เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 81 ใต้ห้วงเหวลึก

บทที่ 81 ใต้ห้วงเหวลึก

บทที่ 81 ใต้ห้วงเหวลึก


อีกด้านหนึ่ง ลั่วเฟิงกู่กับพวกฉู่หวงกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด

ทันใดนั้น ใบหน้าของฉู่หวงที่กำลังร่ายกระบวนท่าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด

“เป็นไปได้อย่างไร!”

ราวกับรับรู้สิ่งใดบางอย่าง ฉู่หวงรีบสะบัดมือ พลันปรากฏเปลวไฟสีเขียวสามจุดบนฝ่ามือของเขา

ฟู่! ฟู่! ฟู่!

เสียงดังอู้อี้สามครั้ง เปลวไฟทั้งสามดับลงในพริบตา

ชั่วขณะนั้น ความโกรธในแววตาของฉู่หวงมลายสิ้น พลังอำนาจดุดันทั้งร่างราวกับเหี่ยวเฉาลงทันที เพียงชั่วอึดใจเดียวดูเหมือนเขาจะแก่ตัวลงไปกว่าสิบปี

เมื่อเห็นฉากนี้ สองพ่อลูกตระกูลเฉินและลั่วเฟิงกู่ก็หยุดการเคลื่อนไหวโดยพลัน

แม้ในสายตาจะแฝงด้วยความซับซ้อน แต่ลึกลงไปยังแฝงด้วยความตกตะลึง

เปลวไฟสามจุดเมื่อครู่ ควรเป็นเปลวไฟแห่งชีวิตของลู่ขุยและพรรคพวก!

บัดนี้เปลวไฟมอดดับ เหลือเพียงความจริงอันโหดร้าย

พวกเขาสิ้นชีพแล้ว!

“ไม่… เป็นไปไม่ได้!”

ฉู่หวงราวกับเสียสติ มิได้นึกถึงลั่วเฟิงกู่ที่อยู่เบื้องหลังอีกต่อไป ทะยานร่างพุ่งไปยังทิศที่ลู่ขุยและพรรคพวกหายตัวไปอย่างไม่คิดชีวิต

เมื่อเห็นฉู่หวงจากไป สองพ่อลูกตระกูลเฉินก็สบตากันเล็กน้อย มิได้สู้ต่อกับลั่วเฟิงกู่

ชายชราผู้นี้มิใช่แค่ผู้ฝึกยุทธ์พลังขั้นทะเลโลหิตเท่านั้น แต่ยังเป็นปรมาจารย์กระบี่!

ก่อนหน้านี้พวกเขายังต้องร่วมมือกันสามคนเพื่อสู้กับเขา บัดนี้ขาดคนไปหนึ่ง มิอาจหวังฆ่าเขาได้อีก

หลังจากสังหารสามยอดฝีมือขั้นทะเลโลหิตของราชวงศ์ฉู่ เฟิงอู๋เฉินก็เร่งฝีเท้ามุ่งไปยังจุดหมายอย่างต่อเนื่อง

ระหว่างนั้น เสียงจากสิ่งมีชีวิตในชั้นที่สองของหลงหยวนดังขึ้นเรื่อยๆ

“สามารถใช้ตราประทับจ้าวสวรรค์ได้ทั้งที่ร่างกายอ่อนแอถึงเพียงนี้! ข้าดูแคลนเจ้าไปจริงๆ… แต่การฝืนดูดซับพลังวิญญาณแห่งสวรรค์และโลกเข้าร่างแบบนี้ คงสร้างความเสียหายไม่น้อยใช่หรือไม่? ฮึๆ… ข้าเกรงว่าในอีกครึ่งปีข้างหน้า เจ้าคงเป็นได้แค่คนไร้พลังเท่านั้น!”

ตราประทับจ้าวสวรรค์!

ในแดนสวรรค์ นี่คือตราสัญลักษณ์แห่งจ้าวสวรรค์ที่แท้จริง

เมื่อปลดปล่อย มันสามารถเพิ่มพลังยุทธ์ของตนได้อย่างมหาศาลในช่วงเวลาสั้นๆ

เฟิงอู๋เฉินพบว่าตราประทับจ้าวสวรรค์ยังคงติดตัวอยู่แม้เขาจะเกิดใหม่ เพียงแต่จมลึกอยู่ในทะเลวิญญาณของเขา คอยสะสมพลังอย่างเชื่องช้า

ดังนั้น ตราประทับจ้าวสวรรค์จึงเป็นไพ่ตายสูงสุดของเขา

แม้ว่าโลกวิญญาณยุทธ์จะมิใช่แดนสวรรค์ไท่เสวียน อัตราการสะสมพลังแห่งจันทรานั้นเชื่องช้าอย่างยิ่ง

การปลดปล่อยตราประทับจ้าวสวรรค์ครั้งนี้ ได้ผลาญพลังที่เหลืออยู่จนหมดสิ้น

การรอคอยให้ตราประทับจ้าวสวรรค์เติมเต็มพลังอีกครั้ง อาจต้องใช้เวลาเนิ่นนานจนไม่อาจคาดเดาได้

ยิ่งไปกว่านั้น ดังที่เสียงจากชั้นที่สองของหลงหยวนได้กล่าวไว้ เขาฝืนดึงพลังวิญญาณแห่งสวรรค์และโลกเข้าสู่ร่าง จึงได้รับผลสะท้อนกลับ ร่างกายถูกกัดกร่อนอย่างรุนแรง

ต่อจากนี้ไปครึ่งปี เขาจะกลายเป็นบุคคลไร้พลัง ไม่สามารถใช้พลังยุทธ์ได้!

แต่ในเวลานี้ เฟิงอู๋เฉินไม่มีเวลามาสนใจเรื่องได้เสีย

ก่อนที่พลังจากตราประทับจ้าวสวรรค์จะมลายสิ้น เขาต้องหามรดกที่แท้จริงในซากโบราณแห่งนี้ให้พบ!

นี่คือสิ่งเดียวที่อยู่ในความคิดของเขา

ไม่นานนัก เฟิงอู๋เฉินก็พุ่งออกจากแนวป่า มาถึงหน้าผาขาดแห่งหนึ่ง

เบื้องล่างหน้าผา ปรากฏเป็นเหวลึกน่าสะพรึงสูงนับหมื่นจั้ง ดุจเดียวกับเหวใต้สะพานแขวนก่อนหน้านี้

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะพลังลึกลับที่ทำให้หลงหยวนสั่นสะเทือนนั้น… กำลังแผ่ออกมาจากส่วนลึกของห้วงเหวนั้น!

‘หรือว่ามรดกแท้จริงของสถานที่นี้อยู่ใต้เหวนี้?’

ขณะเดียวกัน สัมผัสของเฟิงอู๋เฉินที่เฉียบแหลมรับรู้ถึงบางสิ่ง เขาหันไปมองข้างหลัง แววตาเย็นเยียบ

“เจ้าช่างตามติดเป็นเงาตามตัวนัก!”

เมื่อกล่าวจบเขาก็ไม่ลังเล สวมกอดเยว่ชิงอิงแนบแน่น แล้วกระโจนลงสู่เหวลึกนับหมื่นจั้งเบื้องล่างทันที!

ไม่นานหลังจากเฟิงอู๋เฉินกระโดดลงไป ฉู่หวงก็ปรากฏตัวที่ริมหน้าผา

สายตาของเขาเฉียบคม ดมกลิ่นอากาศรอบๆ พลางกวาดมองหาเบาะแสของเฟิงอู๋เฉิน

“หรือว่ามันกระโดดลงไปในเหวนี่แล้ว?”

แววตาของฉู่หวงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา

“หึ! ใต้เหวนี้มีค่ายกลห้ามท่องเวหา แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์พลังขั้นทะเลโลหิต ก็ไม่อาจกลับขึ้นมาได้!”

กล่าวจบ เขาทะยานขึ้นฟ้า แล้วเร้นกายหายไปในกลุ่มเมฆ

ระหว่างที่ร่างของเฟิงอู๋เฉินพุ่งลงสู่ก้นเหว เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายเริ่มหนักขึ้น

จากนั้น ความเร็วในการร่วงหล่นก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว!

‘หรือว่า… เวลาของตราประทับจ้าวสวรรค์หมดลงแล้ว?’

ใจของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าเมื่อสัมผัสหน้าผาก กลับพบว่าตราจันทร์เสี้ยวที่กลางคิ้วยังคงอยู่!

“ที่แท้เป็น ค่ายกลห้ามท่องเวหา!”

เมื่อเข้าใจความจริง เฟิงอู๋เฉินไม่รอช้า กระบี่เพลิงสุริยันปรากฏขึ้นในมือ เสียบลงที่ผนังหินของเหวอย่างรวดเร็ว!

ฉึก!!

เสียงของคมกระบี่เฉือนกระแทกหินก้องกังวาน ประกายไฟพวยพุ่งกระจายออกมา

ด้วยแรงเสียดทานของกระบี่ ความเร็วในการร่วงหล่นของทั้งสองลดลงอย่างมาก

ไม่นานนัก ท่ามกลางแสงไฟริบหรี่ เฟิงอู๋เฉินก็สามารถมองเห็นพื้นด้านล่างของเหวลึก

เขาใช้แรงเฮือกสุดท้าย กระโดดออกจากกำแพงหิน ย่ำลงบนพื้นอย่างมั่นคง พร้อมกับอุ้มเยว่ชิงอิงไว้แน่น

ทันทีที่ยืนได้มั่น เฟิงอู๋เฉินขยายสัมผัสทั้งห้าสูงสุด รับรู้ถึงสิ่งรอบตัวอย่างระมัดระวัง

ขณะเดียวกัน เสียงหวานใสในอ้อมแขนของเขาก็ดังขึ้น

“ข้า… ขอลงไปยืนเองได้หรือไม่?”

เฟิงอู๋เฉินนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับเพิ่งตระหนักว่าตนเองยังคงอุ้มหญิงงามในอ้อมแขน

สายตาของเขาสะท้อนความประหม่า ก่อนจะค่อยๆ วางร่างของเยว่ชิงอิงลงอย่างอ่อนโยน

“ขออภัย…”

“ไม่...ไม่เป็นไร!”

เสียงของเยว่ชิงอิงฟังดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย แต่ในความมืดมิด ไม่อาจมองเห็นสีหน้าของนางได้เลย

เฟิงอู๋เฉินหยิบเอามุกสุคนธ์มังกรที่แย่งชิงมาจากมือขององค์ชายเจ็ดออกมา แสงสว่างอ่อนๆ ของมันส่องไปเพียงไม่กี่ศอกโดยรอบ

เยว่ชิงอิงเห็นดังนั้น แหวนเก็บของบนมือขวาของนางก็ส่องประกายแวบหนึ่ง ก่อนที่มุกสีขาวจะปรากฏขึ้นในมือของนาง แสงสว่างของมันกลับเจิดจ้ากว่ามุกสุคนธ์มังกรหลายสิบเท่า ส่องทั่วบริเวณหลายจั้งโดยรอบสว่างราวกับกลางวัน

“...”

เฟิงอู๋เฉินถึงกับกล่าวคำใดไม่ออก ชั่วขณะนั้น ศักดิ์ศรีวีรบุรุษของเขาถูกกระทืบลงแทบแหลกสลาย

ความรู้สึกนี้มันก็เหมือนกับ...คุณอาสาปั่นจักรยานไปส่งสาวงามถึงที่บ้าน แต่แล้วเธอกลับล้วงกุญแจเฟอร์รารีออกมาถือไว้นั่นแหละครับ

เยว่ชิงอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ในหุบเหวแห่งนี้มีค่ายกลห้ามท่องเวหา ต่อให้เป็นผู้บรรลุขั้นทะเลโลหิต หากตกลงมาก็ยากที่จะปีนกลับขึ้นไปได้! แม้เจ้าจะต้องการหลบหนีการไล่ล่าของฉู่หวง แต่การกระโจนลงมาเช่นนี้ มันเสี่ยงเกินไป...”

เฟิงอู๋เฉินมิได้ตอบคำ เพียงแต่กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง

“เดินไปทางนี้!”

เยว่ชิงอิงเลิกคิ้วเล็กน้อย “เจ้ารู้ทางออกหรือ?”

เฟิงอู๋เฉินส่ายหัว “ไม่รู้!”

เยว่ชิงอิง “...”

เฟิงอู๋เฉินแน่นอนว่าไม่รู้ทางออก ทว่าหลงหยวนกลับส่งสัญญาณถึงเขาแรงขึ้นเรื่อยๆ

เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ไม่ไกลจากเบื้องหน้า

ทั้งสองเดินไปตามเส้นทางนั้น เป็นเวลาราวครึ่งชั่วยาม จนกระทั่งเดินมาถึงจุดหนึ่ง เฟิงอู๋เฉินก็หยุดชะงักลงกะทันหัน

“เกิดอะไรขึ้น?”

“เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่?”

“เสียง?”

เมื่อได้รับคำเตือนจากเฟิงอู๋เฉิน เยว่ชิงอิงก็ขมวดคิ้วแน่น ใช้สมาธิทั้งหมดเร่งพลังหูฟังเสียงให้ถึงขีดสุด

“จริงด้วย!”

ซ่า...ซ่า...

เสียงนั้นเบาและละเอียดราวกับสายลมพัดผ่านผืนทราย

แม้ว่าผู้ฝึกยุทธ์จะมีการรับรู้ที่เหนือกว่าคนทั่วไป หากมิได้ตั้งใจฟังก็ยากที่จะสังเกตเห็น

ทว่าที่หุบเหวนี้แม้แต่อากาศยังแทบไม่หมุนเวียน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีลมพัด

ที่สำคัญ เสียงนี้กลับดังมาจากทั่วทุกสารทิศ

ใกล้เข้ามา!

ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ!

ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังล้อมพวกเขาเอาไว้!

“อย่าขยับ!”

เฟิงอู๋เฉินลดเสียงต่ำ แล้วหยิบมุกสุคนธ์มังกรออกมา ก่อนจะโยนมันไปเบื้องหน้าเบาๆ

ขณะที่มุกกลิ้งไป แสงสว่างอ่อนๆ ของมันก็เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

และเมื่อพวกเขามองเห็นสิ่งนั้น ร่างของทั้งสองถึงกับสั่นสะท้านราวกับโดนฟ้าผ่า รีบสูดลมหายใจเย็นเข้าไปเต็มปอด!

รอบๆ มุก ปรากฏงูสวรรค์เกล็ดคราม มากมายเรียงกันเป็นสาย แต่ละตัวล้วนหนาเท่าชามข้าว

พวกมันเลื้อยพันกันไปมาแน่นขนัดจนเต็มพื้นที่ หุบเหวแห่งนี้แทบไม่มีช่องว่างให้ผ่านได้เลย!

“อสูรระดับสี่! งูสวรรค์เกล็ดคราม!”

เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของทั้งสองก็เริ่มระมัดระวังเป็นพิเศษ

อสูรระดับสี่ เทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกายสุวรรณ หากเป็นเพียงหนึ่งหรือสองตัว พวกเขาคงไม่เห็นเป็นปัญหา

แต่ตอนนี้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาคือ ทะเลงูที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา

คาดคะเนคร่าวๆ อย่างน้อยต้องมี นับหมื่นตัว!

จบบทที่ บทที่ 81 ใต้ห้วงเหวลึก

คัดลอกลิงก์แล้ว