- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 198 องค์ชายแห่งแคว้นปีศาจ
บทที่ 198 องค์ชายแห่งแคว้นปีศาจ
บทที่ 198 องค์ชายแห่งแคว้นปีศาจ
เมื่อเผชิญกับคำแก้ตัวที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของอีกฝ่าย สีหน้าของเสวียนหยวนห่าวกลับยิ่งแน่วแน่ขึ้นกว่าเดิม
"ข้าก็ไม่ได้กล่าวหาว่าเจ้าเป็นศิษย์ของวิหารหลิงซวีเสียหน่อย เหตุใดเจ้าร้อนรนถึงเพียงนี้?"
เสียงจากค่ายกลกระบี่ พลันแสดงอาการฉุนเฉียวขึ้นมาทันที
"ไอ้ลูกเต่าเสวียนหยวน! ขอให้ฟ้าผ่ากลางกบาลเจ้า! เจ้าจะมีลูกก็ให้เป็นเต่าไปทั้งชาติ!"
"อ้อ! ไม่สิ... เจ้ามันไอ้คนสองขาไม่มีไข่ จะมีลูกได้อย่างไร!?"
"ถ้ามีปัญญา ก็เข้ามาในค่ายกลเองสิวะ! ข้าจะทำให้ก้นของเจ้าเบ่งบานยิ่งกว่าดอกไม้เสียอีก!"
ทุกคนที่ยืนอยู่รอบๆ "..."
นี่มัน... ยังเป็นเจ้ามารที่มีชื่อเสียงไปทั่วแดนเสินโจวอยู่หรือไม่!?
ทำไมถึงได้หยาบโลนถึงเพียงนี้!?
แต่เสวียนหยวนห่าวกลับไม่หลงกลไปกับคำด่าทอนั้น
เขายิ้มบางๆ พลางกล่าว "เฮ้อ! ตามที่ข้าได้ยินมา ศิษย์ของวังกระบี่หูที่เผชิญหน้ากับเจ้ามารในเมืองหลวงเผ่าอสูรได้กล่าวว่า...เฟิงอู๋เฉินอีกคนที่อยู่ใกล้รอยแยกมิติ สังหารศิษย์พี่ของพวกเขานามหลิงกุ่ยอีได้ด้วย หากเป็นเช่นนั้น... เจ้ามารตัวจริง ย่อมไม่มีทางเป็นคนที่อยู่ในค่ายกลนี้!"
เสียงจากบนยอดเขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
"โอ้โห... เจ้าโรคจิตนั่นมันยังโหดอยู่เหมือนเดิมเลยแฮะ!"
แต่ทันใดนั้น เสียงของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"เจ้าพูดจาเหลวไหล! ข้าอยู่ในเมืองหลวงเผ่าอสูรมาตลอด! คนนอกนั่นต่างหากที่เป็นตัวปลอม! รอให้ข้าออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะ! ข้าจะจับมันมาหั่นหัวเอาไว้เตะเล่น!"
เสวียนหยวนห่าวสูดหายใจลึก ก่อนจะหันไปมองจีหรูเสวี่ย
"เทพธิดาหรูเสวี่ย! ได้ยินมาว่าเจ้ามีความบาดหมางกับเจ้ามารตัวจริง เจ้าคงจดจำเขาได้ดี… เช่นนั้นเจ้าลองบอกข้าหน่อยเถอะ...คนที่อยู่ในค่ายกลนี้ ใช่เฟิงอู๋เฉินหรือไม่?"
จีหรูเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะอ้าปากตอบ
แต่ในขณะนั้นเอง ร่างนางกลับสะท้านเบาๆ จากสิ่งแปลกประหลาดที่กลางแผ่นหลังของตนเอง
เป็นพลังของกระบี่...กำลังใช้พลังยุทธ์เขียนตัวอักษรลงบนหลังของนาง!
ตัวอักษรนั้นคือ "ใช่"
นางหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและตอบกลับไป
"เป็นเขาแน่นอน! ต่อให้หั่นเขาเป็นชิ้นเนื้อนับหมื่นแสน ข้าก็ยังจดจำได้!"
เมื่อได้รับคำตอบจากจีหรูเสวี่ย
เสวียนหยวนห่าว กลับไม่ได้แสดงท่าทีพึงพอใจแม้แต่น้อย
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะถามอีกครั้ง
"เจ้าแน่ใจหรือไม่?"
จีหรูเสวี่ยคิ้วกระตุกขึ้น เผยสีหน้าไม่พอใจ
"องค์ชายเสวียนหยวน! ท่านไม่เชื่อข้ารึ ถ้าเช่นนั้นท่านก็พูดมาตรงๆ เถอะ...ท่านอยากได้คำตอบที่เป็นความจริง หรือแค่อยากได้คำพูดที่ท่านอยากได้ยิน?"
คำกล่าวของนาง ทำให้ทั่วทั้งสนามพลันตกอยู่ในความเงียบงัน!
ดวงตาของเสวียนหยวนห่าวฉายประกายคมกริบเพียงชั่ววูบ
แต่แล้วเขาก็กลับมายิ้มอีกครั้ง
"แน่นอนว่าข้าต้องการความจริงอยู่แล้ว! ไม่เป็นไร... คนในค่ายกลนั้นเจ้าเล่ห์นัก แม้แต่เจ้ายังอาจถูกหลอกได้ แต่ข้ามีวิธีเปิดโปงเขาได้อย่างแน่นอน!"
หลังจากกล่าวจบ เขาหันไปออกคำสั่งเสียงดัง
"นำกระบี่มา!"
สิ้นคำสั่งไม่นาน กุ่ยลี่และชายหนุ่มในชุดดำอีกผู้หนึ่ง นั่งขัดสมาธิหลับตาแน่น โดยรอบพวกเขามีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกายสุวรรณสิบสองคนล้อมวงอยู่ในลักษณะเดียวกัน
เมื่อเคล็ดวิชาลับบางอย่างถูกกระตุ้น กุ่ยลี่และชายหนุ่มชุดดำก็พลันเปล่งแสงแดงออกมาจากร่างกาย ในขณะที่พลังปราณโลหิตจากผู้ฝึกยุทธ์รอบข้าง ก็ค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาสู่พวกเขา
"นั่นมันอะไร..."
ท่ามกลางความฉงน กงเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้น
"นั่นเป็นเคล็ดวิชาลับของสำนักเทพปีศาจ ใช้สิบสองชีวิตเป็นบูชายัญ บังคับเปิดช่องว่างของมิติ พวกมันคิดจะทำอะไรกันแน่?"
ปราณโลหิตในสนามพลันข้นคลั่กยิ่งขึ้น
"อ๊าก!"
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นพร้อมกัน ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสิบสองคนเริ่มกรีดร้องออกมา
ในพริบตาเดียว พลังปราณโลหิตภายในร่างพวกเขาถูกดึงออกไปในอัตราที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เนื้อหนังเริ่มแห้งเหี่ยวลงทีละน้อย
ขณะเดียวกัน บนศีรษะของกุ่ยลี่และชายหนุ่มชุดดำ รอยแยกของมิติปรากฏขึ้น
"อึก... ฮึ่ก!"
พร้อมกับที่ช่องว่างนั้นขยายกว้างขึ้น ร่างของทั้งสองก็นองไปด้วยโลหิตที่ไหลออกจากเจ็ดทวาร เหงื่อเม็ดโตหลั่งออกมาจากหน้าผากไม่ขาดสาย
ทันใดนั้นเอง!
แสงสีแดงพลันวาบขึ้นจากรอยแยกของมิติ ก่อนที่กระบี่เล่มหนึ่งยาวราวสี่ฉื่อ จะพุ่งออกมาและปักเข้ากับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ
เมื่อเห็นดังนั้น ทั้งสองก็รีบถอนเคล็ดวิชาก่อนจะหอบหายใจหนัก
ส่วนเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสิบสองคนรอบตัวพวกเขานั้น กลับเหลือเพียงร่างแห้งกรังไร้ซึ่งชีวิต
เมื่อกระบี่เล่มนั้นปรากฏขึ้น ดวงตาของเฟิงอู๋เฉินพลันสั่นไหว
"กระบี่เพลิงสุริยัน! เป็นกระบี่เพลิงสุริยันจริงๆ!"
เฟิงอู๋เฉินสูดหายใจลึก ยับยั้งความตื่นเต้นภายในใจ เขาไม่ได้รีบเรียกกระบี่กลับมาในทันที
เขาอยากรู้ว่า เสวียนหยวนห่าวทุ่มเทถึงเพียงนี้ในการเปิดช่องว่างของมิติ เพื่อนำกระบี่เพลิงสุริยันออกมา ต้องการจะทำอะไรกันแน่
ชายหนุ่มชุดดำ ที่อยู่ข้างกุ่ยลี่ลุกขึ้นช้าๆ แล้วเดินไปดึงกระบี่เพลิงสุริยันออกจากต้นไม้ ก่อนจะตะโกนขึ้นกลางสนาม
"ข้าคือหลี่เหยียน องค์ชายแห่งแคว้นปีศาจแดนใต้! เจ้าคือเฟิงอู๋เฉินมิใช่หรือ? ว่ากันว่าเจ้าคือมารที่ใช้วิชาควบคุมกระบี่! กระบี่เพลิงสุริยันอยู่ที่นี่ หากเจ้าเป็นเฟิงอู๋เฉินจริง จงเรียกมันคืนไป!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างเข้าใจในทันที
"ยอดเยี่ยม!"
ต้วนจิงหงถึงกับอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม
ขณะที่ ต้วนเหยียนเอ๋อร์ยังคงงุนงงและเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
"ดีอย่างไรหรือ?"
จีหรูเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"กระบี่เพลิงสุริยันเล่มนี้ เป็นอาวุธประจำกายของมารผู้นั้นเมื่อคราวอยู่แดนใต้ มันเชื่อมโยงกับเจตนาของเจ้าของ หากบุคคลผู้นั้นเป็นมารตัวจริง ก็ต้องสามารถเรียกมันกลับคืนได้เพียงพลิกฝ่ามือ! หากไม่สามารถทำได้ ก็พิสูจน์ได้ว่าเขามิใช่มารตนนั้น! อีกทั้งค่ายกลกระบี่แปดทิศที่เขาใช้ ก็มาจากวิหารหลิงซวี เมื่อนำทั้งสองเงื่อนไขมาพิจารณาร่วมกัน ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจนัก! ดูท่าเสวียนหยวนห่าวกำลังบีบให้วิหารหลิงซวีต้องออกโรงทำลายค่ายกลนี้!"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง!"
ขณะนั้นเอง เย่เทียนเฉินก้าวออกมาด้านหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"แค่เพียงวิชาเดียวก็จะตัดสินตัวตนของอีกฝ่าย มันไม่ด่วนสรุปเกินไปหรือ? ในเมื่อวิชาควบคุมกระบี่มิใช่มีเพียงมารผู้นั้นผู้เดียวที่ใช้ได้!"
เขายังจำได้แม่นยำว่า เมื่อคราวประลองกับกู่ฉี ตนเองก็พ่ายแพ้ให้กับวิชาควบคุมกระบี่ของอีกฝ่าย
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น สายตาของทุกคนก็จับจ้องมาที่เย่เทียนเฉิน
"จริงอยู่ วิชาควบคุมกระบี่มิใช่มีเพียงมารผู้นั้นเท่านั้นที่ใช้ได้ แต่ผู้ที่สามารถใช้มันได้ด้วยพลังปราณในขั้นทะเลโลหิตกลับแทบไม่มีเลย..."
คิ้วของเย่เทียนเฉินขมวดแน่น ก่อนจะชี้ไปที่เฟิงอู๋เฉิน
เฟิงอู๋เฉินใจสะท้าน รีบควบคุมสีหน้าทันที ก่อนจะกล่าวอย่างรวดเร็ว
"เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก เรามาดูสถานการณ์กันก่อนเถอะ!"
ต้วนจิงหงก็เอ่ยเสริม
"ใช่แล้วศิษย์พี่เย่ ดูเหตุการณ์ไปก่อนเถิด คิดมากไปก็เปล่าประโยชน์"
เย่เทียนเฉิน "..."
เมื่อกระบี่เพลิงสุริยันปรากฏขึ้น บุคคลที่อยู่ในค่ายกลก็นิ่งเงียบลงทันที
เห็นดังนั้นหลี่เหยียนก็ยิ่งได้ใจ หัวเราะเยาะขึ้น
"ฮ่าฮ่าฮ่า... เจ้าคงควบคุมกระบี่เล่มนี้ไม่ได้สินะ? เจ้าไม่ใช่เฟิงอู๋เฉิน!"
เสียงในค่ายกลกลับดังขึ้นอย่างเดือดดาล
"บัดซบ! เจ้าจงถอยห่างจากกระบี่ของข้าเสีย หากไม่แล้ว ข้าจะควบคุมกระบี่เสียบเจ้าให้ตาย!"
หลี่เหยียนหัวเราะอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิม
"ดี! งั้นเจ้าลองดู! ใช้กระบี่แทงข้าสิ! ข้าขอร้องเจ้าล่ะ แทงข้าให้ตายเสียเถอะ ฮ่าฮ่าฮ่า..."
ใบหน้าของผู้คนรอบข้างล้วนฉายแววเหยียดหยาม
'หากมันสามารถควบคุมกระบี่ได้จริง ป่านนี้คงใช้ไปนานแล้ว จะมัวรออะไรอยู่?'
เช่นนี้แล้ว ดูเหมือนว่าความจริงเรื่องตัวตนของอีกฝ่ายจะถูกเปิดเผยแล้ว!
ขณะทุกคนมั่นใจว่าเขาเป็นตัวปลอม เสียงหัวเราะของหลี่เหยียนกลับหยุดชะงักทันที กลายเป็นเสียงร้องอันหวาดกลัวสุดขีด
"นี่... นี่มันเกิดอะไรขึ้น!"
ทุกคนหันไปมอง ก็เห็นว่ากระบี่เพลิงสุริยันในมือของหลี่เหยียนกำลังสั่นสะท้านไม่หยุด
ชวิ้ง!
กระบี่พุ่งทะยานออกจากมือเขา!
แสงสีแดงวาบขึ้นกลางอากาศ มันหมุนตัวกลับราวกับมีชีวิต พุ่งตรงกลับมายังหลี่เหยียน
เมื่อเห็นดังนั้น สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันที
"แย่แล้ว!"
แต่หลี่เหยียนเพิ่งจะใช้พลังมหาศาลไปกับเคล็ดวิชาเปิดช่องว่างของมิติ ร่างกายจึงอ่อนล้าเกินกว่าจะตอบสนองได้ทัน
"ท่านโอรสสวรรค์... ช่วยข้าด้วย!"
เขาหวังให้กุ่ยลี่ช่วยเหลือ แต่ว่ากุ่ยลี่ก็ไม่ต่างจากเขา พลังถูกใช้จนหมดสิ้น ไม่มีเรี่ยวแรงจะช่วยใคร
ฉึก!
เสียงกระบี่เสียบทะลุเนื้อดังขึ้น กระบี่เพลิงสุริยันก็จมลงในลำคอของหลี่เหยียน เลือดสดๆ พุ่งทะลักออกจากปาก
"ข้า... ข้าเป็นองค์ชายแห่งแคว้นปีศาจ... เป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะมาตายเช่นนี้..."
…………………………….