขาก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของค่ายโกลาหล วิธีหนึ่งในการตัดสินความดีความชั่วของเขาก็คืออาหาร

คนที่ให้ข้าวกิน โดยปริยายถือว่าเป็นคนดี ประเทศที่ผู้คนสามารถกินอิ่มท้องได้ทุกคน ก็ย่อมเป็นสถานที่ที่ดีอย่างแน่นอน

“นั่นเป็นเพราะพวกเราถูกบีบบังคับ ในตอนนั้น เพื่อที่จะหลบหนีออกไปขอความช่วยเหลือ พวกเราจึงไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องวางเพลิง…”

“สรุปก็คือ พวกนายวางเพลิงเผาประเทศของตัวเอง จากนั้นศัตรูของพวกนายก็ต้องมาเสียเวลาดับไฟและช่วยเหลือผู้คน ทำให้การไล่ล่าล่าช้าลง…”

นามิซึ่งเป็นผู้ฟังอยู่ข้าง ๆ ได้สรุปตรรกะออกมาอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะฟังดูประหลาดมาก แต่คันจูโร่และพวกก็ไม่สามารถโต้แย้งได้

ภายใต้อิทธิพลบารมีของโอเด้ง เพียงแค่กล่าวถึงข้อเท็จจริงตามวัตถุประสงค์เล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากบารมีนั้นรู้สึกถึงความผิดปกติได้

“เรื่องนั้นเป็นเพราะถูกบีบบังคับ พวกเขาล้วนถูกหลอกลวง ขอเพียงแค่ขับไล่กลุ่มร้อยอสูรออกไป ให้สายเลือดของโคสึกิได้กลับคืนสู่วาโนะคุนิอีกครั้ง พวกเขาจะต้องตาสว่างอย่างแน่นอน”

“งั้นเหรอ แล้วเจ้าหมวกฟางล่ะ นายคิดว่ายังไง?”

“เอ่อ… ขอดูไปก่อนแล้วกัน ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน”

CPU ที่ไหม้ไปนานแล้วของลูฟี่ไม่สามารถช่วยเขาประมวลผลเพื่อตัดสินใจในตอนนี้ได้ เขาจึงทำได้เพียงเลือกที่จะสังเกตการณ์ต่อไป อย่างไรเสียพวกเขาก็ยังมีเวลาอีกสองสามวัน และในช่วงเวลานี้ก็ยังต้องตามหาร่องรอยของการ์ปไปด้วย

เรื่องราวดูเหมือนจะจบลงเพียงเท่านี้ แต่หลังจากที่คนอื่น ๆ เข้านอนกันหมดแล้ว คินเอมอนและคันจูโร่กลับมาลอบกระซิบกระซาบกันอีกครั้ง

“คันจูโร่ ข้ารู้สึกว่าพวกเขาดูเหมือนจะไม่ยอมช่วยพวกเราแล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอก มาถึงที่นี่แล้ว อย่างไรก็ต้องใช้ประโยชน์ได้บ้าง เป้าหมายของพวกเขาคือโพเนกลีฟกับปู่ของเจ้าหมวกฟาง ถ้าไม่ได้ผลจริง ๆ พวกเราก็ช่วยพวกเขาเสียเลย

ขอเพียงแค่พวกเขาสามารถก่อความวุ่นวายได้มากพอ พวกเราก็จะสามารถหาโอกาสช่วยเหลือท่านโมโมโนะสุเกะได้”

“มันจะสำเร็จจริง ๆ น่ะหรือ?”

“อาจจะเป็นไปได้ พวกเราคือความหวังสุดท้ายของตระกูลโคสึกิแล้วนะ ท่านโมโมโนะสุเกะและคนอื่น ๆ กำลังรอคอยกองกำลังเสริมอยู่ พวกเราจะยอมแพ้เพราะเรื่องแค่นี้ได้อย่างไร?”

“นั่นสินะ… พอมีเอกสารนั่นแล้ว พรุ่งนี้ข้าน้อยกับท่านก็สามารถลองออกไปหาโอกาสได้แล้ว…”

วันรุ่งขึ้น ผู้ที่หางานได้แล้วก็ออกเดินทางไปก่อน นามิกับแฟรงกี้ก็ได้รวมตัวกันเป็นทีมใหม่เข้าร่วมกับหน่วยสำรวจ ทำให้จำนวนคนที่เหลือเฝ้าฐานเพิ่มขึ้นเป็นสี่คน คันจูโร่ก็ฉวยโอกาสนี้ ใช้ทักษะการแสดงที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เริ่มต้นการหลอกลวงรอบใหม่

หลังจากกล่าววาจาที่ซาบซึ้งกินใจชุดใหญ่ พวกเขาก็ได้ยื่นข้อเสนอที่แตกต่างออกไป

“เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจของพวกข้าน้อย พวกเรายินดีที่จะช่วยให้พวกท่านบรรลุเป้าหมายก่อน นั่นคือการตามหาร่องรอยปู่ของท่านลูฟี่ และตามหาหินที่พวกท่านต้องการ”

คันจูโร่และคินเอมอนคุกเข่าลงต่อหน้าทั้งสองคนในท่าโค้งคำนับแบบโดเกสะ แม้ว่าจะเกิดความสงสัยขึ้นมาบ้าง แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ยังไม่ได้แตกหักกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้นี่ทำให้ช็อปเปอร์และบรู๊ครู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง

“แต่ว่าพวกเขาบอกว่า พวกเราไม่ควรจะออกไปไหน และควรจะคอยเฝ้าดูพวกท่านเอาไว้”

“ใช่เลย แถมพวกเรายังเด่นสะดุดตาเกินไปอีก ส่วนพวกท่านก็กำลังถูกหมายหัวอยู่…”

“การที่พวกท่านไปกับพวกเรา ก็เท่ากับเป็นการควบคุมดูแลพวกเราแล้วไม่ใช่รึ? ที่นี่คืออาณาเขตของไคโด พวกเราไม่มีที่ไปไหนอีกแล้ว ไม่หลอกลวงพวกท่านแน่นอน ส่วนเรื่องการถูกพบเห็นง่ายนั้น ข้าน้อยมีวิธี คินเอมอน!”

“ร้านเสื้อผ้าโคคิน!”

ประตูเปลี่ยนเสื้อผ้าบานหนึ่งถูกคินเอมอนอัญเชิญออกมา เมื่อเขาเดินผ่านประตูนั้นไป ร่างกายก็ถูกห่อหุ้มด้วยชุดมัมมี่

“นี่คือเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าชนิดพิเศษ ต่อไปก็…”

“วิชาภาพวาดแปลงกาย!”

คันจูโร่เริ่มลงมือวาดภาพของเขา ลงสีบนเสื้อผ้าจนเกิดเป็นลายพรางสามมิติขึ้นมา นี่คือวิชาใหม่ที่เขาคิดขึ้นมาได้อย่างกะทันหันหลังจากที่ได้ใช้เวลาร่วมกับบอน เครย์มาระยะหนึ่ง ซึ่งเหมาะกับการใช้พรางตัวพอดิบพอดี

“เป็นอย่างไร แบบนี้ก็ไม่ถูกพบเห็นแล้วใช่ไหมล่ะ?”

ลอว์หารู้ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากที่เขาจากไป ในขณะที่คันจูโร่และพวกกำลังเริ่มดำเนินการตามแผนของตนเอง ลอว์ก็ได้เดินทางมาถึงเขตฮาคุไม ที่ได้ชื่อว่า “อันตรายที่สุด” เรียบร้อยแล้ว

จะอันตรายจริงเหรอไม่นั้นยังไม่อาจบอกได้ แต่ลอว์ก็ได้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของที่นี่แล้ว

“แฮปปี้~”

“ท่านหัวหน้าพยาบาลฝากบอกว่า ยินดีต้อนรับพวกคุณหมอใหม่ทุกท่านสู่ที่นี่ ที่นี่มีเครื่องมือและเวชภัณฑ์ที่ดีที่สุดในโลก แพทย์ที่สามารถเข้ามาทำงานที่นี่ได้ล้วนเป็นผู้มีฝีมือยอดเยี่ยม หวังว่าคุณธรรมของพวกคุณจะคู่ควรกับฝีมือทางการแพทย์ของตนเอง”

ในพิธีต้อนรับการเข้าทำงาน ณ โรงพยาบาล แฮปปินาสตัวหนึ่งในชุดพยาบาลได้เดินขึ้นมาหน้าเวที โดยมีล่ามที่เป็นมนุษย์ติดตามมาด้วย

“แฮปปี้~”

“พวกคุณจะได้พบเห็นคู่หูมากมาย หวังว่าพวกคุณจะได้รับการยอมรับจากคู่หูในเร็ววัน ตอนนี้เชิญติดตามแพทย์ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลพวกคุณไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของที่นี่ได้แล้ว”

หลังจากพูดเพียงไม่กี่ประโยค แฮปปินาสก็หายตัวไปจากแท่นบรรยาย ส่วนลอว์ก็ได้ติดตามคนอื่น ๆ ไปพบกับแพทย์ที่จะเป็นผู้ดูแลพวกเขา

“ผมชื่อวิลสัน พวกคุณไม่ใช่แพทย์ฝึกหัดที่เพิ่งเข้ามาทำงาน ผมคงไม่ต้องพูดอะไรเยิ่นเย้อมาก ผมจะพาพวกคุณไปทำความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่นี่ก่อน”

หากเป็นการดูแลน้องใหม่ธรรมดา ๆ วิลสันคงไม่กระตือรือร้นขนาดนี้ เขาไม่อยากเสียเวลาไปกับการแนะนำมือใหม่ที่รู้แต่ทฤษฎี แต่การรับสมัครครั้งนี้ล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์จากเกาะภายนอก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาถูกส่งมา

“เขตพักญาติอยู่ใกล้กับที่นี่มาก แต่อย่าคิดว่างานที่นี่จะสบายนักล่ะ พวกคุณจะได้เจอกับคนไข้แปลก ๆ ทุกรูปแบบอยู่เสมอ…”

ยังไม่ทันขาดคำ รถเข็นเปลคันหนึ่งก็ถูกเข็นผ่านหน้าพวกเขาไป บนเปลนั้นมีชายคนหนึ่งที่ทั่วร่างกำลังส่องประกายกระแสไฟฟ้าอยู่

“เห็นไหมล่ะ ชุดพวกนั้นคือคนงานจากฟาร์มเมรีป พวกเขาไม่เคยจำกฎความปลอดภัยได้เลย มักจะถอดถุงมือยางออกไปลูบไล้ขนแกะ แล้วก็จะถูกไฟฟ้าช็อตจนมีอาการชาไปทั้งตัว

พวกคุณก็จำเอาไว้ด้วยล่ะ เมื่อเห็นโปเกมอน หากยังไม่ได้รับอนุญาต ก็อย่าได้ไปแตะต้องพวกมันส่งเดช การถูกพิษ, อาการชา, แผลไฟไหม้ ทุก ๆ ปีจะต้องมีคนได้รับบาดเจ็บจากเรื่องที่สามารถหลีกเลี่ยงได้เหล่านี้

โดยเฉพาะเมรีป ไฟฟ้าสถิตที่เกิดจากขนแกะของพวกมันนั้นควบคุมไม่ได้ อย่าเพียงเพราะเห็นว่ามันน่ารักก็สูญเสียสติไป

ช่วงเวลาพักผ่อนก็หมั่นอ่านคู่มือความปลอดภัยของวาโนะคุนิบ่อย ๆ ไม่มีอะไรเสียหายหรอก”

“เอ่อ เมื่อครู่นี้ คนคนนั้นน่าจะเป็นพนักงานเก่าใช่ไหมครับ?”

“สังเกตได้ละเอียดดีนี่ จำไว้นะ พวกพนักงานเก่านั่นแหละที่มักจะถูกไฟช็อตได้ง่ายกว่า ก็เพราะพวกเขามักจะคิดว่าคงไม่โดนช็อตหรอก ถึงได้ไปทำเรื่องอันตรายแบบนั้น แต่ว่า สัมผัสของขนแกะนั่นมันก็ดีจริง ๆ นั่นแหละนะ…

เอาล่ะ หยุดพูดเรื่องนี้ก่อน ผมจะพาพวกคุณไปดูห้องรักษาพิเศษต่าง ๆ ก่อน หลังจากวินิจฉัยอาการของโรคได้แล้ว จะได้สามารถจ่ายยาให้ตรงตามอาการได้”

วิลสันพาลอว์และแพทย์ใหม่อีกหลายคนเดินสำรวจโครงสร้างของที่นี่ไปทีละส่วน: ห้องบำบัดจิตใจฟลาเจส, ห้องตรวจฟังมาเนเน, เคาน์เตอร์พยาบาลลัคกี้, ห้องจ่ายยาผลไม้…

“ผมจำได้ว่าคุณเป็นศัลยแพทย์ พอดีเลย แพทย์ประจำห้องฉุกเฉินกำลังอยากจะลาพักร้อน คุณสามารถไปเข้าเวรแทนเขาได้ช่วงหนึ่ง งานหลัก ๆ ก็คือการรักษาอาการกระดูกหักและการเย็บแผล รวมถึงบาดแผลจากปืนใหญ่ คุณคงไม่มีปัญหาใช่ไหม?”

“แน่นอนครับ การเย็บแผลอะไรพวกนี้เป็นงานถนัดของผมอยู่แล้ว”

บาดแผลจากปืนใหญ่… บาดแผลแบบนี้ฟังดูก็รู้ว่าเป็นประเภทที่พวกโจรสลัดมักจะได้รับ เหมาะแก่การรวบรวมข้อมูลของเขาพอดี เพียงแต่ว่าสถานการณ์กลับพลิกผันไปในชั่วพริบตาอย่างที่ลอว์คาดไม่ถึง

ทันทีที่เดินเลี้ยวผ่านหัวมุมหนึ่งไป เขาก็ได้พบกับคนคุ้นเคยเก่าคนหนึ่งเข้า

[เซนญอร์ พิงค์?!]

ลอว์ไม่รู้เลยว่า หลังจากที่มาถึงวาโนะคุนิ เซนญอร์ พิงค์ก็ได้กลายมาเป็นแขกประจำของศูนย์พยาบาลโปเกมอนแห่งนี้ไปเสียแล้ว ปัจจุบัน ภรรยาของเขาเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองตามเงื่อนไขต่อสิ่งเร้าภายนอกบ้างแล้ว ถึงขั้นที่สามารถตอบคำถามบางอย่างได้ตามสัญชาตญาณ

แต่ภายในใจของเธอก็ยังคงปิดกั้นตัวเอง ไม่ยอมเผชิญหน้ากับโลกภายนอก อย่างไรก็ตาม สำหรับเซนญอร์ พิงค์แล้ว นี่ถือเป็นความก้าวหน้าที่หาได้ยากยิ่งแล้ว

นอกเหนือจากการไปปีนภูเขาเถาวัลย์เป็นประจำแล้ว เซนญอร์ พิงค์ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นี

ในตอนนี้ เซนญอร์ พิงค์ยังคงสวมชุดเด็กทารกชุดนั้นอยู่ แต่ริมฝีปากที่คาบจุกนมหลอกไว้กลับยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ จากผลการวินิจฉัยล่าสุด เหล่าแพทย์ต่างลงความเห็นว่าอีกประมาณสี่ถึงหกคอร์สการรักษา ภรรยาของเซนญอร์ พิงค์ก็น่าจะกลับมามีความสามารถในการพูดคุยได้อีกครั้ง

“เซนญอร์มาอีกแล้ว ตรงเวลาจริง ๆ เลยนะ”

“เขารักภรรยาของเขาจริง ๆ นั่นแหละ ฉันได้ยินมาว่าชุดนั้นเขาก็ใส่เพื่อเรียกร้องการตอบสนองจากภรรยาของเขานั่นแหละ”

พยาบาลสองคนเดินอย่างรวดเร็วผ่านไปจากด้านข้าง พร้อมกันนั้นก็ยังพูดคุยกันถึงสถานการณ์ของเซนญอร์ พิงค์ การเดินเร็ว ๆ แบบนี้ถือเป็นกฎที่ไม่ได้ระบุไว้ของที่นี่ ตราบใดที่คนไข้ยังไม่ได้อยู่ในสภาพใกล้ตาย ก็ห้ามวิ่งเด็ดขาด

ลอว์ได้แต่ดึงหน้ากากอนามัยบนใบหน้าของเขาให้สูงขึ้นไปอีก

ในเวลานี้ ร่างกายของลอว์สวมใส่อุปกรณ์ครบครัน ทั้งหน้ากากอนามัย, ถุงมือ, และหมวก ไม่ต่างจากศัลยแพทย์หลักที่กำลังจะเข้าห้องผ่าตัด เผยให้เห็นเพียงแค่ดวงตาของเขาเท่านั้น

ความสนใจทั้งหมดของเซนญอร์ พิงค์จดจ่ออยู่ที่ภรรยาของเขา จึงไม่ได้สังเกตเห็นแพทย์ใหม่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งมีรูปร่างเหมือนกับลอว์เลยแม้แต่น้อย

เซนญอร์ พิงค์เข็นรถเข็นวีลแชร์ผ่านหน้าลอว์ไป มุ่งหน้าไปยังห้องบำบัดของฟลาเจส แต่ยังไม่ทันที่ลอว์จะได้ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก สมาธิของเขาก็ตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง

“ฟุฟุฟุฟุฟุ เซนญอร์ นายอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วยสินะ ดูเหมือนว่าอาการของเธอจะดีขึ้นไม่น้อยเลยนี่”

หากจะจัดอันดับบุคคลที่ว่างงานที่สุดในวาโนะคุนิแล้วล่ะก็ โดฟลามิงโก้ย่อมต้องมีชื่อติดอันดับอย่างแน่นอน นอกจากจะอ่านหนังสือพิมพ์แล้ว เขามักจะใช้เวลาเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ววาโนะคุนิอย่างไร้จุดหมาย เพื่อมองหาสิ่งที่น่าสนใจให้กับตนเอง

บางครั้งบางคราว เขาก็จะแวะมาเยี่ยมเยียนลูกน้องเก่าของตนเองบ้าง เช่น ลาโอ จี ที่กำลังใช้ชีวิตในวัยเกษียณ หรือเซนญอร์ พิงค์ที่ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับครอบครัว

“โดฟลามิงโก้…”

เสียงนี้เป็นเสียงที่ลอว์ไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต จากเสียงนั้น เขาสามารถประเมินได้ว่าโดฟลามิงโก้อยู่ห่างจากตนเองไม่ถึง 10 เมตร เพียงแต่ว่าดาบคิโคคุของเขาไม่ได้อยู่กับตัว แต่มันถูกซ่อนไว้ในแปลงดอกไม้

เข็มฉีดยาในมือของพยาบาลที่อยู่ไม่ไกลนัก, มีดผ่าตัดที่กำลังเตรียมฆ่าเชื้ออยู่ด้านหน้าห้องเก็บอุปกรณ์ผ่าตัด… ลอว์เริ่มคิดคำนวณในใจแล้วว่าอุปกรณ์เท่าที่มีอยู่ในตอนนี้จะเพียงพอที่จะทำให้เขาบรรลุเป้าหมายได้หรือไม่

“แบบนี้… อาจจะพอไหวก็ได้…”

นิ้วมือของลอว์ประกบเข้าหากัน เตรียมที่จะใช้พลังของตนเอง แต่แล้วความเปลี่ยนแปลงผิดปกติก็พลันบังเกิดขึ้นในตอนนั้นเอง…

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 1324 แววตาที่อยากจะแทงคนมันปิดไม่มิด

คัดลอกลิงก์แล้ว