เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 65 หนึ่งเดือนเจ็ดระดับ

บทที่ 65 หนึ่งเดือนเจ็ดระดับ

บทที่ 65 หนึ่งเดือนเจ็ดระดับ 


เมื่อย่างเข้าสู่ยามเที่ยง บริเวณหน้าธารน้ำตก หลิวเฟยกำกระบี่วิญญาณไว้แน่น ก่อนปลดปล่อยรัศมีกระบี่ออกมา

จากนั้น นางเร่งเร้าพลังวิชาที่เสิ่นหงอีเป็นผู้ถ่ายทอดให้

“วิชากระบี่อำพราง!”

เมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดันของนาง รัศมีกระบี่กลับค่อยๆ หดเล็กลงเรื่อยๆ

สุดท้าย ท่ามกลางแสงอาทิตย์ รัศมีกระบี่นั้นกลับบางเบาจนดูราวกับเส้นด้ายโปร่งแสง

“ตอนนี้แหละ!”

หลิวเฟยเหวี่ยงกระบี่ออกไปสุดแรง

ทว่าชั่วขณะที่กระบี่พุ่งออกไป

โครม!

รัศมีกระบี่ที่ถูกบีบอัดถึงขีดสุดพลันแตกสลาย กระแสลมรุนแรงซัดผ่านใบหน้านาง ปรากฏรอยแผลสองเส้นจนเลือดซึมออกมา

“ล้มเหลวอีกแล้วหรือ…”

“รัศมีกระบี่ที่ถูกบีบอัดนั้นควบคุมได้ยากกว่ารัศมีกระบี่ปกติหลายเท่า เจ้าสามารถกดรัศมีกระบี่ให้เล็กลงถึงขนาดนี้ภายในครึ่งเดือน นับว่าไม่เลวแล้ว! วันนี้พอแค่นี้ก่อน กลับไปที่ตำหนักใหญ่เถอะ!”

เมื่อทั้งสองกลับถึงตำหนักใหญ่ ก็พบว่ามีเงาร่างหนึ่งกำลังพุ่งวูบวาบไปทั่วโถงอาคาร ความเร็วที่แสดงออกมานั้น ไม่ด้อยไปกว่าการเคลื่อนที่ในพริบตาเลยแม้แต่น้อย

“เร็วมาก… นั่น เย่เซียว งั้นหรือ?”

“โอ้… แค่ครึ่งเดือนก็ฝึกวิชาเก้ามังกรทะยานเมฆาจนถึงขั้นชำนาญระดับต้นได้ เจ้าหนูนี่มีพรสวรรค์ด้านความเร็วอย่างแท้จริง!”

เมื่อได้ยินคำชื่นชมของเสิ่นหงอี หลิวเฟยพลันเผยสีหน้าหดหู่เล็กน้อย

‘แม้แต่เจ้านั่นยังมีพัฒนาการที่รวดเร็วถึงเพียงนี้ แต่ข้ากลับยังไม่สามารถควบคุมกระบวนท่ากระบี่ได้สมบูรณ์เลย…’

เสิ่นหงอีคล้ายจะสังเกตได้ นางจึงกล่าวด้วยสีหน้าปลอบใจ

“อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไป การฝึกฝนวิชาตัวเบากับวิชากระบี่เป็นคนละเรื่องกันอยู่แล้ว ที่เจ้ามาถึงจุดนี้ได้ ก็นับว่าไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย”

“ยายห้าว! เห็นวิชาตัวเบาของข้าไหม? ดูดีหรือไม่? หล่อหรือเปล่า!”

เย่เซียวปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหลิวเฟยในพริบตาเดียว พลางอวดความสามารถอย่างภาคภูมิ

เมื่อได้ยินคำว่ายายห้าว มุมปากของหลิวเฟยพลันกระตุก ก่อนที่นางจะชักกระบี่ออกจากฝักในพริบตา

รัศมีกระบี่ที่ถูกบีบอัดสั่นไหวเล็กน้อย ทำให้เย่เซียวตกใจจนต้องรีบใช้วิชาตัวเบาถอยหนีทันที

“เฮ้อ…”

เมื่อสัมผัสถึงอันตรายที่แฝงอยู่ในกระบี่เล่มนั้น เย่เซียวก็รีบปาดเหงื่อบนหน้าผาก

“ให้ตายเถอะ! ศิษย์พี่หญิง ท่านสอนอะไรให้ยายห้าวนี่กันแน่?! ถ้าข้าไม่เร็วพอ ใบหน้าหล่อเหลาอันสง่างามของข้าคงพังยับเยินไปแล้ว!”

หลิวเฟยมองกระบี่ในมือของตนเองอย่างครุ่นคิด

ตลอดหลายวันแห่งการฝึกฝน แม้ว่านางจะยังไม่สามารถฝึกกระบวนท่านั้นจนสมบูรณ์ แต่การควบคุมรัศมีกระบี่กลับก้าวหน้าไปมากกว่าก่อนหน้านี้อย่างมหาศาล

‘ใช่แล้ว! ข้าไม่ได้ย่ำอยู่กับที่!’

ขณะที่นางกำลังคิดทบทวน เย่เซียวก็เริ่มบ่นพึมพำอีกครั้ง

“ทำไมถึงได้ชักกระบี่พร่ำเพรื่อเช่นนี้กัน! ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เจ้าคงไม่มีทางได้สามีแน่!”

ใบหน้าของหลิวเฟยที่เพิ่งกลับมาเป็นปกติพลันเปลี่ยนเป็นดำคล้ำอีกครั้ง

“เฮ้…เจ้าไก่อ่อน เจ้าหาเรื่องตายหรือไร?!”

“ยายห้าว! เจ้าหมายถึงใครกัน? ข้าน่ะเป็นชายแท้ทั้งแท่ง!”

“แค่กระบี่ยังจับให้มั่นคงไม่ได้ ถ้าเจ้าไม่ใช่ไก่อ่อนแล้วจะเป็นอะไร?!”

“อย่างไรข้าก็ยังดีกว่าผู้หญิงที่ไม่มีทางออกเรือนไปแต่งงานได้อยู่ดี!”

“ถึงข้าจะไม่มีสามี ข้าก็ไม่มีวันลดตัวไปเป็นของเจ้าหรอก เจ้าไก่อ่อน!”

“…”

เมื่อเห็นว่าทั้งสองกำลังจะเปิดศึกปะทะฝีปากกันอีกครั้ง เสิ่นหงอีก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นกุมขมับด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

เห็นได้ชัดว่า… หลังจากผ่านเดือนหนึ่งไป นางก็ชินกับเหตุการณ์เช่นนี้เสียแล้ว

ขณะที่ทั้งสองเถียงกันจนบรรยากาศร้อนระอุ เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูตำหนักใหญ่

นั่นคือ เฟิงอู๋เฉิน!

เขายังคงอยู่ในชุดขาวสะอาดสะอ้าน และสีหน้ายังคงเยือกเย็นราวกับน้ำในบ่อโบราณ

ทว่า ชั่วขณะที่เขาปรากฏตัว สามคนในโถงพลันรับรู้ถึงรัศมีอันเฉียบคม ที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา

“เฮ้อ… อย่างที่คิด เจ้าบ้านี่แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว!”

เสิ่นหงอีถอนหายใจได้เพียงครึ่งเดียว ก่อนที่หลิวเฟยจะพุ่งทะยานไปพร้อมกับกระบี่ในมือ

ปลายกระบี่ของนางมุ่งตรงไปที่เฟิงอู๋เฉิน!

“ข้าขอลองดูหน่อยว่าเจ้าแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด!”

เมื่อเห็นว่ารัศมีกระบี่บนปลายกระบี่ของหลิวเฟยหดตัวลงอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเสิ่นหงอีพลันเปลี่ยนไป

“ศิษย์น้องหลิว! เจ้าควบคุมกระบวนท่านี้ได้ไม่สมบูรณ์ อย่าใช้มันส่งเดช!”

ท้ายที่สุด พลังของกระบวนท่านี้มหาศาลเกินไป หากนางควบคุมมันไม่ดี และเผลอฆ่าเฟิงอู๋เฉินขึ้นมา จะเป็นเรื่องใหญ่แน่!

ทว่า… เมื่อเห็นปลายกระบี่ของหลิวเฟยที่มีรัศมีกระบี่เล็กละเอียดจนแทบมองไม่เห็น เฟิงอู๋เฉินพลันเผยรอยยิ้มเล็กน้อยในแววตา

“วิชายุทธ์ที่สามารถบีบอัดรัศมีกระบี่จนถึงขีดสุดเช่นนี้… ช่างน่าสนใจจริงๆ!”

ฟึบ!

ในชั่วพริบตาที่หลิวเฟยแกว่งกระบี่ออกไป รัศมีกระบี่ที่บางเฉียบราวกับเส้นด้ายก็กำลังจะสลายตัวอีกครั้ง

“แย่แล้ว!”

ในห้วงเวลาสำคัญ เฟิงอู๋เฉินยื่นสองนิ้วออกมาก่อนพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

แปะ!

เขาใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางหนีบใบกระบี่ของหลิวเฟยไว้แน่น และในชั่วขณะนั้นเอง รัศมีกระบี่ที่กำลังจะระเบิดออก กลับค่อยๆ สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์

“เป็นไปได้อย่างไร!”

“การจะคงรัศมีกระบี่ที่มีความหนาแน่นสูงเช่นนี้ไว้ พร้อมกับโจมตีออกไปอย่างว่องไวราวสายฟ้า หากเจ้าต้องการใช้กระบวนท่านี้ให้สำเร็จ เจ้าต้องฝึกให้สามารถควบคุมสองสิ่งพร้อมกันได้เสียก่อน!”

“อะไรนะ?”

“จงตั้งสมาธิให้มั่น รักษารัศมีกระบี่ให้นิ่ง!”

ขณะที่กล่าว เฟิงอู๋เฉินพลิกข้อมือเปลี่ยนทิศทางของกระบี่ ก่อนสะบัดออกไปทางโลงศพด้านข้าง

ฉัวะ!

แม้ว่าปลายกระบี่ยังคงอยู่ห่างจากโลงศพถึงครึ่งฉื่อ แต่เมื่อรัศมีกระบี่กลับกรีดผ่าน โลงศพถูกตัดขาดไปมุมหนึ่งอย่างไร้ซึ่งเสียงใดๆ

“สะ…สำเร็จแล้ว…”

เมื่อเห็นฉากนี้ หลิวเฟยถึงกับตื่นตะลึง

ด้วยการช่วยเหลือของเฟิงอู๋เฉิน นางสามารถใช้กระบวนท่านั้นได้สำเร็จ!

ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ตื่นเต้นดี เงามืดสายหนึ่งพลันพุ่งเข้ามาในตำหนักใหญ่

เย่เซียวปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเฟิงอู๋เฉินอย่างเงียบเชียบ ก่อนยกหมัดขึ้นแล้วฟาดลงมาหมายจะซัดเข้ากะโหลกของอีกฝ่าย

“เจ้าบ้าเฟิง! เมื่อก่อนเจ้าทำให้ข้าต้องไปนอนในสุสาน ถึงเวลาที่ข้าจะเอาคืนเจ้าแล้ว!”

หมัดนี้กำลังจะเข้าถึงเป้าหมาย!

บนใบหน้าของเย่เซียวปรากฏรอยยิ้มแห่งชัยชนะ

ทว่าก่อนที่เขาจะได้หัวเราะเป็นครั้งสุดท้าย ร่างของเฟิงอู๋เฉินก็พลันอันตรธานหายไปจากตำแหน่งเดิมในพริบตา

“อะไร?!”

“ช้าเกินไป!”

โครม!

เสียงกระแทกหนักดังขึ้น เย่เซียวลอยละลิ่วกลางอากาศราวกับแสดงกายกรรม ก่อนจะพุ่งกระแทกเข้ากับโลงศพอย่างจัง

ความเจ็บปวดทำให้เขากัดฟันแน่น หน้าเหยเกด้วยความทรมาน

ในขณะนั้นเอง เสิ่นหงอีก็เพิ่งสังเกตเห็นระดับพลังปัจจุบันของเฟิงอู๋เฉิน

“ขั้นปราณยุทธ์ระดับเจ็ด!”

ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน เขาทะลวงขึ้นมาถึงเจ็ดระดับติดต่อกัน!

ด้วยความเร็วเช่นนี้ ต่อให้เป็นในประวัติศาสตร์ของสำนักชิงเฉิน ก็ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน!

“ขั้นปราณยุทธ์ระดับเจ็ด…”

หลิวเฟยตะลึงงันไปชั่วขณะ นางพึมพำซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

เดิมที นางคิดว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมา นางคงสามารถไล่ตามเฟิงอู๋เฉินได้ทันแล้ว

แต่ใครจะรู้ว่า ความก้าวหน้าของเขากลับพุ่งทะยานไปไกลเสียยิ่งกว่าก่อน นำหน้าทั้งนางและเย่เซียวไปไกลสุดกู่!

จบบทที่ บทที่ 65 หนึ่งเดือนเจ็ดระดับ

คัดลอกลิงก์แล้ว