- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 94 พรสวรรค์ของเฟิงอู๋เฉิน!
บทที่ 94 พรสวรรค์ของเฟิงอู๋เฉิน!
บทที่ 94 พรสวรรค์ของเฟิงอู๋เฉิน!
“หยุดมือ!”
ในช่วงเวลาวิกฤติ เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นดุจฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ กึกก้องสะท้อนเข้าหูของทุกผู้คน
เหล่าผู้คนพากันเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นผู้ที่มาใหม่เป็นบุรุษชราผมขาวแต่ใบหน้ากลับอ่อนเยาว์ราวกับเด็ก
เมื่อเห็นผู้มาใหม่ ทุกคนต่างรีบประสานมือทำความเคารพ
“ท่านเจ้าสำนัก!”
แม้แต่เยว่ชิงอิงเองยังต้องโค้งกายลงเล็กน้อย
“อาจารย์!”
ลั่วเฟิงกู่และฉือเหลี่ยนสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะพากันสลายพลังวิญญาณที่แผ่ออกมา
“ท่านเจ้าสำนัก!”
ร่างของชางห่าวค่อยๆ ร่อนลงสู่พื้น สายตากวาดมองซากปรักหักพังโดยรอบพลางขมวดคิ้วแน่น
เมื่อเห็นชายผู้นี้ เฟิงอู๋เฉินเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมาในใจ
‘ชายผู้นี้แข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งเสียจนหากลั่วเฟิงกู่กับฉือเหลี่ยนร่วมมือกันก็คงมิอาจเอาชนะได้ พลังของเขาลึกลับไร้ที่สิ้นสุด ไม่สามารถหยั่งรู้ระดับพลังได้เลย’
ทว่าเฟิงอู๋เฉินกลับมีสัมผัสพิเศษต่อยอดฝีมือ
และความรู้สึกนี้ของเขาไม่เคยผิดพลาด!
“ท่านเจ้าสำนัก! เจ้าสัตว์เดรัจฉานนี่มันฆ่าศิษย์ของยอดเขาอือหยางไปมากมาย ทั้งศิษย์ระดับสูง ผู้ดูแล แม้กระทั่งผู้อาวุโส! ขอท่านโปรดตัดสินความให้ข้าด้วยเถิด!”
ขณะกล่าว ฉือเหลี่ยนทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่ง สีหน้าสำรวมเต็มไปด้วยความเคารพ
ลั่วเฟิงกู่ตอบกลับเสียงเย็นชา “เป็นคนของเจ้าเองที่บุกขึ้นยอดเขาอู๋เหินก่อน เฟิงอู๋เฉินเพียงแต่ใช้วิธีของเจ้าสวนกลับไปเท่านั้น ไม่ต่างอะไรจากการชำระหนี้”
“เจ้า…”
“พอได้แล้ว!”
แม้ว่าทั้งสองจะดูกร่างใหญ่คับฟ้าในสายตาคนทั่วไป แต่เพียงแค่ชางห่าวตวาดเสียงเดียว ทั้งคู่ก็พลันเงียบลงทันที
ชางห่าวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ลั่วเฟิงกู่ พาคนของเจ้ากลับไปที่ยอดเขาอู๋เหิน อย่าหาเรื่องก่อเภทภัยโดยใช่เหตุ”
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวจบ สนามรบพลันตกอยู่ในความเงียบงัน
ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ชางห่าวด้วยความเหลือเชื่อ
นี่คือการตัดสินของเขาที่มีต่อเฟิงอู๋เฉินงั้นหรือ?
ศิษย์ที่ตายไปเมื่อครู่ล้วนเป็นยอดฝีมือของสำนักชิงเฉินแท้ๆ!
แต่ในฐานะเจ้าสำนัก ชางห่าวกลับปล่อยเขาไปง่ายๆ เช่นนี้?
ลั่วเฟิงกู่พยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว”
“ไม่ได้!”
ฉือเหลี่ยนที่ยังคุกเข่าอยู่รีบโต้แย้งทันที “ท่านเจ้าสำนัก! ศิษย์ของยอดเขาอือหยางของข้าไม่อาจตายเปล่าได้! ข้าจะไม่ยอมปล่อยเจ้าสัตว์เดรัจฉานนี่ไปเด็ดขาด!”
“……”
ชางห่าวมิได้เอื้อนเอ่ยคำใด เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย กลิ่นอายอันหนักหน่วงและเกรี้ยวกราดก็พลันแผ่ซ่านออกมา ทันใดนั้นฉือเหลี่ยนรู้สึกดั่งต้องจมดิ่งลงสู่ห้วงน้ำแข็งอันเย็นเยียบ
ทั่วทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนาน ก่อนที่ชางห่าวจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้ามิพอใจในคำตัดสินของข้า?”
“ข้า…”
ฉือเหลี่ยนยังอยากเอ่ยคำต่อ ทว่าทันทีที่สบสายตาของชางห่าว ความโกรธแค้นนับพันหมื่นที่อัดแน่นอยู่ในอกก็ต้องกลืนลงไปจนหมดสิ้น
“มิกล้า!”
“ในเมื่อมิกล้า เช่นนั้นจงจัดการพิธีศพของศิษย์ให้เรียบร้อย แล้วกำชับคนบนยอดเขาอือหยางให้มากกว่านี้ เข้าใจหรือไม่?”
“ข้าทราบแล้ว!”
“ถ้าเช่นนั้น…ก็แยกย้ายกันไปเถิด!”
“……”
จุดจบเช่นนี้เหนือความคาดหมายของทุกคน แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวคัดค้านแม้แต่คำเดียว
แม้ว่ายอดเขาทั้งห้าของสำนักชิงเฉินจะมีอิสระต่อกัน และกิจการภายในสำนักส่วนใหญ่ล้วนจัดการโดยผู้อาวุโสและผู้นำของแต่ละยอดเขา ทำให้เจ้าสำนักดูเหมือนไม่มีบทบาทมากนัก
แต่แท้จริงแล้ว เหล่าผู้นำระดับสูงของสำนักต่างรู้ดี
ว่าผู้ที่กุมอำนาจที่แท้จริงในสำนักชิงเฉินก็คือชางห่าว!
บุรุษผู้นี้แม้มิชอบโอ้อวดอำนาจในยามปกติ แต่เมื่อถึงคราวต้องตัดสินเรื่องสำคัญ ก็ไม่มีใครกล้าท้าทายคำสั่งของเขาได้
หลังจากผู้คนทยอยกันแยกย้ายออกไป เอี๋ยนจวินและเอี๋ยนชิงจึงเข้ามาพยุงฉือเหลี่ยนให้ลุกขึ้น
“ท่านเจ้าหุบเขา…เป็นพวกเราที่ไร้ความสามารถ!”
ฉือเหลี่ยนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้า! เยว่ชิงอิงได้รับโชควาสนาอันใหญ่หลวงจากซากโบราณ บัดนี้พลังของนางหาใช่สิ่งที่พวกเจ้าต่อกรได้อีกต่อไป”
เมื่อมองดูร่างไร้วิญญาณที่กองเกลื่อนอยู่เต็มพื้น ดวงตาของเอี๋ยนจวินและเอี๋ยน ชิงก็ฉายแววอาฆาตออกมา
“เจ้ามารน้อยนั่นฆ่าศิษย์ยอดเขาอือหยางของเรามากมาย แต่ท่านเจ้าสำนักกลับมิได้ลงโทษมันเลยสักนิด! ไม่เกรงว่าพวกเราจะผิดหวังในตัวเขาหรอกหรือ?”
“ผิดหวัง?”
ฉือเหลี่ยนแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “หึ! ข้ากลัวว่าในสายตาของชางห่าว พวกที่ตายไปเหล่านี้…อาจไม่มีค่ามากเท่าเฟิงอู๋เฉินเสียด้วยซ้ำ”
“อะไรนะ?!”
“เหล่าศิษย์ ผู้ดูแล แม้กระทั่งผู้อาวุโสขั้นกายสุวรรณระดับสูง ยังมิอาจเทียบกับสัตว์เดรัจฉานไร้ชีพจรวิญญาณตัวเดียวได้งั้นหรือ? เขาบ้าหรือไร?”
“เมื่อก่อนเป็นเขาเองที่กล่าวปฏิเสธพรสวรรค์ของมัน แต่บัดนี้กลับปกป้องมันเสียยิ่งกว่าลูกในไส้ แล้วเขาคิดอะไรกันแน่?”
ฉือเหลี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
“ปฏิเสธงั้นหรือ? หึ…ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเราทั้งหมดถูกเขาหลอกเข้าแล้ว!”
เอี๋ยนจวินและเอี๋ยนชิงสบตากัน สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
“ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“ก็อย่างที่พวกเจ้าว่า ชางห่าวคือเจ้าสำนัก ในสายตาของเขา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผลประโยชน์ของสำนัก หากเป็นศิษย์ทั่วไปที่สร้างความเสียหายแก่สำนักถึงเพียงนี้ ป่านนี้คงถูกเขาฆ่าทิ้งไปแล้วตั้งแต่แรก!”
“นั่นหมายความว่า…พรสวรรค์ของเฟิงอู๋เฉินเป็นของจริง!”
“มีเพียงความเป็นไปได้นี้เท่านั้น!”
เมื่อพวกเขาคิดถึงความเป็นไปได้นี้ สีหน้าของทุกคนก็ยิ่งดูแย่ลงกว่าเดิม
“แล้วอย่างไรเล่า? ฆ่าคนก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต! เป็นหลักการของสวรรค์และโลก! แม้ว่าชางห่าวจะเป็นเจ้าสำนัก ก็ไม่มีสิทธิ์อุ้มชูมารสังหารคนได้! ท่านเจ้าหุบเขา ท่านเป็นเพียงหนึ่งเดียวในสี่เจ้าหุบเขาที่บรรลุขั้นทะเลโลหิตขั้นสูงสุด พลังยุทธ์ของท่านแข็งแกร่งที่สุด หากชางห่าวขวางทางเราในการล้างแค้น…เหตุใดจึงไม่กำจัดเขาแล้วขึ้นแทนที่เสียเลย!”
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกจากปาก สีหน้าของฉือเหลี่ยนพลันเปลี่ยนไปทันที!
ทันใดนั้น กลิ่นอายอันเกรียงไกรพลันแผ่ซ่านออกมา
เพียงพริบตาเดียว เอี๋ยนจวินและเอี๋ยนชิงก็พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอะไรอยู่?”
เมื่อเห็นทั้งสองส่ายหน้า ฉือเหลี่ยนจึงสลายพลังอันกดดันออกไป
ทั้งคู่รีบคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที
“โปรดอภัยให้พวกเราด้วยท่านเจ้าหุบเขา! พวกเราก็เพียงแต่คิดถึงศิษย์ที่ล่วงลับไปเท่านั้น! ในบรรดาเจ้าหุบเขาทั้งสี่ ท่านคือผู้เดียวที่บรรลุขั้นทะเลโลหิตขั้นสูงสุด ไฉนจึงหวาดกลัวถึงเพียงนี้…”
“หุบปาก!”
ฉือเหลี่ยนขมวดคิ้ว ดวงตามีแต่ความเคร่งขรึม
“พวกเจ้าพึ่งมาอยู่สำนักชิงเฉินได้ไม่นาน พวกเจ้าไม่รู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของชางห่าวเลยสักนิด! จงจำไว้ให้ดี คำพูดเช่นวันนี้ ต่อไปอย่าได้เอ่ยออกมาอีกเป็นอันขาด!”
เมื่อเห็นฉือเหลี่ยนมีท่าทีหวาดหวั่นต่อชางห่าวถึงเพียงนี้ ทั้งสองก็เลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก
“แล้วแค้นของเหล่าศิษย์…จะไม่ล้างเลยหรือ?”
“แน่นอนว่าต้องล้างแค้น!”
ขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งดังขึ้นจากระยะไกล
ทั้งสามคนหันไปมอง เห็นผู้ที่มาใหม่เป็นหลินหว่าน
“อาจารย์!”
หลินหว่านเดินไปหาฉือเหลี่ยนแล้วโค้งคำนับ
“ไม่ต้องมากพิธี!”
นางรีบยืนขึ้น กวาดตามองทุกคน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้ามีวิธีชำระแค้นให้เหล่าศิษย์ร่วมสำนัก!”
ได้ยินเช่นนี้ เอี๋ยนจวินก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เฟิงอู๋เฉินอาจมีพรสวรรค์มากพอที่จะทำให้ระฆังแห่งการตระหนักรู้ดังก้อง ท่านเจ้าสำนักคงไม่มีวันปล่อยให้เขาตายง่ายๆ”
แต่เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลินหว่านกลับยิ่งแน่ใจว่าต้องฆ่าเฟิงอู๋เฉินให้ได้
“ถ้าเช่นนั้น นี่ยิ่งเป็นเหตุผลที่ต้องฆ่าเขา! วันนี้เขายังมิได้เติบโตเต็มที่ ก็สามารถฆ่าศิษย์ยอดเขาอือหยางได้มากมาย แล้วหากเขาทะลวงเข้าสู่ขั้นทะเลโลหิตเล่า? พวกท่านกับข้าอาจไม่มีชีวิตรอดถึงวันนั้นเลยก็ได้!”
คำพูดนี้ นางกล่าวกับฉือเหลี่ยนโดยตรง
เพราะเมื่อครั้งก่อน ผู้ที่ร่วมมือกับตระกูลหลินในการดึงชีพจรวิญญาณของเฟิงอู๋เฉินออกมาก็คือฉือเหลี่ยนเอง
บัดนี้ตระกูลหลินถูกกวาดล้างจนสิ้นซากแล้ว หากรอให้เฟิงอู๋เฉินแข็งแกร่งขึ้น การที่เขาจะฆ่าฉือเหลี่ยนก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา!
ฉือเหลี่ยนสูดหายใจลึก ถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ว่ามา…เจ้ามีแผนอะไร?”
ประกายในดวงตาของหลินหว่านฉายแววสังหาร
“ข้าจะท้าทายเฟิงอู๋เฉินในการประลองเป็นตาย! ด้วยความชิงชังของเขาที่มีต่อข้า เขาย่อมไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน!”
“ไม่ได้! เจ้าสู้มันไม่ได้! แม้แต่ยอดฝีมือขั้นกายสุวรรณอย่างหลิงซงยังตายด้วยน้ำมือของมัน!”
ผู้อาวุโสทั้งสองรีบคัดค้านแผนของหลินหว่านทันที
ยอดเขาอือหยางเสียหายหนัก ศิษย์ล้มตายเป็นจำนวนมาก พลังอำนาจอ่อนแอลงกว่าที่เคย หากแม้แต่หลินหว่านศิษย์แท้จริงเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ต้องตายอีก ยอดเขาอือหยางก็คงถึงคราวล่มสลายอย่างแท้จริง!
ทว่าสายตาของหลินหว่านกลับทอประกายเจ้าเล่ห์ มุมปากแสยะยิ้มเล็กน้อย
“วันนี้ข้าอาจยังมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าในวันพรุ่งข้ายังสู้ไม่ได้! ตอนนี้ข้าได้รับการสนับสนุนจากตระกูลฉินอย่างเต็มที่แล้ว หากอาจารย์ช่วยส่งเสริมข้าอีกสักหน่อย ภายในสามวัน ข้าจะต้องฆ่าเขาได้แน่นอน!”
……