- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 200 พบกันอีกครั้ง
บทที่ 200 พบกันอีกครั้ง
บทที่ 200 พบกันอีกครั้ง
ปัง!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ก่อให้เกิดลมพายุโหมกระหน่ำไปทั่วบริเวณรัศมี ร้อยจั้ง
แทบจะทันที เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ด้านข้างของเฟิงอู๋เฉิน บุคคลนั้นสวมหน้ากาก ร่างอรชรสวมด้วยชุดแดงเพลิง
พลังปราณกระบี่ที่แผ่ออกมา คล้ายจะกลืนกินทั้งฟ้าดิน!
"ฉับพลันเกิดดับ!"
เสียงใสกังวานดังขึ้น พลังปราณกระบี่อันเกรียงไกรพุ่งเข้าห่อหุ้มเฟิงอู๋เฉินในทันที!
แต่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลนี้ เฟิงอู๋เฉินกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
'ไม่นึกเลยว่านางจะใช้ฉับพลันเกิดดับได้เชี่ยวชาญกว่าข้าเสียอีก'
'หากเป็นข้าก่อนทะลวงขั้นทะเลโลหิต คงจบไม่สวยแน่...แต่สำหรับข้าในตอนนี้ มันก็แค่ท่าเล็กๆ เท่านั้น!'
เฟิงอู๋เฉินบิดกระบี่ในมือเล็กน้อย ปราณกระบี่และจิตสังหารผสานกันอย่างสมบูรณ์
"ปราณกระบี่ปลิดวิญญาณ!"
พริบตาเดียว พลังปราณกระบี่อันทรงอานุภาพก็ฉีกกระชากขอบเขตพลังของฉับพลันเกิดดับออกเป็นสองส่วน!
ปลายกระบี่พิฆาตมังกรพุ่งทะยานออกไป หมายจะแทงกระชากหน้ากากของอีกฝ่าย!
วูบ!
กระบี่แทบจะแตะโดนหน้ากาก แต่ขณะนั้นเอง ลมกรรโชกแรงพัดมาจากด้านหลัง!
ร่างของหญิงสาวอีกผู้หนึ่ง ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว!
'เร็วมาก!'
แม้นางจะอยู่ห่างออกไปเพียงสิบฉื่อ แต่สัญชาตญาณทำให้ เฟิงอู๋เฉินหลีกหลบไปทันที
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ!
ปลายกระบี่ของหญิงสาวพลันพุ่งออกมา พร้อมกับรัศมีกระบี่แหลมคมยาวถึงหกฉื่อ!
"กระบี่อำพราง! ผสานรัศมีกระบี่หกฉื่อ!"
พึ่งจะหลุดจากกระบวนท่าก่อนหน้า เฟิงอู๋เฉินพลันเห็นเงาร่างเบื้องหน้าแยกออกเป็นเก้าร่าง!
เงาทั้งเก้าพุ่งเข้าโจมตีเขาพร้อมกันจากทุกทิศทาง!
"มายากระบี่ เก้ามังกรทะยานเมฆา!"
เฟิงอู๋เฉินมิได้หวาดหวั่น เขาหลับตาลงเล็กน้อย แล้วฟาดกระบี่ไปยังจุดหนึ่งโดยตรง!
เคร้ง!
สองกระบี่ปะทะกันดังสะท้าน ทั้งสองฝ่ายมิได้เป็นรองกันแม้แต่น้อย!
"เจ้าบ้านี่… สามารถรับมือพวกเราสามคนพร้อมกันได้ แล้วยังไม่เพลี่ยงพล้ำอีก!"
บุคคลที่เผชิญหน้ากับเขา ถึงกับกล่าวขึ้นอย่างตกตะลึง
แต่ไม่รอให้เฟิงอู๋เฉินได้พักหายใจ บุคคลนั้นใช้มือซ้ายชักกระบี่อีกเล่มออกมา!
"กระบี่เพลิงสุริยัน!"
ขณะที่กระบี่เล่มนั้นเข้าสู่มือของอีกฝ่าย เฟิงอู๋เฉินรู้สึกได้ว่าพลังเจตนากระบี่ของอีกฝ่ายแยกออกเป็นสองสาย!
"วิชากระบี่คู่งั้นหรือ ยอดเยี่ยม!"
เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชื่นชม
'วิชากระบี่คู่สามารถใช้สร้างความได้เปรียบในศึกได้จริง แม้แต่ข้าหากประมาท ก็อาจพลาดท่าได้...'
'แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ จะไม่มีปัญหาเลย... ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้ใช้กระบี่เพลิงสุริยันของข้า!'
เมื่อเห็นกระบี่หนึ่งที่ออกมาอย่างเหนือคาดหมายกำลังจะสัมฤทธิ์ผล เฟิงอู๋เฉินเพียงใช้ดรรชนีกระบี่มือซ้ายขยับเล็กน้อย กระบี่เพลิงสุริยันก็พลันหลุดออกจากฝ่ามือของเด็กหนุ่มตรงหน้า หมุนวนกลางอากาศก่อนจะตกลงสู่มือของเฟิงอู๋เฉินอย่างมั่นคง
เมื่อกระบี่เพลิงสุริยันสัมผัสฝ่ามือ พลังหลงหยวนภายในร่างของเฟิงอู๋เฉินสั่นสะเทือน การสั่งสมจากการต่อสู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มาถึงจุดวิกฤต และในชั่วพริบตา พลังยุทธ์ของเขาก็ทะลวงขีดจำกัด ก้าวสู่ขั้นทะเลโลหิตระดับสอง
"อะไร!"
เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้ทั้งสามที่เหลือถึงกับตกตะลึงราวกับกลายเป็นหิน พวกเขาจ้องมองใบหน้าที่แปลกตานี้อย่างไม่อยากเชื่อ
"เจ้า เจ้า เจ้า... เจ้าเป็น!"
เฟิงอู๋เฉินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยพลางละทิ้งการปลอมแปลงร่างของตน แล้วมองไปยังเด็กหนุ่มตรงหน้า กล่าวด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
"เมื่อครู่นี้เจ้าว่าจะเอาหัวใครไปเตะเล่นกัน?"
"ที่แท้ก็เป็นเจ้าจริงๆ!"
ทั้งสามที่เหลือต่างรีบถอดหน้ากากของตนออกมา ปรากฏว่าคือ เสิ่นหงอี เย่เซียว และหลิวเฟย!
เย่เซียวถึงกับโถมตัวเข้ามากอดเขาแน่น "พี่ใหญ่เฟิงที่รัก! ข้าคิดถึงเจ้าจะตายอยู่แล้ว!"
เฟิงอู๋เฉินถึงกับขนลุกไปทั้งร่าง รีบยกเท้าถีบเย่เซียวออกไปไกล
เสิ่นหงอีเดินเข้ามาพลางถอนหายใจเบาๆ "ไม่แปลกใจเลยที่กู่ฉีสามารถสร้างชื่อเสียงขึ้นในเมืองหลวงเผ่าอสูรได้อย่างรวดเร็ว ที่แท้ก็คือเจ้านี่เอง... เจ้าก้าวขึ้นเป็นมหาปรมาจารย์กระบี่แล้วสินะ?"
เฟิงอู๋เฉินพยักหน้า ก่อนจะรวมปราณเป็นปราณกระบี่สี่สาย ปรากฏขึ้นตรงหน้าในพริบตา
เสิ่นหงอีถึงกับตกตะลึง "วิถีกระบี่สูงสุด! เจ้าถึงขั้นนี้แล้วงั้นหรือ!"
นางพึมพำกับตัวเองอย่างเหม่อลอย "ข้ายังกังวลว่าเจ้าจะใช้ชีวิตอย่างลำบากเมื่ออยู่ข้างนอก... แต่ดูจากตอนนี้ ข้ากลับเป็นฝ่ายคิดมากเอง ต่อให้ไม่มีทรัพยากรของวิหารหลิงซวี เจ้าก็ยังเป็นอัจฉริยะเช่นเคย!"
เฟิงอู๋เฉินยิ้มรับพลางถามขึ้น "ว่าแต่พวกเจ้ามาทำอะไรกันในเมืองหลวงเผ่าอสูรนี่ แล้วทำไมถึงปลอมตัวเป็นข้ากันเล่า?"
เสิ่นหงอีและหลิวเฟยพร้อมใจกันชี้ไปที่เย่เซียว "เป็นไอ้บ้านี่! เขาบอกว่าในเมื่อชื่อเสียงของเจ้าตอนนี้ก็เน่าเฟะอยู่แล้ว ทำให้มันแย่ลงอีกสักหน่อยคงไม่เป็นไร!"
เฟิงอู๋เฉินกระตุกมุมปาก ก่อนจะหันไปจ้องเย่เซียวด้วยสายตาดุดัน
เย่เซียวทำหน้าซื่อ "เจ้าจะโทษข้าได้อย่างไรกัน! ตอนที่พวกเราจากวิหารหลิงซวี พวกผู้อาวุโสเน้นย้ำกับพวกเรานักหนาว่า อย่าได้มีเรื่องกับขุมอำนาจแห่งดินแดนเสินโจว แต่พวกคนจากดินแดนเสินโจวเหล่านั้นต่างหยิ่งยโสโอหังเหลือเกิน ข้าทนไม่ไหว แต่ก็ไม่อาจใช้ชื่อศิษย์วิหารหลิงซวีในการสังหารพวกมันได้ ข้าจึงใช้วิธีนี้แทน!"
พูดจบ เขาก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา "ว่าแต่เจ้าเองก็ไม่ใช่หรือไง? ปลอมตัวเป็นคนอื่นแล้วฆ่าคนมันรู้สึกดีใช่ไหมล่ะ?"
เฟิงอู๋เฉินถึงกับพูดไม่ออก ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีคุณสมบัติพอจะด่าเจ้าหมอนี่เสียแล้ว
จากนั้นเขาหันไปมองกระบี่แปดเล่มที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ "แล้วนี่มันเรื่องอะไรอีก?"
เย่เซียวหัวเราะแห้งๆ "อ้อ ก็ยืมมาจากพวกหัวขาวที่นั่น ใช้เสร็จแล้วค่อยคิดว่าจะคืนดีไหม!"
เฟิงอู๋เฉินถึงกับหมดคำพูด... เจ้าหมอนี่ที่ว่ายืม น่าจะหมายถึงขโมยสินะ!
เฟิงอู๋เฉินกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "ข้าไม่ได้ถามเจ้าว่าเอากระบี่นี่มาได้อย่างไร ข้าถามว่าเหตุใดเจ้าถึงได้ปิดล้อมยอดเขามังกรสิ้นสูญไว้ราวกับเป็นคุกของตัวเอง!"
"โอ้…"
เย่เซียวรีบอธิบาย "ข้าได้ยินมาว่าภายในหัวมังกรของหุบเขามังกรสิ้นสูญนี้ มีดินแดนลับซ่อนอยู่ มันเคยเป็นของเสวียนหยวนสองขา ที่ครอบครองไว้มาโดยตลอด ข้าก็เลยคิดว่าควรจัดการให้คุ้มค่า จึงใช้ค่ายกลกระบี่ขังพื้นที่นี้เอาไว้"
"แล้วอย่างไรต่อ? เจ้าสามารถเอาสิ่งที่ต้องการมาได้หรือไม่?" เฟิงอู๋เฉินถาม
พอพูดถึงเรื่องนี้ เย่เซียวถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บใจ "ไม่ได้! เจ้าเสวียนหยวนสองขาเหมือนจะล่วงรู้แผนการของข้าก่อนแล้ว มันเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้า! ไม่เพียงแค่นั้น ทางเข้าสู่ดินแดนลับ ยังถูกมันปิดผนึกด้วยค่ายกลเฉพาะของตระกูลเสวียนหยวน หากปราศจากโลหิตแท้ของมัน ก็ไม่มีทางเปิดออกได้เลย!"
ขณะที่กล่าว เขาก็ชี้ไปที่ประตูหินด้านหลัง บนบานประตูนั้นมีอักขระสีแดงเปล่งแสงสลับไปมา
เพียงพวกเขาเข้าใกล้ ก็ถูกแรงมหาศาลสะท้อนกลับออกมา
เฟิงอู๋เฉินพยักหน้าด้วยความเข้าใจ "เป็นเช่นนี้เอง…"
หลักการของค่ายกลผนึกนี้มิได้ซับซ้อนนัก มันอาศัยการซ้อนทับของอักขระวิญญาณเป็นชั้นๆ แต่เพราะการซ้อนทับที่แน่นหนานี่เอง ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทะลวงมัน
หากต้องการทำลายผนึกนี้ มีเพียงสองวิธีเท่านั้น หนึ่งคือใช้โลหิตของเสวียนหยวนสองขา หรือสอง ใช้พลังขั้นแปรวิญญาณเพื่อระเบิดค่ายกลนี้ให้พังทลาย
สำหรับวิธีที่สอง ก็อย่าได้คิดถึงมันเลย ต่อให้เฟิงอู๋เฉินเร่งพลังจ้าวสวรรค์ของตนเต็มที่ ก็ไม่มีทางเทียบพลังขั้นแปรวิญญาณได้เลย
หากจะให้กล่าวถึงผู้ที่มีพลังระดับนี้ หญิงสาวในชั้นที่สี่ของหลงหยวนอาจจะทำได้
แต่จะให้นางลงมือเพียงเพื่อทำลายค่ายกลนี้ ดูยังไงก็เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรอันล้ำค่าเกินไป
ขณะนั้นเอง เย่เซียวก็ขมวดคิ้วกล่าวขึ้น "แต่ตอนนี้เรื่องมันชักจะยุ่งยากแล้ว แม้แต่เจ้าก็เข้ามาแล้ว พวกเราสี่คนจะไม่ถูกขังตายอยู่ที่นี่หรือ?"
เฟิงอู๋เฉินหัวเราะเบาๆ "จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร?"
เย่เซียวตาวาว "เจ้ามีทางออกอย่างนั้นหรือ? รีบพูดมา!"
ไม่เพียงเย่เซียว เสิ่นหงอีและหลิวเฟย ก็มองมาที่เขาอย่างคาดหวังเช่นกัน
เฟิงอู๋เฉินเพียงแค่ยิ้มบางๆ ก่อนเอ่ยคำเพียงสามคำออกมา "ฆ่าฝ่าออกไป!"
"……"
เมื่อคำพูดของเขาจบลง บรรยากาศพลันเงียบสงัดไปนานหลายลมหายใจ
เย่เซียวกระตุกมุมปาก "เจ้า… เจ้าพูดจริงหรือ? พวกเราสี่คน…จะฝ่าออกไป? ข้าไม่เอาด้วย! ไม่มีทางเป็นไปได้!"
เฟิงอู๋เฉินจ้องเขาด้วยสายตาดุดัน "ฝีมือเจ้าพัฒนาขึ้นตั้งขนาดนี้ แต่เหตุใดความกล้ายังเท่าเดิม? เพียงเท่านี้เจ้าก็กลัวแล้ว ยังมีหน้ามาใช้ชื่อข้าออกไปสังหารผู้คนอีกหรือ?"
เย่เซียวอ้าปากค้างพูดไม่ออก
เฟิงอู๋เฉินกล่าวต่อ "อีกอย่าง การรักษาค่ายกลกระบี่นี้ ต้องใช้แก่นวิญญาณไม่น้อยเลยใช่หรือไม่? แล้วแก่นวิญญาณที่เจ้ามีอยู่ มันจะพอใช้อีกกี่วันกัน?"
เย่เซียวขมวดคิ้ว คิดทบทวนอย่างจริงจัง ก่อนจะกล่าว "เจ้าพูดมีเหตุผล…หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อย่างมากสุดอีกสิบปีเราก็คงหมดทรัพยากรแล้ว!"
เฟิงอู๋เฉินแทบสำลักโลหิตออกมา
สิบปี?
‘ให้ตายเถอะ! สามคนนี้ไปปล้นสะดมในเมืองหลวงเผ่าอสูรมาเท่าไรกันแน่?’
………………………………