- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 83 วิญญาณพิทักษ์กระบี่
บทที่ 83 วิญญาณพิทักษ์กระบี่
บทที่ 83 วิญญาณพิทักษ์กระบี่
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
เมื่อเฟิงอู๋เฉินลืมตาตื่นขึ้นมา เขากลับรู้สึกปวดศีรษะราวกับถูกเข็มแทง
ครั้นสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มใต้ร่างของตนเอง ภาพเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะหมดสติก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
“ข้ากับนาง…”
เมื่อรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมิอาจย้อนคืน เฟิงอู๋เฉินก็รู้สึกสับสนเป็นอย่างยิ่ง
ขณะนั้น เยว่ชิงอิงคิ้วขมวดเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเช่นกัน
นางรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของร่างกาย และเมื่อเห็นเฟิงอู๋เฉินที่เปลือยกายแนบทับอยู่เหนือร่างของตนเอง
น้ำตาสองสายก็ไหลรินจากดวงตาของนางทันที!
“คนสารเลว!”
เยว่ชิงอิงสะบัดฝ่ามือออกโดยสัญชาตญาณ
เฟิงอู๋เฉินเบิกตากว้าง เขาต้องการหลบหลีก แต่ร่างกายของเขากลับหนักอึ้งและเจ็บปวดไปทั้งตัว
เห็นชัดว่าเป็นผลกระทบจากการใช้พลังของจ้าวสวรรค์ที่เริ่มแสดงออกมา!
โครม!
แรงฝ่ามือของเยว่ชิงอิงทำให้เฟิงอู๋เฉินกระเด็นไปกระแทกกับผนังหินด้านหลังอย่างจัง
ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่ไขกระดูก
เขาเผยรอยยิ้มเจื่อนๆ
‘สวรรค์…คราวนี้...ข้าก็คงจะถูกสตรีฆ่าตายอีกครั้งงั้นสินะ?’
หลังจากนั้นไม่นาน เยว่ชิงอิงก็เดินกลับมาหาเขาอีกครั้ง นางได้แต่งกายเรียบร้อยแล้ว
กลับคืนสู่ร่างโฉมสะคราญผู้เย็นชาเช่นเดิม
“เมื่อครู่ เหตุใดเจ้าถึงไม่หลบเลี่ยง?”
เฟิงอู๋เฉินเผยรอยยิ้มแห่งความระทม เขาพยายามพยุงร่างกายของตนให้ลุกขึ้นนั่ง
“หากเจ้าต้องการฆ่าข้า แล้วข้าจะหลบไปเพื่ออะไร?”
เมื่อได้ฟังคำตอบของเขา และเมื่อดวงตาของนางประสานเข้ากับดวงตาของเฟิงอู๋เฉิน
หัวใจของเยว่ชิงอิงยิ่งปั่นป่วนยิ่งขึ้น
หากเป็นบุรุษอื่นที่กล้าทำเช่นนี้กับนาง นางคงลงมือสังหารอีกฝ่ายไปแล้วอย่างไร้ความปรานี
แต่ว่าคนผู้นั้นกลับเป็น... เฟิงอู๋เฉิน!
ต่อหน้าบุรุษผู้นี้ นางกลับไร้ซึ่งความคิดที่จะชักกระบี่ออกมา
“เจ้า...”
เฟิงอู๋เฉินสูดหายใจลึก เผชิญหน้ากับเยว่ชิงอิง
“หากเจ้าจะฆ่าข้า ก็รีบทำเสียตอนนี้!”
“เพราะหากข้าฟื้นคืนพลังแล้ว เจ้าจะไม่มีโอกาสอีกต่อไป!”
สีหน้าของเฟิงอู๋เฉินเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาจ้องมองไปยังสตรีตรงหน้าโดยไม่แสดงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
เยว่ชิงอิงมองสบตาเขาเป็นเวลานาน พานให้ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งอากาศ
‘บุรุษผู้นี้... ทั้งพรสวรรค์สูงส่ง และจิตใจมั่นคงไม่หวั่นไหว’
ยิ่งไปกว่านั้น…มีความหยิ่งทระนงของผู้ฝึกกระบี่โดยแท้ มิใช่บุรุษที่มิคู่ควรกับนาง
และเมื่อนางลองย้อนถามใจตนเอง นางกลับไม่รู้สึกเกลียดหรือรังเกียจบุรุษผู้นี้แม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางกลับรู้สึกชอบเขาอยู่ลึกๆ ด้วยซ้ำ
เพียงแต่... ครั้งแรกของนางกลับเกิดขึ้นในสถานที่เช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกไม่อาจทำใจยอมรับได้โดยง่าย
หลังจากเงียบไปเนิ่นนาน เยว่ชิงอิงจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน
“ถ้ายังขยับไหว ก็ลุกขึ้นแล้วสวมเสื้อผ้าซะ!”
กล่าวจบ นางก็หมุนตัวหันหลังไปทันที
เฟิงอู๋เฉินนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ
จากนั้น เขาก็หยิบอาภรณ์ชุดใหม่จากแหวนเก็บของออกมาสวมใส่
เมื่อแต่งกายเสร็จแล้ว เขาก็เดินเข้าไปหาเยว่ชิงอิง แต่ทันใดนางก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง
“เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าหรือข้าตั้งใจ จงลืมมันไปเสียเถอะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง เฟิงอู๋เฉินก็เหลือบมองไปที่รอยเปื้อนสีแดงบนพื้น ก่อนจะส่ายศีรษะ
“หากข้าลืมมันไม่ได้ล่ะ?”
เยว่ชิงอิงหันมามองเขา สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความจริงจัง
“หากอยู่กับข้า เจ้าจะต้องพบเจอแต่ความลำบาก อันตราย และอาจต้องแลกด้วยชีวิตของเจ้า เจ้าก็ไม่แยแสหรือ?”
เฟิงอู๋เฉินเพียงแค่ยิ้มบางๆ
เขาเข้าใจในความหมายของนางดี
นางสามารถบรรลุขั้นปราณยุทธ์เมื่ออายุสิบสี่ และบรรลุขั้นกายสุวรรณเมื่ออายุสิบห้า
ตอนนี้ในวัยเพียงสิบเจ็ดปี นางก็สามารถทะลวงถึงจุดสูงสุดของขั้นกายสุวรรณ และก้าวเข้าสู่การเป็นปรมาจารย์กระบี่ได้แล้ว!
พรสวรรค์ระดับนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลใดในดินแดนชางโจวสามารถบ่มเพาะได้
ซึ่งหมายความว่า... เยว่ชิงอิงต้องมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งจากดินแดนเสินโจว!
ในดินแดนเสินโจว ตระกูลทรงอำนาจให้ความสำคัญกับสายเลือดและชาติกำเนิดเป็นอย่างมาก
หากเขาต้องการอยู่เคียงข้างเยว่ชิงอิง ย่อมต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย หรือไม่ก็อาจถูกลบล้างให้หายไปจากโลกนี้เสียก่อน
แต่แล้วอย่างไร?
หากเขากลัวอุปสรรคเหล่านั้น แล้วเขาจะยังมีหน้าพูดถึงการกลับไปทวงคืนแดนสวรรค์ไท่เสวียนได้อย่างไร?
จะยังมีสิทธิ์พูดถึงการควบคุมพลังแห่งหลงหยวนได้อย่างไร?
ทันใดนั้น เขาก็คว้ามือของนางไว้แน่น
“หากเจ้ามิทอดทิ้งข้า แม้ต้องเป็นศัตรูกับทั้งสวรรค์ หรือต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับคนทั้งโลก ข้าก็จะไม่มีวันถอยแม้แต่ครึ่งก้าว!”
เยว่ชิงอิงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะดึงมือตนเองกลับ
“ไปให้รอดจากที่นี่ก่อนเถอะ!”
เฟิงอู๋เฉินปรายตามองซากศพมหึมาของราชันงูสวรรค์เกล็ดคราม พลางหัวเราะเบาๆ
“ดูจากสถานการณ์แล้ว เจ้าตัวนี้น่าจะเป็นอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในหุบเหวนี้แล้ว แต่เจ้าไม่เคยสงสัยหรือว่า อสูรทรงพลังเช่นมัน ไยจึงเลือกอาศัยอยู่ในสถานที่เช่นนี้?”
เยว่ชิงอิงขมวดคิ้ว
“เจ้าหมายความว่า…”
“สมบัติที่แท้จริงของซากโบราณนี้ ต้องอยู่ไม่ไกลจากที่นี่แน่!”
เมื่อกล่าวจบ เฟิงอู๋เฉินก็ก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่ลังเล
เยว่ชิงอิงมองตามหลังของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินติดตามไปอย่างเงียบๆ
เมื่อเดินลึกเข้าไปในหุบเหว กำแพงหินทั้งสองข้างที่เคยแคบกลับกว้างขึ้นเรื่อยๆ
พื้นที่แห่งนี้กว้างขวางยิ่งกว่าบริเวณก่อนหน้าที่พวกเขาผ่านมาเสียอีก!
หนึ่งก้านธูปต่อมา ทั้งสองก็หยุดฝีเท้าลงพร้อมกัน
ในระยะประมาณหนึ่งร้อยก้าวจากพวกเขา
ปรากฏร่างของบุคคลหนึ่งคุกเข่าอยู่กับพื้น
มือขวาของเขากำกระบี่ยาวปักลงบนพื้น ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
“มีคนอยู่ที่นี่?”
“เขาตายแล้ว!”
สองร่างค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้ และเมื่อมองเห็นร่างของบุรุษผู้นั้นเต็มตา ต่างก็ต้องสูดลมหายใจลึกด้วยความตกตะลึง เพราะสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า คือร่างของบุรุษที่ถูกกระบี่นับสิบเล่มปักทะลุร่างจนพรุนราวกับเม่น
“นี่มัน...เป็นไปได้อย่างไร?”
ทันใดนั้น เสียงโลหะกระทบกันดังสะท้อนก้องทั่วบริเวณ
“ยังมีกลไกอีกหรือ?”
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น ทั้งสองก็รีบตื่นตัวตั้งท่าระวังเต็มที่ และในลมหายใจต่อมา แสงสว่างเจิดจ้าก็พุ่งวาบขึ้นจากพื้นที่เบื้องหน้า ขับไล่ความมืดมิดออกไปจนทั่วบริเวณที่เคยมืดสนิทกลายเป็นสว่างไสว
ภายใต้แสงสว่างนั้น เฟิงอู๋เฉินและเยว่ชิงอิงก็สามารถมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวได้อย่างชัดเจน ครั้นพวกเขาเห็นสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า สีหน้าของทั้งสองก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เคร่งเครียดยิ่งกว่าตอนที่เผชิญกับฝูงงูสวรรค์เกล็ดครามเสียอีก!
เพราะสิ่งที่ล้อมรอบพวกเขาในตอนนี้...ไม่ใช่อสูร!
แต่เป็นกระบี่ลอยได้จำนวนนับไม่ถ้วน!
กระบี่ยาวสามฉื่อที่มีรูปทรงต่างกันลอยคว้างอยู่กลางอากาศ แม้ว่าบางเล่มจะดูเก่าแก่ บ้างก็แตกหักไปตามกาลเวลา แต่ขณะนี้ พวกมันกลับอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ปลายคมกระบี่ทั้งหมดล้วนจ่อเข้าหาพวกเขาอย่างพร้อมเพรียง ราวกับพร้อมจะปลิดชีพได้ทุกเมื่อ!
เฟิงอู๋เฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ และในที่สุด เขาก็มองเห็นแหล่งกำเนิดของแสงนั้น ที่จุดกึ่งกลางของพื้นที่ ปรากฏเงาร่างจางๆ ของบุรุษผู้หนึ่ง
ขณะที่เงานั้นยกมือขึ้น กระบี่ทั้งหมดรอบตัวก็ลอยสูงขึ้นตามไปด้วย!
“วิญญาณพิทักษ์กระบี่!”
เฟิงอู๋เฉินเอ่ยออกมาทันทีที่มองเห็น
“วิญญาณพิทักษ์กระบี่คืออะไร?” เยว่ชิงอิงถามเสียงจริงจัง
เฟิงอู๋เฉินตอบกลับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “โดยปกติแล้ว ยอดฝีมือเมื่อมอบมรดกวิชาของตนเองไว้ พวกเขาจะตั้งค่ายกลด่านสุดท้ายขึ้นเพื่อปกป้องมรดกนั้น และเพื่อทดสอบผู้สืบทอด....”
“พลังเฮือกสุดท้ายที่ข้ากักเก็บไว้ ก็เพื่อฝ่าด่านนี้ให้ได้! ตอนที่ข้าเห็นราชันงูสวรรค์เกล็ดคราม ข้าคิดว่านั่นคงเป็นด่านสุดท้าย แต่ไม่คิดเลยว่า แท้จริงแล้ววิญญาณพิทักษ์กระบี่นี่ต่างหากที่เป็นด่านสุดท้าย!”
“มันคือเจตนากระบี่ของจ้าวกระบี่ผู้ล่วงลับ ที่หลงเหลือกลายเป็นวิญญาณ แม้มันจะไร้ซึ่งสติปัญญาของมนุษย์ แต่กลับมีพลังบางส่วนของจ้าวกระบี่ติดตัวมา!”
“และมันสามารถควบคุมกระบี่เป็นหมื่นเล่มได้! หากเป็นเช่นนี้ คนที่สร้างวิญญาณพิทักษ์กระบี่ขึ้นมา อย่างน้อยก็ต้องเป็นจ้าวกระบี่!”
เยว่ชิงอิงเมื่อได้ฟังก็รู้สึกเย็นเยียบไปทั่วร่าง พวกเขาฝ่าฟันมาจนถึงจุดนี้ก็แทบจะหมดพลังอยู่แล้ว ต่อให้เป็นเพียงแค่เงาวิญญาณ หากมีพลังของจ้าวกระบี่จริง พวกเขายังจะสามารถต้านทานมันได้อีกหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น รอบตัวของพวกเขามีกระบี่ลอยอยู่เป็นหมื่นเล่ม!