- หน้าแรก
- ชาตินี้...ขอรีสตาร์ท!
- บทที่ 30【ลงทัณฑ์สถานหนัก: อาลู่ปา!】 (ฟรี)
บทที่ 30【ลงทัณฑ์สถานหนัก: อาลู่ปา!】 (ฟรี)
บทที่ 30【ลงทัณฑ์สถานหนัก: อาลู่ปา!】 (ฟรี)
บทที่ 30【ลงทัณฑ์สถานหนัก: อาลู่ปา!】
คืนนั้น
รถเมล์เที่ยวสุดท้ายจอดเทียบข้างทาง เจิ้งเฟิงเดินตามเปียนกวนเยว่ลงจากรถ
เขาเดินไปส่งจนถึงในซอยเล็กๆ ที่มืดสนิท พึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิด: “ไฟถนนทำไมยังไม่ซ่อมอีกนะ?”
เปียนกวนเยว่พูด: “ตาของฉันไปแจ้งสำนักงานเขตแล้ว เขาบอกว่าถ้ามีเงินแล้วจะซ่อมให้”
“แค่เปลี่ยนหลอดไฟไม่กี่ดวงเอง ทำไมถึงได้ลากยาวไม่เข้าเรื่องแบบนี้” คืนนี้เจิ้งเฟิงหงุดหงิดมาก มองอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด
“ขอบคุณนะ” เปียนกวนเยว่ชี้ไปที่ตึกแล้วพูดว่า “ฉันขึ้นตึกแล้วนะ”
เปียนกวนเยว่ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักบุญคุณคน เจิ้งเฟิงไปกลับโรงเรียนเป็นเพื่อนเธอทุกวัน ตอนกลางคืนก็เดินไปส่งเธอผ่านซอยเล็กๆ ในใจเธอก็รู้สึกขอบคุณเขามาก
ดังนั้น เธอก็เริ่มพูดคุยกับเจิ้งเฟิงมากขึ้น
แต่เจิ้งเฟิงกลับไม่ได้รู้สึกดีใจกับการเปลี่ยนแปลงนี้เท่าไหร่นัก เพราะเปียนกวนเยว่สนิทสนมกับเฉินกุ้ยเหลียงมากกว่า
“เดี๋ยวก่อน!”
เจิ้งเฟิงตะโกนเรียกไว้ มีบางอย่างที่เขาอัดอั้นตันใจอยากจะพูดออกมา
เปียนกวนเยว่ที่เดินเกือบจะถึงบันไดแล้ว พอได้ยินก็หันกลับมาถาม: “มีอะไรเหรอ?”
เจิ้งเฟิงลังเล: “เฉินกุ้ยเหลียง… ไม่ใช่นักเรียนดีนะ”
“เขาไม่ใช่นักเรียนดีตรงไหน?” เปียนกวนเยว่เริ่มรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
เจิ้งเฟิงพูด: “เขาไม่ตั้งใจเรียน ชอบก่อเรื่องหาเรื่องอยู่เรื่อย แถมยังเคยต่อยตีในโรงเรียนหลายครั้งด้วยนะ ถ้าไม่ใช่อาจารย์ประจำชั้นช่วยพูดขอความเมตตาให้ เขาคงโดนโรงเรียนไล่ออกไปนานแล้ว ตอนนี้ยังโดนคุมความประพฤติอยู่เลยนะ”
เปียนกวนเยว่ถาม: “เขาเคยรังแกเพื่อนคนไหนรึเปล่า?”
“ก็… น่าจะเคยนะ” เจิ้งเฟิงก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน
เปียนกวนเยว่แสดงท่าทีอย่างจริงจัง: “เจิ้งเฟิง เราเป็นเพื่อนกันนะ เฉินกุ้ยเหลียงก็เหมือนกัน ฉันว่าระหว่างเพื่อนกัน มีอะไรก็ควรจะพูดกันต่อหน้า ไม่ควรจะไปนินทาลับหลังคนอื่น”
เจิ้งเฟิงพอได้ยินน้ำเสียงของเธอไม่ค่อยดี ก็ไม่กล้าจะใส่ร้ายเฉินกุ้ยเหลียงอีก ทำได้แค่พึมพำเสียงเบา: “ฉันกลัวว่าเธอจะโดนเฉินกุ้ยเหลียงพาไปในทางที่ไม่ดีน่ะสิ”
เปียนกวนเยว่คิดว่าควรจะพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจน: “เจิ้งเฟิง ฉันรู้ว่าเธอชอบฉัน ฉันก็ขอบคุณนะที่เธอเดินมาส่งฉันกลับบ้านทุกวัน แต่พวกเราควรจะให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นหลัก พยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีกว่านี้ให้ได้ พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เธอจะเจอผู้หญิงที่ดีกว่าฉันอีกเยอะแยะเลยนะ”
คำพูดนี้ ถึงแม้จะพูดอย่างอ้อมค้อม แต่ความหมายก็ชัดเจนมากแล้ว
เจิ้งเฟิงยืนนิ่งอึ้งไป ในใจเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจและความสิ้นหวัง เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองด้อยกว่าเฉินกุ้ยเหลียงตรงไหน
เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง อยู่ ม.6 แล้วนะ เฉินกุ้ยเหลียงยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกยุวชนเลยด้วยซ้ำ!
(เฉินกุ้ยเหลียง: ค่าสมาชิกยุวชนแกช่วยจ่ายให้ฉันหน่อยสิ?)
เปียนกวนเยว่รีบวิ่งกลับบ้าน ตากับยายกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่น
“กวนกวนกลับมาแล้วเหรอ!”
ตารีบไปปอกผลไม้ ยายดึงเธอให้นั่งลงคุยด้วย
ตอนกลางวันมีการประชุมผู้ปกครอง เปียนกวนเยว่กับเฉินกุ้ยเหลียงโดนเรียกชื่อตำหนิ สาเหตุหลักก็คือบ่ายวันศุกร์ ไม่ลาล่วงหน้าก็หนีออกจากโรงเรียนไปเลย แถมยังไม่ได้ลงชื่อที่ป้อมยามอีกด้วย
ตากับยายก็เลยรู้ว่า เป็นเด็กผู้ชายที่ชื่อเฉินกุ้ยเหลียง พาหลานสาวไปซ่อมคอมพิวเตอร์ที่ตัวเมือง
อีกทั้ง เด็กผู้ชายคนนั้นก็โดนคุมความประพฤติอยู่แล้วด้วย
สองตายายไม่รู้จริงๆ ว่าจะเกลี้ยกล่อมยังไงดี กลัวว่าถ้าพูดอะไรไม่เข้าหู จะไปกระตุ้นความดื้อรั้นของหลานสาวเข้า
ลากยาวมาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เปิดปากพูดอะไรเลย
ตาถือผลไม้เข้ามา ขยิบตาให้ยายใหญ่เลย ความหมายคือ “เธอพูดสิ”
ยายลังเลอยู่นานสองนาน คำพูดมาถึงปากแล้วก็กลืนกลับลงไป
ตาทำได้แค่ลงสนามเอง: “กวนกวน ลูกย้ายโรงเรียนมาได้อาทิตย์หนึ่งแล้วนะ ที่ห้องเรียนมีเพื่อนใหม่บ้างรึยัง?”
เปียนกวนเยว่พูด: “มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อหวังซืออวี่ ก็สนิทกันพอสมควรค่ะ บ้านเขาอยู่ที่หมู่บ้านฟู่กุ้ยฮวาหยวนนู่น แล้วก็มีเพื่อนผู้ชายอีกคนชื่อเจิ้งเฟิง บ้านเขาอยู่ห่างจากที่นี่แค่ป้ายรถเมล์เดียวเอง พวกเราไปกลับโรงเรียนด้วยกันบ่อยๆ ค่ะ”
ตาคิดในใจ: โอ้โห แย่แล้ว ไม่ยอมพูดถึงเฉินกو้ยเหลียงคนนั้นเลย
ยายพูดต่อตามน้ำ: “เจิ้งเฟิงเด็กหนุ่มคนนั้นยายรู้จัก ย่าของเขาเป็นคนงานโรงงานทอผ้าฝ้ายของเรา ปู่ของเขาเป็นคนงานโรงงานปุ๋ยเคมีข้างๆ เฮ้อ โรงงานทั้งสองแห่งก็เจ๊งไปแล้ว พ่อแม่ของเขาก็กลายเป็นคนงานที่ถูกเลิกจ้างไปแล้วด้วย”
ตาให้ความเห็น: “แม่ของเขาก็เก่งมากนะ ตอนเพิ่งจะโดนเลิกจ้างใหม่ๆ ก็ไปรับจ้างขัดรองเท้า ต่อมาก็ไปตั้งแผงขายเหลียงผีเหลียงเมี่ยน (อาหารเส้นเย็น) มันฝรั่งแท่งทอดกรอบ ที่หน้าประตูโรงเรียนมัธยมปลายแห่งที่เจ็ด ได้ยินว่าสองปีนี้หาเงินได้เยอะเลยนะ”
“พ่อของเขาก็ไม่เลวเหมือนกัน พอโดนเลิกจ้างก็ไม่ได้ปล่อยตัวเหลวไหล อายุสี่สิบแล้วยังเปลี่ยนอาชีพไปเป็นพ่อครัวเลยนะ” ยายเข้าร่วมวงสนทนาด้วยทันที
เปียนกวนเยว่ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ นั่งอยู่ข้างๆ ก็เออออไปตามเรื่องสองสามคำ แล้วก็ถือกระเป๋านักเรียนกลับเข้าห้องนอนไปเรียนหนังสือ
เปิดไฟตั้งโต๊ะ หยิบกล่องดินสอกับข้อสอบออกมา
ตอนที่รูดซิปกล่องดินสอหยิบปากกาออกมา เปียนกวนเยว่ก็เห็นก้อนหินเก่าๆ ก้อนนั้นอีกครั้ง
สีขาวนวล เหมือนหยกงาม
เธอเกิดความคิดสนุกแบบเด็กๆ ขึ้นมาทันที ใช้ปากกาลูกลื่นวาดตา จมูก และปากลงบนก้อนหิน วาดเสร็จยังเขียนกำกับไว้ข้างๆ รูปคนเล็กๆ นั่นว่า “ไอ้ทึ่ม”
…
หน้าห้องพัก 302
ไอ้พวกเวรสองสามคนขยิบตาส่งซิกให้กัน เห็นได้ชัดว่านัดแนะกันจะทำเรื่องไม่ดีแล้ว
เฉินกุ้ยเหลียงไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด เป่าปากหวีดเพลง “สายลมบูรพาพัดผ่าน” เดินเข้าห้องมา
“ลุย!”
เซี่ยหยางตะโกนลั่น ไอ้หลานชายสองสามคนก็พุ่งเข้ามาพร้อมกัน
เฉินกุ้ยเหลียงยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็โดนหลายคนดึงกระชากผลักล้มลงบนเตียง
เซี่ยหยางบีบคอเขาไว้ สวีไห่โปกับหลิวจื้อหงกดแขนซ้ายขวาของเขาไว้ ส่วนหลี่อวี้หลินกับหยางชงก็นั่งทับขาของเขาไว้
หลี่ตงเฉียงถอดเข็มขัดหนังออกมาพับครึ่ง สะบัดจนเกิดเสียงดังแปะๆ
หยางฮ่าวที่ขี้อายและขี้ขลาด ยืนยิ้มดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ
“รีบพูดมานะ ว่าแกกับเปียนกวนเยว่คบกันอยู่รึเปล่า!” เซี่ยหยางเริ่มทรมานเค้นความจริง
หลี่ตงเฉียงใช้เข็มขัดหนังฟาดโครงเตียง ข่มขู่อย่างดุดัน: “ถ้ายังไม่ยอมรับสารภาพอีก อย่าหาว่าฉันลงโทษสถานหนักนะ”
สวีไห่โปก็ผสมโรงตะโกน: “สารภาพลดโทษ ปฏิเสธโทษหนัก”
เฉินกุ้ยเหลียงทำได้แค่ร้องโอดโอย: “ท่านเจ้าข้า ข้าน้อยผิดไปแล้ว!”
“ยังจะไม่ยอมรับอีกเหรอ?”
เซี่ยหยางปล่อยเฉินกุ้ยเหลียง สะบัดผมอย่างหล่อเหลา ยืนสั่งการอยู่ข้างๆ : “ลงทัณฑ์สถานหนัก!”
“อาลู่ปา! อาลู่ปา…” (การละเล่นแกล้งเพื่อนผู้ชายในจีน คล้ายๆการจับเพื่อนโยนแล้วเอาเป้ากระแทกเสา)
ไอ้พวกเวรนี่หัวเราะร่าตะโกนพร้อมกัน ยกเฉินกุ้ยเหลียงขึ้นปรับท่าทาง เอาเป้าเล็งไปที่โครงเตียงเตรียมจะกระแทกเข้าไป
เฉินกุ้ยเหลียงตกใจจนร้องลั่น: “เชี่ยเอ๊ย ไอ้หลานชายไว้ชีวิตด้วย ปู่ยอมแล้ว!”
“รีบพูดมาเร็วๆ อย่ามาเสียเวลา” เซี่ยหยางเร่ง
เฉินกุ้ยเหลียงพูด: “พรุ่งนี้ตอนเที่ยงไม่กินข้าวผัดแล้ว ฉันจะพาพวกแกไปกินซุปเนื้อแพะ”
หลี่อวี้หลินตวาดอย่างโมโห: “ใกล้จะตายอยู่แล้ว ยังกล้ามาติดสินบนพวกเราอีกเหรอ!”
“ใช่สิ พวกเราจะไปอยากได้ซุปเนื้อแพะมื้อนั้นของแกทำไม?” สวีไห่โปผสมโรงซ้ำเติม
เฉินกุ้ยเหลียงเพิ่มข้อเสนอ: “สองมื้อ! ซุปเนื้อแพะสองมื้อ”
“แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย” หลี่อวี้หลินปล่อยขาของเฉินกุ้ยเหลียง
หยางชงปล่อยขาอีกข้างหนึ่ง: “ห้ามเบี้ยวนะ”
เฉินกุ้ยเหลียงถือโอกาสดิ้นหลุดจากแขนทั้งสองข้าง เป็นอิสระโดยสมบูรณ์แล้ว พูดแบบครึ่งจริงครึ่งเล่น: “ฉันกำลังจีบเปียนกวนเยว่อยู่ แต่ยังไม่ถึงไหนเลย”
ทุกคนกรูเข้ามานั่งล้อมวงเฉินกุ้ยเหลียงอยู่ริมเตียง ไอ้พวกที่แย่งที่นั่งไม่ทันก็ลากเก้าอี้มา
พวกเขาล้อมวงเฉินกุ้ยเหลียงไว้แน่นหนา ซักถามเรื่องราวของเฉินกุ้ยเหลียงกับเปียนกวนเยว่อย่างสงสัย
เซี่ยหยางซักไซ้: “เปียนกวนเยว่พูดคำหนึ่งไม่เกินสามคำ เย็นชาไม่สนใจใครเลย ทำไมถึงยอมฟังเพลงกับแกด้วยล่ะ?”
“ฉันไปซ่อมคอมพิวเตอร์เป็นเพื่อนเขานี่นา” เฉินกุ้ยเหลียงอธิบาย
หยางชงไม่เชื่อ: “แค่นั้นเองเหรอ?”
เฉินกุ้ยเหลียงถามกลับ: “แล้วมันจะซับซ้อนอะไรได้อีกล่ะ?”
เซี่ยหยางเสียใจสุดขีด: “กูแม่งน่าจะหนีเรียนไปกับเขาด้วยนะ ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไปเฉยๆ!”
สวีไห่โปเตือน: “ไอ้หล่อเซี่ย เปียนกวนเยว่ตอนนี้เป็นพี่สะใภ้แล้วนะ มึงห้ามไปคิดอะไรกับเขาอีก”
“ช่างมันเถอะ ฉันไปจีบโจวจิ้งดีกว่า” เซี่ยหยางยอมถอยแต่โดยดี
หลิวจื้อหงสงสัย: “จอมยุทธ์เฉิน แกรู้ไหมว่าบ้านของเปียนกวนเยว่ทำอะไร? มือถือกับเครื่องเล่น MP3 ของเขาก็แพงทั้งนั้นเลยนะ”
“ไม่รู้สิ” เฉินกุ้ยเหลียงส่ายหน้า
ทุกคนล้อมวงหยอกล้อเขาอยู่พักใหญ่ ไฟในห้องพักก็ดับลงทันที พัศดีตะโกนมาจากทางเดินข้างนอกว่าได้เวลานอนแล้ว
พวกเขาแต่ละคนก็กลับไปที่เตียงตัวเองถอดเสื้อผ้า แต่หัวข้อสนทนายังไม่จบ คืนนี้คงจะนอนไม่หลับกันจริงๆ
จึงเริ่มเปิด “ประชุมวงสนทนาก่อนนอน”
“หลี่อวี้หลิน แกกับวังอวี๋เป็นไงบ้างแล้ว?”
“จะเป็นยังไงได้ล่ะ? ก็แค่ตอนเลิกเรียนพิเศษภาคค่ำ ไปนัดเจอกันที่สระน้ำเทียมเท่านั้นเอง”
“ฉันหมายถึงว่าพวกแกได้กันรึยัง”
“ยังเลย แค่กอดจูบกันเฉยๆ”
“จูบกับผู้หญิงมันรู้สึกยังไงวะ?”
“ใช่ๆ รีบเล่ามาเลย ทั้งห้องพักก็มีแต่แกคนเดียวนั่นแหละที่กำลังมีความรัก”
“อืม… ไม่รู้จะอธิบายยังไงดีเหมือนกัน เอาเป็นว่ามันฟินมากอ่ะ”
“ฉันกำลังคิดถึงโอวหยาเฟยห้องข้างๆ อยู่ ผู้หญิงคนนั้นแม่งโคตรเซ็กซี่เลย แต่งหน้าทุกวัน หน้าร้อนก็ใส่เสื้อผ้าโป๊ๆ”
“สวีไห่โป แกแอบชอบผู้หญิงคนไหนอยู่?”
“ฉันไม่ได้แอบชอบใครทั้งนั้น ฉันจะตั้งใจเรียน พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วค่อยมีแฟน”
“ตอแหล แกมีแน่ๆ รีบพูดมาเลยนะ แกแอบชอบอู๋เมิ่งใช่ไหม?”
“เชี่ยเอ๊ย แกรรู้ได้ไง?”
“สายตาที่แกมองอู๋เมิ่งมันไม่ปกติเลยนะเว้ย”
“…”
ท่ามกลางความมืดมิด เฉินกุ้ยเหลียงยิ้มพลางฟังเพื่อนร่วมห้องคุยกันเงียบๆ
ถึงแม้หัวข้อสนทนาจะค่อนข้างทะลึ่งไปบ้าง แต่ก็เปี่ยมไปด้วยจินตนาการที่สวยงามของวัยรุ่น
“เฉินกุ้ยเหลียง ประกวดซินไกเนี่ยนของแกยังไม่มีข่าวคราวเลยเหรอ?” เซี่ยหยางถาม
เฉินกุ้ยเหลียงพูด: “ยังอีกนานน่า ต้นฉบับตั้งหลายแสนชิ้น พอให้ผู้จัดงานยุ่งไปอีกเดือนสองเดือนเลยล่ะ”
สวีไห่โปกลับแสดงความสงสัย: “จอมยุทธ์เฉิน ตอนเรียนพิเศษภาคค่ำวันนี้ ทำไมนายถึงมาถามโจทย์เลขง่ายๆ แบบนั้นกับฉันล่ะ?”
“พื้นฐาน ม.4 ไม่แน่น” เฉินกุ้ยเหลียงตอบแบบปัดๆ
เซี่ยหยางเปิดโปงเขา: “แกแม่งตอนสอบแบ่งสายวิทย์-ศิลป์ คณิตศาสตร์เกือบจะได้คะแนนเต็มแล้วนะ แกยังจะมาบอกว่าตัวเองเรียนคณิตศาสตร์ ม.4 ไม่ดีอีกเหรอ?”
เฉินกุ้ยเหลียงเปลี่ยนเรื่อง: “ไอ้หล่อเซี่ย แกแอบไปร้านเน็ตมาใช่ไหม?”
“ใช่สิ กินขี้เลยนะ” สวีไห่โปก็จำได้เหมือนกัน
เซี่ยหยางพลิกตัวหันหน้าเข้าหากำแพง: “ฉันนอนแล้ว พวกแกคุยกันไปเถอะ”
หลี่อวี้หลินเจ้าของกีตาร์โปร่งเก่าๆ นั่น อยู่ๆ ก็โหยหวนร้องเพลงของวง Beyond ขึ้นมา แถมยังทำเสียงสั่นแบบอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย: “หม้อเหล็ก กลั้นน้ำตาร้องซ่อมหม้อ หม้อที่แตก บุบ บิ่น เปลี่ยนหม้อใหม่…”
“โหยหวนอะไรวะ? รีบนอนได้แล้ว!”
เสียงตวาดของพัศดีดังมาจากนอกประตู