- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นทารก เสียงของข้าคือเสียงของมหาเต๋า
- 416.คิดหาหนทาง
416.คิดหาหนทาง
416.คิดหาหนทาง
การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเริ่มมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหางของลูกมังกรที่เดิมทีซ่อนอยู่ในหมอกปราณหนาแน่นตอนนี้กลับสามารถมองเห็นได้ลางๆ
นั่นหมายความว่าปราณวิญญาณในที่แห่งนี้สามารถดูดซับได้แล้วงั้นหรือ?
แต่เมื่อคิดให้ดีหลินเสวียนก็พลันนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เขาเคยดูดซับปราณวิญญาณเพื่อบ่มเพาะแล้วทว่าความหนาแน่นของปราณโดยรอบกลับแทบไม่เปลี่ยนแปลงมันยังคงหนาจนเขาไม่สามารถมองเห็นมือของตนเองได้ด้วยซ้ำ
หลินเสวียนหันไปมองลูกมังกรที่กำลังกลิ้งเล่นในทะเลหมอกปราณด้วยความยินดี
"ปราณวิญญาณที่ผู้ฝึกตนโดยทั่วไปสามารถกลั่นกรองได้มีจำกัดยิ่งกว่านั้นยังต้องใช้วิธีการทั่วไปในการแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังปราณของตนเองทั้งช้าและไม่มีประสิทธิภาพ"
"หากข้าสามารถดูดซับปราณได้ในปริมาณมากเหมือนกับลูกมังกรเช่นนั้นบรรพชนคงสามารถมองเห็นข้าหลังจากที่ปราณในที่แห่งนี้ถูกกลืนกินแล้วใช่หรือไม่? และข้าก็จะสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้ด้วยเช่นกัน?"
ปัญหาสำคัญที่สุดในยามนี้ก็คือปราณวิญญาณในแดนลับแห่งนี้เขาคาดเดาว่าค่ายกลที่นี่อาจไม่ได้ลึกล้ำเกินไป อย่างน้อยก็ยังไม่ถึงขั้นที่ไม่อาจคลี่คลายได้
ตราบใดที่เขาจัดการกับปราณวิญญาณที่น่ารำคาญพวกนี้ได้เขาก็สามารถเริ่มลงมือทำลายค่ายกลได้ในทันที
ความคิดของหลินเสวียนพลันแจ่มชัดเขาสามารถแก้ไขปัญหาไปทีละขั้นโดยไม่จำเป็นต้องยืนเฉย
เขาคว้าตัวลูกมังกรที่ยังคงว่ายน้ำเล่นในทะเลปราณด้วยความสนุกสนานแล้วพยายามยัดมันเข้าไปในถุงกิเลน
“เจ้าตัวเล็กข้าขอรบกวนเจ้าไปพักก่อนนะรอให้ข้าจัดการปราณในที่แห่งนี้ให้เสร็จแล้วข้าจะเก็บผลไม้วิญญาณที่ใหญ่ที่สุดอุดมสมบูรณ์ที่สุดในแดนลับนี้มาให้เจ้ากิน”
แม้ร่างของลูกมังกรจะมีขนาดพอๆกับหลินเสวียนแต่พลังของมันกลับด้อยกว่ามากมันขัดขืนสุดกำลังแต่ก็ไม่อาจหลีกหนีชะตากรรมที่ถูกใช้แล้วทิ้งได้
“ปัง!”
ลูกมังกรที่เพิ่งจะได้สัมผัสกับความฝันแห่งทะเลปราณก็ต้องมาเผชิญกับความจริงที่โหดร้ายมันย่อมไม่เต็มใจที่จะถูกยัดเข้าไปในถุงกิเลน
มันดิ้นรนอย่างสุดแรงและส่ายหัวขนาดใหญ่ของตนเพื่อขัดขืนหลินเสวียนทว่าเมื่อพลังห่างชั้นกันมากมันก็ไม่อาจหลีกหนีผลลัพธ์เดิมได้
หลินเสวียนตบเบาๆที่ถุงกิเลย “รอหน่อยเดี๋ยวข้าจะปล่อยเจ้าออกมาในไม่ช้า!”
หลังจากกล่าวจบเขาเหยียบลงบนกระบี่วิญญาณเบาๆก่อนจะทะยานขึ้นไปกลางอากาศดุจลำแสง
“กลืนกิน!”
หลินเสวียนคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราดทันใดนั้นเอง กระแสน้ำวนขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นรอบกายพลังกลืนกินอันมหาศาลปะทุออกมาในชั่วพริบตา
พลังกลืนกินแผ่ขยายไปทั่วอาณาบริเวณโดยรอบอย่างรวดเร็วเงาร่างของเทาเที่ยที่ควบแน่นจากหมอกดำพลันปรากฏขึ้นรอบตัวเขา
เหล่าเทาเที่ยมากมายนับไม่ถ้วนต่างดูดซับปราณโดยรอบอย่างบ้าคลั่งปราณวิญญาณในแดนลับพุ่งพล่านไม่หยุดหย่อน
พวกมันถูกรวมตัวเข้ากับวังวนแห่งการกลืนกินซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ปราณในแดนลับจางลงอย่างเห็นได้ชัดในท้องฟ้าเหล่าเทาเที่ยที่ลอยอยู่ในหมอกดำก็ยิ่งมีรูปร่างใหญ่โตขึ้นและดำมืดยิ่งกว่าเดิม
พลังกลืนกินยิ่งทวีความน่าสะพรึงจนกระทั่งน้ำวนก่อตัวเป็นโม่ยักษ์กลางเวหา
หลินเสวียนเริ่มมองเห็นสิ่งรอบตัวได้ชัดเจนมากขึ้นโครงร่างของต้นวิญญาณขนาดมหึมาที่อยู่เบื้องล่างก็เริ่มปรากฏให้เห็นมันไม่ถูกบดบังด้วยหมอกอีกต่อไป
ในเมื่อเป็นเช่นนี้การกลืนกินพลังปราณในแดนลับย่อมได้ผลแน่นอน
ในตอนนี้ลมหายใจที่หลินเสวียนกลั้นไว้ก็พลันผ่อนคลาย
หากถึงขั้นนี้แล้วยังไม่เป็นผลเช่นนั้นเขาก็คงทำได้แค่ปล่อยลูกมังกรออกมาให้มันค่อยๆกลืนกินพลังปราณไปทีละน้อย
แต่หากเป็นเช่นนั้นใครจะรู้ว่าพวกเขาจะติดอยู่ในแดนลับนี้อีกกี่ปีกว่าจะสามารถฝ่าค่ายกลออกไปได้เกรงว่าเคราคงงอกแล้วด้วยซ้ำ
ณ ขณะนี้เหล่าเทาเที่ยในท้องฟ้าดูมืดมนยิ่งกว่าเดิม ราวกับว่าหมึกดำจะหยดลงมาได้ทุกเมื่อกลับกันด้านล่างที่เต็มไปด้วยปราณหนาแน่นกลับเริ่มโปร่งใสขึ้น
จากที่ไม่สามารถมองเห็นแม้แต่ปลายนิ้วตอนนี้เริ่มมองเห็นได้ทีละน้อย
“อีกไม่นานข้าก็จะสามารถกลืนกินปราณส่วนใหญ่ของที่นี่ได้แล้ว”
หลินเสวียนยืนอยู่บนกระบี่วิญญาณด้วยท่าทางเคร่งขรึม
ตราบใดที่เขากลืนกินพลังปราณในแดนลับแห่งนี้ไปได้ครึ่งหนึ่งพลังของค่ายกลก็จะถูกทำลายไปครึ่ง
ส่วนที่เหลือก็จะสามารถจัดการได้โดยไม่ต้องเปลืองแรงมากนัก
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใดพลังกลืนกินของหลินเสวียนก็มาถึงขีดจำกัดเขารู้สึกว่าหากฝืนกลืนกินต่อไปร่างของเขาอาจระเบิดจนดับสิ้น
หลินเสวียนโบกมือเรียกพลังปราณกลับมาเทาเที่ยสีดำที่ลอยอยู่ในหมอกเหนือศีรษะก็พลันสลายหายไปในพริบตา ปราณที่เคยคลุ้มคลั่งก็กลับคืนสู่ความสงบ
ความหนาแน่นของปราณรอบกายลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ไม่เปิดเนตรหยินหยางแต่หลินเสวียนก็สามารถมองเห็นตำแหน่งของบรรพชนหลินได้อย่างชัดเจน
เวลานั้นบรรพชนหลินกำลังหาทางทำลายค่ายกลหลังจากเข้าสู่แดนลับได้ไม่นานเขาก็พบว่าไม่สามารถติดตามหลินเสวียนได้อีกต่อไปเขาจึงเลือกที่จะไม่เดินหน้าต่อแต่หันไปหาวิธีทำลายค่ายกล ณ จุดนั้นแทน
แต่ถึงกระนั้นบรรพชนหลินก็ไม่เคยพบกับค่ายกลลวงตาเยี่ยงนี้มาก่อนลักษณะเดียวของแดนลับแห่งนี้คือปราณที่หนาแน่นเกินสามัญจนน่าตกใจ
แม้แต่ค่ายกลธรรมดาเมื่ออยู่ท่ามกลางพลังปราณมหาศาลเช่นนี้ก็ยังกลายเป็นเรื่องยากลำบากที่จะคลี่คลาย
จนกระทั่งในที่สุดบรรพชนหลินก็เริ่มเข้าใจว่าค่ายกลนี้สามารถคลี่คลายได้ก็จริงแต่เพราะว่าปราณในค่ายกลเชื่อมโยงกับปราณทั้งหมดในแดนลับ
ดังนั้นแม้จะคลี่คลายค่ายกลบางส่วนได้แต่ก็ยังคงมีค่ายกลอีกมากมายที่เชื่อมต่อกันอย่างไม่สิ้นสุดไม่มีวันเหือดแห้ง และไม่มีวันถูกคลี่คลายจนหมด
ตราบใดที่ปราณในแดนลับยังคงหนาแน่นและไม่สิ้นสุดวันเวลาที่ค่ายกลในแดนลับถูกทำลายก็จะไม่มีวันมาถึง
“ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมไม่มีใครที่ออกจากแดนลับนี้สามารถบอกได้ว่าอันตรายร้ายแรงที่สุดคืออะไร”
บรรพชนหลินพึมพำกับตนเอง “เพราะพวกเขาไม่เคยเข้าสู่ค่ายกลนี้เลยเหล่าผู้ฝึกตนที่เข้าสู่ค่ายกลในแดนลับแห่งนี้…ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตออกมา”
ส่วนพวกที่รอดออกมาได้เมื่อล่วงล้ำเข้ามาในแดนลับก็รีบออกไปแทบจะทันทีแทบไม่ได้เก็บเกี่ยวสิ่งใดเลย
แม้หลินชิงเทียนจะติดอยู่ที่นี่เขาก็ไม่เคยยอมแพ้ในการตามหาหลินเสวียนเขาใช้หยกสีแดงค้นหาอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่าทว่ามันกลับไม่ตอบสนองใดๆ
แม้อย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมละความพยายามในการตามหาหลินเสวียนและหาทางทำลายค่ายกล
บรรพชนหลินค้นพบกุญแจสำคัญของค่ายกลในแดนลับ และมีหนทางที่จะทำลายมันได้
เขาเข้าใจกุญแจสำคัญเร็วกว่าหลินเสวียนแม้จะไร้หนทาง เขาก็ยังคงพยายามอย่างสุดความสามารถ
หลินชิงเทียนนั่งสงบอยู่ ณ ที่เดิมพลังปราณวิญญาณไหลเวียนรอบกายลวดลายแห่งเต๋าปรากฏขึ้นและจางหายไปรอบตัว
นั่นคือเคล็ดวิชาโบราณในยุคโบราณเพื่อเร่งรุดในการบ่มเพาะผู้ฝึกตนได้สร้างเคล็ดวิชาที่สามารถดูดซับพลังปราณได้อย่างรวดเร็วและแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณวิญญาณของตนเอง…