- หน้าแรก
- จุติเทพกระบี่พลิกชะตาสวรรค์
- บทที่ 68 เจตจำนงอันยิ่งใหญ่
บทที่ 68 เจตจำนงอันยิ่งใหญ่
บทที่ 68 เจตจำนงอันยิ่งใหญ่
เมื่อปลิดชีพทั้งสองคนแล้ว เฟิงอู๋เฉินก็ลงมือตรวจค้นร่างของพวกมัน
แต่สิ่งที่พบมีเพียงไม่กี่หมื่นเหรียญทองเท่านั้น
"พวกเจ้ามันแค่เศษสวะไร้ค่า!"
เฟิงอู๋เฉินถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
เมื่อมองไปยังร่างไร้วิญญาณที่จมกองเลือด เสิ่นหงอีขมวดคิ้วเล็กน้อย
"เจ้าคิดว่าข้าทำเกินไปงั้นหรือ?" เฟิงอู๋เฉินเอ่ยถาม เมื่อสังเกตเห็นท่าทีของนาง
เสิ่นหงอีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างลังเล
"พวกเขาเพียงแค่ต้องการเงินมิใช่หรือ? คงไม่ถึงกับต้องตาย..."
"ไม่ถึงกับต้องตายงั้นหรือ?"
เฟิงอู๋เฉินหัวเราะน้ำเสียงเย็นชา
"แล้วเจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ หากวันนี้พวกเราอ่อนแอกว่าพวกมัน เราจะพบจุดจบเช่นไร? ข้าเป็นบุรุษ หากทิ้งสมบัติแล้วหนีไป บางทีอาจรักษาชีวิตได้ แต่เจ้าล่ะ? เจ้าเป็นสตรี เจ้าจะกลายเป็นเครื่องระบายอารมณ์ของพวกมัน จะถูกหยามเกียรติจนถึงแก่ชีวิต!"
"และที่สำคัญ นั่นยังเป็นเพียงกรณีที่ดีที่สุด มีโอกาสสูงมากที่พวกมันจะฆ่าพวกเราอยู่ดี เพื่อป้องกันปัญหาในภายหลัง"
"ในคราวนั้นที่เมืองเฮยสุ่ย ข้าเคยมีความคิดเช่นเดียวกับเจ้าตอนนี้ ตอนนั้นข้าเวทนาไว้ชีวิตแก่ฉินเสี่ยวโหรว และสิ่งที่นางตอบแทนข้าคืออะไร? นางเกือบทำให้หนิงเอ๋อร์ต้องตาย!"
"ตั้งแต่นั้นมา ข้าตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่า หากข้าไม่อาจตัดสินได้ว่าใครสมควรตาย ข้าก็จะเลือกฆ่าไว้ก่อนดีกว่าเว้นไว้! พวกเดนมนุษย์เช่นนี้ สมควรลงนรกไปเสีย!"
หลังจากได้ยินคำพูดของเฟิงอู๋เฉิน เสิ่นหงอีถึงกับอึ้งงันไป
นางเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาว
‘ใช่แล้ว...หากเมตตาต่อศัตรู มันจะนำมาซึ่งภัยต่อคนที่อยู่ข้างกาย และมิอาจหวนคืนกลับไปแก้ไขได้’
‘หากถึงเวลานั้น ต่อให้เสียใจเพียงใด ก็ไร้ความหมาย’
"บางที... เจ้าคงเป็นฝ่ายถูก"
หลังจากค้นหาไปรอบตัวของศพทั้งสอง เฟิงอู๋เฉินก็หันไปถามเสิ่นหงอี
"เจ้าเข้ามาในซากโบราณนี้ คงไม่ได้มาเพื่อค้นหาสมบัติใช่หรือไม่?"
เสิ่นหงอีสะดุ้งเล็กน้อย
"เจ้ารู้ได้อย่างไร?"
เฟิงอู๋เฉินเผยรอยยิ้มบาง
"ตั้งแต่ก้าวเข้ามา เจ้าก็ดูใจลอย ทั้งยังไม่ค่อยสนใจกับสมบัติที่พบเจอ แต่กลับให้ความสนใจกับซากศพที่กระจัดกระจายไปทั่ว... เจ้าคงกำลังตามหาใครบางคนอยู่ใช่หรือไม่?"
เสิ่นหงอีไม่คิดว่าเฟิงอู๋เฉินจะสังเกตเห็นรายละเอียดเช่นนี้ นางถอนหายใจเบาๆ แล้วพยักหน้า
"ใช่ ข้าเข้ามาที่นี่... ก็เพื่อตามหาคนผู้หนึ่ง"
"ใครกัน?"
"ศิษย์แท้จริงแห่งยอดเขาอู๋เหินเมื่อหกสิบปีก่อน สุ่ยฉางเฟิง!"
"สุ่ยฉางเฟิง?"
เฟิงอู๋เฉินรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากน้ำเสียงของเสิ่นหงอี เขาจึงเอ่ยถาม
"ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับเขา คงไม่ใช่เพียงแค่คนในสำนักเดียวกันใช่หรือไม่?"
เสิ่นหงอีพยักหน้ารับ
"เขาเป็นท่านตาของข้า! มารดาข้าเสียชีวิตตั้งแต่ตอนที่ข้าถือกำเนิด บิดาของข้าก็แต่งภรรยาใหม่ ท่านตากลัวว่าข้าจะต้องทนทุกข์ทรมาน จึงพาข้าไปเลี้ยงดูด้วยตนเอง ข้าเติบโตขึ้นมาเพราะเขา..."
กล่าวจบ นัยน์ตาของนางพลันมีม่านน้ำตาเคลือบอยู่บางๆ รอยยิ้มของนางเจือไว้ด้วยความทุกข์ระทมใจ
"ข้าบอกเจ้าไปก็เท่านั้น เจ้าเองก็คงคิดว่าเขาเป็นคนชั่วที่เห็นแก่ตัวใช่หรือไม่? เพราะความปรารถนาส่วนตัวของเขา ทำให้ยอดเขาอู๋เหินต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย กระทั่งเกือบทำให้สำนักชิงเฉินต้องล่มสลาย"
"เขาไม่ใช่คนชั่ว!"
เฟิงอู๋เฉินกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง คำพูดของเขาหนักแน่นชัดเจน
"คนที่กล้าหาญเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตน เพียงเพราะต้องการปกป้องคนที่ตนรักเช่นเขานั้น สมควรถูกยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์แห่งวิถีกระบี่ที่แท้จริง! ยอดเขาอู๋เหินก็เช่นกัน พวกเขาทุกคนล้วนมีใจกล้าหาญ ไม่หวาดหวั่นแม้ต้องเผชิญหน้ากับสำนักมนตรา ถึงสุดท้ายจะพ่ายแพ้ แต่ก็เป็นจิตวิญญาณที่น่าเคารพเลื่อมใส!"
"บางคนอาจมองว่าสิ่งที่ยอดเขาอู๋เหินทำไปนั้นช่างโง่เขลา ใช่แล้ว... ผู้ฝึกกระบี่อาจไม่ฉลาดเหมือนพวกคนที่เมื่อเผชิญความโหดร้ายก็ต้องถอยหนี ส่วนผู้ฝึกกระบี่มีแต่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคไปด้านหน้า! เมื่อใดที่พวกเขารักตัวกลัวตายแล้วไซร้ จิตวิญญาณของพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่อีกต่อไป!"
"สุสานทั้งเจ็ดร้อยสามสิบสองแห่งบนยอดเขาอู๋เหิน บางคนอาจมองว่าพวกเขาคือผู้แพ้ที่โง่เขลา แต่ในสายตาของข้า... พวกเขาคือวีรชนผู้ยิ่งใหญ่! ส่วนพวกที่นั่งอยู่ในที่ซ่อน หัวเราะเยาะพวกเขา หวาดกลัวจนต้องหมอบกราบเพื่อเอาตัวรอด นั่งต่างหากคือพวกเศษสวะขี้ขลาดที่แท้จริง!"
"ความแค้นของยอดเขาอู๋เหิน ข้าจะจดจำไว้! ถือเป็นการตอบแทนตาเฒ่าลั่ว และเป็นสิ่งเดียวที่ข้าสามารถทำให้กับเหล่าศิษย์ร่วมสำนักทั้งเจ็ดร้อยกว่าคน ที่สละชีวิตเพื่อเจตจำนงอันยิ่งใหญ่ของตน!"
จบคำพูดของเฟิงอู๋เฉิน เสิ่นหงอีจ้องมองเขาด้วยสายตาตกตะลึง ไม่อยากเชื่อว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะกล่าวถ้อยคำเช่นนี้ออกมา
"ทำไม บนใบหน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือ?"
เสิ่นหงอีเพิ่งตระหนักถึงท่าทีของตนเอง ใบหน้าพลันแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
"ไม่มี... ข้าแค่ไม่คิดว่าคำพูดเช่นนี้จะออกจากปากของเจ้า"
ใช่แล้ว… เฟิงอู๋เฉินมักแสดงออกอย่างสุขุมเสมอ แม้ว่าภูเขาจะถล่มอยู่เบื้องหน้า เขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนท่าที
แต่เพราะความสุขุมเช่นนั้น กลับทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความเย็นชาและความไม่แยแสของเขา
ดูราวกับว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่เคยสนใจสิ่งใดเลยในโลกนี้ และนี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นหงอีได้เห็นเขาแสดงอารมณ์เพื่อผู้อื่นนอกเหนือจากเฟิงหนิง
สิ่งที่นางไม่รู้ก็คือ เฟิงอู๋เฉินแม้จะดูเป็นเด็กหนุ่ม แต่ภายในจิตใจของเขากลับมีประสบการณ์สองร้อยปีสั่งสมอยู่
มันทำให้เขาแตกต่างจากผู้คนวัยเดียวกันโดยสิ้นเชิง แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไร้หัวใจ
เขาเย็นชาเพราะว่าเขาไม่ใส่ใจ แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวของยอดเขาอู๋เหิน มันทำให้เขานึกถึงอดีตของตระกูลเฟิงบนแดนสวรรค์ไท่เสวียน
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะล้างแค้นให้กับยอดเขาอู๋เหิน เหตุผลเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว!
"ไปกันเถอะ! สิ่งที่เจ้าตามหา ไม่ได้อยู่ที่นี่"
กล่าวจบ ทั้งสองก็เดินหน้าต่อไป
ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงบริเวณหน้าผาแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีผู้คนรวมตัวกันอยู่มากมาย หลายคนมีสีหน้าหงุดหงิดไม่พอใจ
เมื่อมองข้ามไปอีกฝั่ง พวกเขาพบว่าหลังหน้าผาคือเหวลึกที่กว้างใหญ่กว่าร้อยจั้ง มีเพียงสะพานไม้เส้นเดียวที่เชื่อมระหว่างสองฝั่ง
ณ จุดเริ่มต้นของสะพาน มีชายหัวโล้นคนหนึ่งยืนขวางทางอยู่ ทั่วร่างของเขาสักลวดลายอันดุดัน มือข้างหนึ่งถือดาบใหญ่เก้าห่วง ใบหน้าดุร้าย
"ใครอยากข้ามไป จ่ายคนละหนึ่งหมื่นเหรียญทอง!"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกจากปากของเขา ฝูงชนก็ตื่นตะลึงและโวยวายขึ้นมาทันที
"หนึ่งหมื่นเหรียญทอง? นี่มันปล้นกันชัดๆ!"
"สะพานนี่มิใช่ของบ้านเจ้า เจ้าจะมาเก็บค่าผ่านทางได้อย่างไร?"
"หากข้าไม่จ่าย! แล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้กัน?"
หนึ่งในยอดฝีมือขั้นปราณยุทธ์ไม่รอช้า เขาใช้วิชาตัวเบา พุ่งตัวไปยังสะพานหมายข้ามไปอีกฝั่ง
ทว่าในชั่วพริบตาที่ปลายเท้าของเขาเพิ่งจะสัมผัสเชือกสะพาน...ชายหัวโล้นพลันเคลื่อนไหว!
ชายหัวโล้นยกดาบเหล็กขึ้นสูง
"รนหาที่ตาย!"
ฟึ่บ!
เพียงวูบเดียว ดาบเหล็กของเขาสะบั้นผ่านอากาศ ศีรษะของยอดฝีมือขั้นปราณยุทธ์ที่พยายามข้ามสะพานพลันกระเด็นขึ้นสูง ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่เหวลึกเบื้องล่าง
ส่วนร่างของเขาก็กระแทกลงบนพื้นตรงหน้าฝูงชน เลือดล้นทะลักออกจากลำคอไหลนองไปทั่วพื้น
หลังจากเห็นดาบเดียวสะบั้นศีรษะ ทุกคนก็เข้าใจได้ทันทีว่าชายหัวโล้นผู้นี้มีพลังระดับใด
"ขั้นกายสุวรรณ!"
"ยอดฝีมือขั้นกายสุวรรณน่าจะเข้าไปยังพื้นที่ชั้นในหมดแล้วมิใช่หรือ? เหตุใดเขาถึงอยู่ที่นี่?"
"ข้าเดาว่าเขาคงรู้ตัวดีว่าไม่มีทางสู้กับยอดฝีมือขั้นกายสุวรรณคนอื่นๆ ได้ เลยมาใช้โอกาสนี้ขู่กรรโชกเอาสมบัติจากคนที่อ่อนแอกว่าแทน!"
"..."
แม้ฝูงชนจะเดือดดาลเพียงใด แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้
ดังที่กล่าวกันไปแล้ว ยอดฝีมือขั้นกายสุวรรณส่วนใหญ่ได้มุ่งลึกเข้าไปยังเขตชั้นในของซากโบราณกันหมดแล้ว
ตอนนี้ผู้ที่ต้องการข้ามสะพานล้วนเป็นเพียงยอดฝีมือขั้นปราณยุทธ์ หากคิดจะฝืนข้าม พวกเขาก็อาจลงเอยเช่นเดียวกับศพเมื่อครู่
หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง หลายคนก็เลือกที่จะประนีประนอม ยอมควักหนึ่งหมื่นเหรียญทองออกมาจ่ายให้ชายหัวโล้น