- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 162 ตัวตนถูกเปิดเผย
บทที่ 162 ตัวตนถูกเปิดเผย
บทที่ 162 ตัวตนถูกเปิดเผย
เฟิงอู๋เฉินเลิกคิ้วเล็กน้อย “สำนักบูรพาไท่หวงคือสิ่งใด?”
จีหรูเสวี่ยกล่าวเสียงเย็นชา “อาจารย์ของข้าได้ร่วมมือกับยอดฝีมือทั่วทั้งเขตตะวันออกแห่งอวิ๋นโจว ก่อตั้งพันธมิตรนักรบขึ้นมา และสถานที่แห่งนี้คือศูนย์กลางของพวกเรา จึงได้ตั้งชื่อว่า สำนักบูรพาไท่หวง! การที่สำนักจันทร์กระจ่างรวบรวมอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศ ก็มิใช่เพียงเพื่อคัดเลือกศิษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการเตรียมการเพื่อพันธมิตรนี้ด้วย!”
“โอ้?..แม่นางจี…” เฟิงอู๋เฉินเลิกคิ้วด้วยสีหน้าแปลกใจ
“ข้าทำไม?” จีหรูเสวี่ยคิ้วขมวด
“เจ้าพูดกับข้าดีๆ โดยไม่ใช้อารมณ์เป็นด้วยหรือ?” เฟิงอู๋เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“เจ้า!...” จีหรูเสวี่ยค้อนตามองเขาอย่างเดือดดาล
เฟิงอู๋เฉินหัวเราะเบาๆ ก่อนหรี่ตาลงเล็กน้อย
‘มิน่าล่ะ ข้าถึงได้พบยอดฝีมือมากมายในสำนักจันทร์กระจ่าง อีกทั้งพวกเขายังต้องการรับศิษย์อย่างรีบร้อน ที่แท้ก็มีเบื้องหลังเช่นนี้อยู่ด้วย’
เฟิงอู๋เฉินครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
แต่สิ่งที่ทำให้เขาสงสัยก็คือ เขตตะวันออกแห่งอวิ๋นโจวเป็นดินแดนที่มีการแก่งแย่งอำนาจกันมานานหลายปี เหตุใดจู่ๆ หนานกงเยว่ถึงมีความคิดที่จะรวมกลุ่มก่อตั้งพันธมิตรนักรบขึ้นมา?
‘หรือว่านางต้องการรวบอำนาจทั้งหมดมาอยู่ในกำมือ?’
‘ไม่สมเหตุสมผล!’
เฟิงอู๋เฉินรีบปัดความคิดนี้ทิ้งไป
‘เพราะหากคิดจะรวมเขตตะวันออกจริง ต้วนหลงอิ๋นย่อมไม่เห็นดีเห็นงามด้วยแน่นอน’
‘เมืองจูเชวี่ยเป็นเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนนี้ หากเกิดการรวมอำนาจ ย่อมหมายถึงการลดทอนอำนาจของพวกเขา และต้วนหลงอิ๋นคงเป็นคนแรกที่ไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น’
‘น่าสนใจนัก!’
‘จากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ผู้อาวุโสทั้งสองแย่งชิงศิษย์กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็สามารถบอกได้ชัดเจนว่าทั้งสองต่างเป็นคนที่ยึดมั่นในผลประโยชน์ของตนเอง’
‘แต่สิ่งใดกันที่ทำให้พวกเขาละทิ้งผลประโยชน์ของตน และเลือกที่จะร่วมมือกัน?’
‘ต้องมีบางสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แน่นอน…’
เฟิงอู๋เฉินขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“หากข้าเข้าร่วมสำนักบูรพาไท่หวง จะมีข้อปฏิบัติใดที่ต้องยึดถือหรือไม่?”
หนานกงเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แน่นอนว่ามี! กองกำลังที่แข็งแกร่งย่อมต้องมีระเบียบ แต่เจ้าวางใจได้ พวกเรามิใช่พวกเคร่งครัดในกฎเกณฑ์โบราณตราบใดที่ไม่ขัดต่อจิตใจของเจ้าเอง และหากวันใดเจ้ารู้สึกว่าแนวทางของพวกเราไม่ตรงกับเจ้า เจ้าสามารถออกไปได้ทุกเมื่อ! แต่ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในเขตไท่หวง เราจะให้การสนับสนุนเจ้าอย่างเต็มที่”
เฟิงอู๋เฉินฟังแล้วกลับยิ่งรู้สึกแปลกใจ
‘มาแล้วก็ไปได้ นี่มันกฎเกณฑ์แบบไหนกัน?’
แต่เรื่องนี้ดูจะซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เฟิงอู๋เฉินจึงพยักหน้า
“ตกลง ข้าจะเข้าร่วม!”
หนานกงเยว่เผยรอยยิ้มงามบางเบา “ดีมาก!”
จากนั้นนางหันไปสั่งความกับจีหรูเสวี่ย
“พาซ่างกวนเจวี๋ยไปยังที่พักของนาง เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย และในช่วงวันสองวันนี้ เจ้าเป็นคนสั่งสอนนางก่อน”
จีหรูเสวี่ยพยักหน้า “รับทราบ!”
หลังจากนั้น หนานกงเยว่หันไปหาต้วนหลงอิ๋นและว่านเหยียน
“อีกไม่กี่วันข้างหน้า เขตไท่หวงจะคึกคักมากขึ้น พวกเขาที่เหลืออีกสองคนก็น่าจะมาถึงแล้ว ขอให้พวกท่านเตรียมตัวไว้ด้วย”
ต้วนหลงอิ๋นและว่านเหยียนพยักหน้าโดยมิได้เอ่ยคำใด
ในที่สุด หนานกงเยว่ก็เดินมาหาเฟิงอู๋เฉิน
“ตามข้ามา!”
เฟิงอู๋เฉินกำลังจะก้าวเดินตามไป แต่ก็รู้สึกถึงแรงดึงที่ชายเสื้อของตน
เมื่อหันกลับไป ก็พบว่าเป็นซ่างกวนเจวี๋ยที่คว้าเสื้อเขาไว้
เฟิงอู๋เฉินลูบศีรษะของเด็กหญิงเบาๆ “ไปกับศิษย์พี่ของเจ้าเถิด รอให้ข้าทำธุระเสร็จแล้ว ข้าจะมาหาเจ้าเอง”
ซ่างกวนเจวี๋ยชูนิ้วก้อยขึ้น “เกี่ยวก้อย!”
เฟิงอู๋เฉินอดยิ้มไม่ได้ ก่อนจะเอื้อมนิ้วไปเกี่ยวไว้ “ตกลง! เกี่ยวก้อย!”
เฟิงอู๋เฉินติดตามหนานกงเยว่ขึ้นเขาไปตลอดทาง
หลังจากเดินไปประมาณครึ่งชั่วยาม ทั้งสองก็มาถึงยอดเขาสูงสุด
เมื่อทอดสายตามองลงไป สามารถเห็นสำนักจันทร์กระจ่างทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
เมื่อมาถึงจุดนี้ หนานกงเยว่พลันหยุดเท้า แล้วทอดมองทิวทัศน์เบื้องล่าง ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา
เฟิงอู๋เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม “ท่านเป็นอะไรไปหรือ?”
หนานกงเยว่เผยยิ้มบาง “ทิวทัศน์อันงดงามเช่นนี้ จงมองให้เต็มตาเสียเถิด”
เฟิงอู๋เฉินขมวดคิ้วหนักขึ้น
‘ผู้หญิงคนนี้... เหตุใดพูดจาคลุมเครือยิ่งนัก’
หนานกงเยว่หันกลับมา จ้องมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะกล่าวต่อ
“แท้จริงแล้ว เจ้าปฏิเสธพวกเขาทั้งสองข้ากลับไม่แปลกใจเลย เพราะหากพูดกันตรงๆ ฝีมือหมากล้อมของเจ้านั้นเหนือกว่าข้าเสียอีก และคงไม่ด้อยกว่าว่านเหยียนนัก ส่วนวิถีกระบี่... ระดับปรมาจารย์กระบี่และมหาปรมาจารย์กระบี่ ต่างกันเพียงแค่เส้นบางๆ ต้วนหลงอิ๋น เขาไม่มีอะไรจะสอนเจ้าแล้ว”
“……”
เฟิงอู๋เฉินกำลังจะโต้แย้ง แต่จู่ๆ เขาก็ตระหนักถึงบางอย่าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที
‘นางกล่าวว่าอะไรนะ!? ปรมาจารย์กระบี่!? แต่ข้าไม่เคยเปิดเผยว่าข้าอยู่ในระดับนี้!’
เขาเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แววตาตกตะลึง
ทว่า แววตาของหนานกงเยว่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย!”
เฟิงอู๋เฉินเข้าใจในทันที
‘หญิงผู้นี้... ใช้เพียงเสี้ยวลมหายใจของอาการตกใจของข้า ก็ตัดสินตัวตนของข้าได้แล้ว!’
เมื่อเห็นว่าไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป เฟิงอู๋เฉินจึงละทิ้งการแสร้งทำตัวเป็นกู่ฉี และกลับคืนสู่รูปลักษณ์ปกติของตนเอง
“ท่านเริ่มสงสัยข้าตั้งแต่เมื่อใด?”
หนานกงเยว่หัวเราะเบาๆ “ฮิฮิ…ก็ตั้งแต่เจ้าก้าวขึ้นเขามานั่นแหละ…”
นางหันกลับไปมองเฟิงอู๋เฉิน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าเพิ่งไปที่เมืองหนานชางไม่นานมานี้ และรู้จักองครักษ์ในจวนเจ้าเมืองที่ชื่อกู่ฉีดี เขาเป็นคนขลาดเขลา เจ้าเล่ห์เพทุบาย มิได้มีพรสวรรค์ใดๆ เลย”
เฟิงอู๋เฉินอดไม่ได้ที่จะยิ้มขมขื่น
‘เสียรู้ให้แก่นางแล้วจริงๆ’
‘ข้าไม่คิดเลยว่านางจะเคยไปเมืองหนานชางด้วยตนเอง และยังจำชื่อกู่ฉีได้ด้วย!’
หลังจากนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เขาจึงถามกลับ
“แต่นี่เป็นโลกที่มีศาสตร์แปลงโฉมอยู่มากมาย ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าข้าเป็นคนที่ท่านสงสัย?”
มุมปากของหนานกงเยว่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มงดงาม
“ข้าคาดเดาเอา”
“……”
เฟิงอู๋เฉินถึงกับหมดคำจะพูด ‘นี่ข้าถูกนางตลบหลังอีกครั้งแล้วงั้นหรือ?’
แต่ภายในใจกลับเพิ่มความระแวดระวังขึ้นมา
ชั่วพริบตา กระบี่พิฆาตมังกรก็ปรากฎขึ้นในมือเขา
“ในเมื่อเรื่องราวถูกเปิดเผยแล้ว เช่นนั้นท่านเจ้าสำนักคิดจะทำเช่นไร? จะมาทวงคืนความพ่ายแพ้แทนศิษย์ของท่านหรือ?”
หนานกงเยว่หัวเราะเบาๆ
“ศิษย์ของข้าถูกข้าให้ท้ายมากเกินไป เจ้าเพียงทำให้นางได้เรียนรู้ความพ่ายแพ้บ้าง สำหรับข้าถือเป็นเรื่องดีเสียอีก อีกทั้ง เจ้าตอนนี้ก็ถือเป็นศิษย์ของสำนักบูรพาไท่หวงแล้ว ข้าไม่มีเหตุผลที่จะทำร้ายเจ้า”
เฟิงอู๋เฉินจับตามองนาง แต่ก็ไม่รู้สึกถึงเจตนาร้ายใดๆ จากสตรีผู้นี้เลย
สุดท้ายเขาจึงค่อยๆ คลายมือ และเก็บกระบี่กลับไป
“แล้วข่าวลือที่ว่า ข้าเป็นผู้ทำให้ศิษย์ของท่านมีมลทิน ท่านไม่สนใจหรือ?”
หนานกงเยว่หัวเราะอีกครั้ง พลางเดินนำไปตามเส้นทางขึ้นยอดเขา
“เรื่องข่าวลือที่ว่า เจ้ามีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับศิษย์ของข้าน่ะหรือ? เจ้าคิดว่าข้าตาบอดหรืออย่างไร?”
นางหยุดฝีเท้า แล้วหันมามองเฟิงอู๋เฉินด้วยแววตาหยอกเย้า
“ข้าเป็นสตรี ข้าย่อมรู้ดีว่านางยังบริสุทธิ์ ในช่วงเวลาที่อยู่ในวังมังกร เจ้ากับนางไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ ใช่หรือไม่?”
เฟิงอู๋เฉินพยักหน้าเบาๆ
หนานกงเยว่หัวเราะเสียงใส “ฮิฮิ จริงๆ แล้ว ข้ากลับหวังให้พวกเจ้าจะมีอะไรกันเสียด้วยซ้ำ!”
เฟิงอู๋เฉินชะงักไปทันใด ก่อนจะเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าฉงนใจยิ่ง
‘นางกำลังคิดอะไรอยู่ นี่เป็นความคิดของนางจริงหรือ.. นี่มันความคิดของตาแก่ขี้เมาในหอสุราชัดๆ’
หนานกงเยว่คล้ายคาดเดาแววตานั้นออก นางหัวเราะเบาๆ กล่าวต่อ “ศิษย์ของข้ากำลังอยู่ในวัยที่สมควรแต่งงานออกเรือน แต่เพราะนางเย่อหยิ่งเกินไป จึงไม่เคยใส่ใจเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่มาหมายปอง ข้าในฐานะอาจารย์ก็เป็นห่วงนางอยู่เหมือนกัน”
กล่าวถึงตรงนี้ นางพลันเหลือบตามองเฟิงอู๋เฉินด้วยแววตาประเมินตั้งแต่หัวจรดเท้า
“หากเจ้าคิดเปลี่ยนใจเมื่อใด ข้าจะเป็นแม่สื่อและเป็นผู้จัดพิธีแต่งงานให้เอง”
เฟิงอู๋เฉินถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินคำพูดของหนานกงเยว่
เขารีบยกมือขึ้นพร้อมกล่าวด้วยสีหน้าอึดอัด “ท่านอย่าได้ล้อข้าเล่นเช่นนี้!”
แต่หนานกงเยว่กลับจ้องมองเขาด้วยแววตาจริงจัง “ข้ามิได้ล้อเล่น ในดินแดนอวิ๋นโจว มีเพียงไม่กี่คนที่คู่ควรกับศิษย์ของข้า และเจ้าก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น”
จากนั้น สีหน้าของหนานกงเยว่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกซึ้ง
“แม้ว่าพวกเจ้าจะมิได้มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน แต่เจ้าก็ได้เห็นเรือนร่างของศิษย์ข้าแล้วใช่หรือไม่?”
ได้ยินคำนี้ เฟิงอู๋เฉินพลันสะดุ้งอีกครั้ง พลางเผยรอยยิ้มขมขื่น
“ศิษย์ข้าถือเรื่องความบริสุทธิ์เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ตอนนี้เจ้าย่อมเหลือเพียงสองทางเลือก หนึ่งเจ้าต้องแต่งงานกับนาง หรือสอง นางจะตามสังหารเจ้าไปเรื่อยๆ เจ้าตัดสินใจเถอะ!”
เฟิงอู๋เฉินได้แต่ยิ้มเจื่อนอย่างจนใจ
‘ผู้หญิงเจ้าแค้นเช่นจีหรูเสวี่ย ข้าจะรับนางเป็นภรรยาได้อย่างไร แค่นางเห็นหน้าข้าก็คงชักกระบี่เข้าใส่เป็นแน่’
‘ที่สำคัญ… หัวใจของข้า มีคนอื่นครอบครองไปแล้ว’
เขาทำได้เพียงปลอบใจตัวเอง
‘นั่นเป็นหนี้กรรมของเจ้ามารเฟิงอู๋เฉิน แล้วข้ากู่ฉีเกี่ยวข้องอันใดด้วยเล่า?’
……