- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นทารก เสียงของข้าคือเสียงของมหาเต๋า
- 442.ข้าทำได้
442.ข้าทำได้
442.ข้าทำได้
หลินเสวียนคว้าถุงกิเลนด้วยมือข้างหนึ่งก่อนจะตบลงไปอีกครั้งพร้อมกล่าวเสียงเย็นชา
"เจ้าเก่งใหญ่แล้วนะ! กล้าท่องไปทั่วโลกทั้งที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลกดีแถมยังปั่นป่วนฟ้าดินได้ขนาดนี้โกลาหลจริงๆ!"
เมื่อลูกมังกรถูกจับเข้าไปในถุงกิเลนคลื่นลมทั่วทั้งทะเลก็สงบลงทันทีราวกับพายุที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่
หลินชิงเทียนยืนอยู่ด้านข้างพลางเดาะลิ้น
"เจ้าตัวน้อยนี่เป็นคนก่อเรื่องทั้งหมดอย่างนั้นหรือ? มันเพิ่งจะฟักออกจากไข่ได้ไม่นานใช่หรือไม่?หากโตขึ้นมาเจ้าคิดว่าจะควบคุมมันได้หรือ?"
เดิมทีเขาอยากหาผู้ช่วยทว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเขากลับต้องมาดูแลตัวถ่วงแทนเสียแล้ว
นี่มันเกินจะรับไหวจริงๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้นหลินชิงเทียนจึงเงยหน้าขึ้นถามหลินเสวียนว่า
"หากปล่อยไว้เช่นนี้ก็ไม่ใช่ทางออกอสูรทั่วไปยังสามารถวางผนึกหรือข้อจำกัดไว้ได้ทว่าเจ้ามังกรแท้…"
สายตาของหลินชิงเทียนมองไปยังลูกมังกรด้วยความลำบากใจ,
"เผ่ามังกรเป็นสัตว์ศักสิทธิ์ในยุคโบราณผนึกธรรมดาคงไร้ประโยชน์กับมันแต่ตอนนี้เราก็ไม่มีปรมาจารย์อสูรอยู่ในมือเสียด้วย"
"เหตุใดเราไม่ลองดูว่ามีปรมาจารย์อสูรที่ทรงพลังในอาณาเขตกลางเยี่ยนหรือไม่?เราสามารถจับตาดูพวกเขาจากบนเรือวิญญาณหากไม่มีเรื่องไม่คาดคิดทุกอย่างก็ควรจะเป็นไปได้"
หลินชิงเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆเห็นด้วยกับความคิดของตนเอง,
"งานเลี้ยงทองคำในครั้งนี้จะมีผู้ฝึกตนมากมายปรากฏตัว โดยเฉพาะผู้ที่มีเคล็ดวิชาลึกล้ำหรือพรสวรรค์ที่ท้าทายสวรรค์หากจะหาผู้เชี่ยวชาญควบคุมอสูรก็ไม่น่าจะยากอะไร"
ความคิดของหลินชิงเทียนไม่เลวเลยเพราะแม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสูงเช่นเขาก็ไม่ใช่ผู้ชำนาญด้านการควบคุมอสูรเขาไม่อาจเทียบได้กับปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางนี้ได้เลยจึงได้แต่มองอยู่เฉยๆ
ดูเหมือนว่าหากออกเดินทางคราวหน้าต้องหาผู้เชี่ยวชาญอสูรติดตามไปด้วยเสียแล้ว
เป็นเพราะพวกเขาคิดไม่รอบคอบพาลูกมังกรมาแต่กลับไม่ได้พาปรมาจารย์อสูรมาด้วย
หลินชิงเทียนพอใจกับความคิดของตนจึงเงยหน้าขึ้นไปมองหลินเสวียนแต่กลับเห็นอีกฝ่ายส่ายหน้าเบาๆ,
"ข้าจะจัดการด้วยตัวเอง!"
"ข้ารู้ว่าเจ้าฉลาดมาตั้งแต่เด็กอีกทั้งมีพรสวรรค์ในการเข้าใจสูงมากแต่เจ้าก็ยังไม่เคยฝึกฝนวิชาควบคุมอสูรมาก่อนเหตุใดถึงยึดติดเช่นนี้? เสวียนเอ๋อร์เจ้าควรตั้งใจบ่มเพาะพลังจะดีกว่า"
หลินเสวียนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ,
"ในเมื่อข้าบ่มเพาะพลังได้เหตุใดจะควบคุมอสูรไม่ได้? ท่านบรรพชนวางใจเถิดข้ารู้ขอบเขตตนเองดีและจะไม่มีทางให้การบ่มเพาะของข้าต้องล่าช้าแน่นอน!"
พูดจบหลินเสวียนก็ถือถุงกิเลนไว้แน่นแล้วหันหลังเดินไปยังประตูห้องพัก
ขณะที่เดินจากไปเขายังกล่าวว่า,
"ท่านบรรพชนช่วงนี้ข้าจะปิดด่านไม่ต้องการให้ใครมารบกวนข้า"
จากนั้นเขาก็เดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับ
หลินชิงเทียนยืนอยู่บนดาดฟ้ามองแผ่นหลังของหลินเสวียนด้วยแววตาหนักแน่นเขาอดถอนหายใจไม่ได้แม้เสวียนเอ๋อร์จะเป็นผู้โดดเด่นมาตลอดแต่กลับมีนิสัยดื้อดึงยิ่งนัก
ค่ำคืนนั้นผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเช้าวันต่อมาเหล่าศิษย์ตระกูลหลินต่างก็มารวมตัวบนดาดฟ้าเพื่อฝึกฝนเช่นเคย พวกเขาเลือกที่นั่งประจำของตนเองไว้เรียบร้อยและเฝ้ารอหลินเสวียนด้วยสายตาคาดหวัง
ทว่าจนกระทั่งตะวันลอยขึ้นสูงและปราณวิญญาณสุดท้ายในอากาศจางหายไปพวกเขาก็ยังไม่เห็นเงาของหลินเสวียนปรากฏตัว
"เหตุใดวันนี้บุตรศักดิ์สิทธิ์ถึงยังไม่ออกมา? หรือจะเป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อคืน?"
เมื่อคืนเรือวิญญาณตกอยู่ในความวุ่นวายราวกับกำลังจะล่มพวกเขาแต่ละคนอยากออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นแต่กลับถูกสองผู้อาวุโสหลินเฟิงกับหลินเป่าขัดไว้ที่ห้องพัก
พวกเขาพยายามคิดหาวิธีจะดูว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่ทันไร เรือก็กลับมาสงบดังเดิมพวกเขาจึงได้แต่รออยู่ในห้องอย่างเงียบๆ
"ท่านบรรพชนบอกว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ปิดด่านอยู่"
ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถามอย่างงุนงง,
"ปิดด่านอีกแล้วหรือ? ช่วงเวลานี้บุตรศักดิ์สิทธิ์ดูเหมือนจะปิดด่านไปแล้วสองครั้งได้"
หลินหยานอี้นั่งอยู่บนดาดฟ้าใช้มือเท้าคางแล้วกล่าวขึ้นว่า,
"เจ้าคิดหรือไม่ว่าที่บุตรศักดิ์สิทธิ์มีพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกครั้งเป็นเพราะท่านชอบปิดด่าน?"
หลินซูอี้แค่นหัวเราะเยาะ,
"บุตรศักดิ์สิทธิ์นั้นเกิดมาพร้อมสติปัญญาและพรสวรรค์อันล้ำเลิศความเร็วในการบ่มเพาะพลังของเขาเป็นเพราะพรสวรรค์ไม่ใช่เพราะปิดด่าน!"
"อย่าคิดเพ้อเจ้อเจ้าคิดว่าปิดตานั่งบ่มเพาะพลังบ่อยๆจะสามารถตามทันความเร็วของบุตรศักดิ์สิทธิ์ได้หรือ?" เมื่อเห็นหลินหยานอี้เงียบคิดหลินซูอี้ก็อดไม่ได้ที่จะตบหน้าแนวคิดที่ไม่สมจริงของเขา
"ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงพรสวรรค์ของบุตรศักดิ์สิทธิ์ได้ เจ้าคิดไตร่ตรองไว้ก็พอแต่อย่าคิดมากไปนักมิเช่นนั้นเจ้าจะได้สัมผัสกับความต่างของชั้นฟ้าและดินด้วยตัวเอง"
คำพูดนี้คือคำเตือนจากใจจริงเพราะไม่มีผู้ใดเทียบหลินเสวียนได้พวกเขาอยู่กันคนละระดับจริงๆหากยังคิดเปรียบเทียบมีแต่จะรู้สึกหมดหวัง
ยิ่งผู้ใดแตกต่างจากผู้อื่นมากเท่าใดก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความไม่ยุติธรรมของโลกนี้เท่านั้นบางครั้งได้แต่ยอมรับหากฝืนค้นหาคำตอบไปเรื่อยๆก็มีแต่จะเจ็บปวด!
เมื่อพูดจบหลินซูอี้ก็ยกมือตบบ่าหลินหยานอี้ด้วยสีหน้าจริงจังกล่าวปลอบ,
"คิดในแง่ดีเถอะไม่อย่างนั้นยามค่ำคืนเจ้าจะได้แต่นอนคิดว่าเกิดมาเพื่อเป็นตัวประกอบเท่านั้น"
ศิษย์ตระกูลหลินรอบข้างต่างพยักหน้าเห็นด้วยแทบจะตั้งแต่บุตรศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดมาพวกเขาก็ถูกพรสวรรค์ของเขาทิ่มแทงหัวใจอยู่ทุกวัน
หากไม่ทำใจให้ดีก็อยู่ต่อไม่ได้แน่นอน
ส่วนหลินชุนซือกับหลินจั่วซื่อซึ่งเป็นศิษย์ที่เข้ามาภายหลัง กลับไม่มีความรู้สึกเจ็บลึกเช่นนี้เพราะพวกเขาเข้าร่วมตระกูลหลินก็เพราะชื่อเสียงของบุตรศักดิ์สิทธิ์
ในสายตาของพวกเขาหลินเสวียนนั้นเป็นดั่งเทพเซียนผู้ถูกวางไว้บนแท่นบูชาไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใดก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอีกต่อไป
ในอนาคตหากหลินเสวียนสร้างปาฏิหาริย์เพียงลำพังพวกเขาก็จะยังคงมองเขาด้วยสายตาชื่นชมและไม่เคยตั้งคำถามว่าเหตุใดตนถึงทำไม่ได้
หลินจั่วซื่อหันไปมองหลินหยานอี้พลางกล่าวด้วยเสียงจริงใจ,
"ต่อให้เจ้าปิดด่านจนถึงวันสิ้นโลกเจ้าก็ไม่มีทางไล่ตามบุตรศักดิ์สิทธิ์ทัน"
"ต่อให้บุตรศักดิ์สิทธิ์ไม่ปิดด่านเลยพลังของเขาก็ยังสามารถบดขยี้เจ้าได้อยู่ดี!"
"เพราะฉะนั้น…" หลินจั่วซือกล่าวพร้อมจ้องตาหลินหยานอี้อย่างแน่วแน่,
"ยอมรับความจริงเถอะและเลิกลังเลอย่างไร้ค่าเสียที"
หลินเสวียนคือรุ่นเยาว์ในตระกูลหลินแต่เหล่าศิษย์ที่เหลือล้วนมีอายุมากกว่าเขาทั้งสิ้นบางคนมากกว่าหลายสิบปี บ้างก็เป็นร้อยปี
แต่หากพูดถึงระดับพลังบ่มเพาะแล้วเว้นเสียแต่ท่านบรรพชนหลินชิงเทียนก็ไม่มีผู้ใดในตระกูลหลินจะเหนือกว่าหลินเสวียนอีก
ก่อนหลินเสวียนจะถือกำเนิด หลินหยานอี้ หลินซูอี้ และคนอื่นๆยังถือเป็นศิษย์ชื่อดังของตระกูลหลิน
แต่ตั้งแต่วันที่หลินเสวียนถือกำเนิด…ชื่อของพวกเขาก็ไม่เคยถูกเอ่ยถึงอีกเลย