- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นทารก เสียงของข้าคือเสียงของมหาเต๋า
- 408.ผู้คนตื่นเต้น
408.ผู้คนตื่นเต้น
408.ผู้คนตื่นเต้น
เพียงกลิ่นอายบางเบาจากตระกูลหลินก็ทำให้เส้นเอ็นและเส้นลมปราณของเขาผ่อนคลายร่างกายทั้งร่างราวกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง
เมื่อผู้ฝึกตนที่อยู่ข้างๆเห็นชายผู้นั้นมีท่าทางแปลกประหลาดเช่นนี้จึงเอ่ยถามด้วยความหวังดีว่า “สหายท่านเป็นอะไรหรือ? ท่าน…”
ทันใดนั้นเองคนผู้นั้นที่ดูจะตื่นเต้นจนเกือบตกจากกระบี่ก็พลันหันหลังวิ่งไปทางประตูข้างโดยไม่พูดไม่จา
ผู้คนที่ตามมาข้างหลังต่างตกใจจนทรงตัวบนกระบี่วิญญาณหรือสมบัติวิญญาณของตนแทบไม่อยู่
“เกิดอะไรขึ้น? เขาตื่นเต้นอะไรนักหนาแค่เห็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหลิน?”
“เขาคลั่งไปแล้วหรือ?”
“เฮ้! อย่าวิ่งหนีสิ! วิ่งหนีทำไม?”
ชายผู้นั้นวิ่งหายลับไปทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวว่า “ข้าจะไปถามดูว่าตระกูลหลินยังขาดผู้พิทักษ์อยู่อีกหรือไม่”
ผู้คนที่เหลืออยู่ต่างมองหน้ากันอย่างสับสนพวกเขาเห็นความงุนงงในสายตาของกันและกัน
“ข้าได้ยินผิดไปหรือเปล่า? ท่านกู่หรูเฟิงผู้น่าเกรงขาม อยากจะมาเป็นผู้พิทักษ์ให้กับตระกูลหลินงั้นหรือ?”
“หรือว่าเขาจะดีใจจนเสียสติที่ได้เห็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหลิน? ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้ง! พวกเรายังไม่ได้เห็นตัวจริงเขาเลยไม่ใช่หรือ?”
“เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? กู่หรูเฟิงขึ้นชื่อว่าเย่อหยิ่ง และเขาก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะแล้วเหตุใดเขาถึงอยากเป็นผู้พิทักษ์ให้กับตระกูลหลินกะทันหัน?”
เขาไม่ใช่ว่าจะมาสมัครเป็นศิษย์ตระกูลหลินหรอกหรือ?
ผู้ฝึกตนที่มากับกู่หรูเฟิงส่ายหัวด้วยความไม่เข้าใจเขาเห็นสหายตัวเองตื่นเต้นแล้วก็จากไปเหมือนสายลมไม่สนใจสิ่งใดเลย
“ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกันไม่ใช่ว่าเขาอยากมาเห็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหลินหรือ? แล้วเหตุใดถึงจะไปเป็นผู้พิทักษ์แทนล่ะ? ก่อนหน้านี้เขายังเย้ยหยันพวกที่แห่มาเป็นศิษย์หรือผู้พิทักษ์ของตระกูลหลินอยู่เลยไม่ใช่หรือ?”
สหายของเขาถึงกับหมดคำพูดเขาเดินทางมาด้วยกันแต่สุดท้ายเหลือตัวคนเดียวหากอีกฝ่ายดื้อดึงจะอยู่เป็นผู้พิทักษ์จริงๆ
แล้วจะเอาหน้าไปอธิบายกับบิดามารดาได้อย่างไรเมื่อกลับไป?
สหายของกู่หรูเฟิงไม่สนแม้กระทั่งจุดที่จองไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เขารีบตามไปทันทีเขาปล่อยให้กู่หรูเฟิงวู่วามจนอยู่เป็นผู้พิทักษ์ไม่ได้เด็ดขาด!
แม้บุตรศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหลินยังไม่ปรากฏตัวแต่ความวุ่นวายครั้งนี้ก็ไม่ใช่เล็กน้อย
ผู้ฝึกตนรอบข้างต่างพากันจับตามองความโกลาหลนั้น
“แต่ต้องยอมรับว่าเส้นชีพจรของตระกูลหลินนั้นพิเศษจริงๆพลังปราณวิญญาณที่ไหลเวียนในตัวของข้าดูลื่นไหลขึ้นมาก”
โดยทั่วไปแล้วผู้ฝึกตนธรรมดาไม่สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างของปราณวิญญาณได้ความละเอียดอ่อนเหล่านี้แทบจะแยกแยะไม่ได้ยิ่งโดยเฉพาะกับผู้ที่มีระดับการบ่มเพาะไม่สูงนัก
แต่ผู้ที่มีความรู้สึกไวผิดปกติในการบ่มเพาะเท่านั้นถึงจะสัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้คนเหล่านี้มักจะเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงในการบ่มเพาะจึงรับรู้พลังปราณวิญญาณได้ลึกซึ้งกว่าผู้อื่น
ดังนั้นเมื่อกู่หรูเฟิงสัมผัสได้ว่าปราณวิญญาณของที่นี่พิเศษกว่าที่ใดเขาจึงตัดสินใจในทันทีว่าจะขออยู่เป็นผู้พิทักษ์ของตระกูลหลิน
เพราะการได้เป็นผู้พิทักษ์ของตระกูลหลินสักช่วงหนึ่ง เท่ากับได้ฝึกฝนในตระกูลหลินโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
บาดแผลเก่าอะไรก็ช่างปัญหาที่คาราคาซังมานานก็สามารถคลี่คลายได้ที่นี่นับเป็นโอกาสหายากยิ่ง!
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาหันหลังกลับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย และเปลี่ยนแผนในทันที
แต่สหายของกู่หรูเฟิงซึ่งมีการบ่มเพาะธรรมดากลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของปราณวิญญาณจึงไม่เข้าใจการตัดสินใจของอีกฝ่ายเลย
ขณะเดียวกันในหมู่ผู้ฝึกตนรอบข้างก็มีบางคนเปลี่ยนทิศทางทันทีและตรงไปยังประตูข้างของตระกูลหลิน
ดูจากระดับการบ่มเพาะของพวกเขาล้วนเป็นผู้มีรากฐานแน่นและมีพลังปราณวิญญาณที่ลึกซึ้ง
สหายของกู่หรูเฟิงตามทันเขาแล้วเอ่ยเตือนอย่างร้อนรนว่า “หรูเฟิงการบ่มเพาะของเจ้าตอนนี้โด่งดังไปทั่วอาณาเขตเหนือครามจะตัดสินใจไปเป็นผู้พิทักษ์ของตระกูลหลินแบบนี้มันไม่วู่วามไปหน่อยหรือ?”
“เจ้าควรคิดให้รอบคอบอีกที”
กู่หรูเฟิงชี้ไปยังแถวยาวที่ต่อกันอยู่ตรงประตูข้างโดยไม่รู้ตัวแล้วกล่าวว่า “ข้าได้คิดไว้ดีแล้วนี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด”
“สหายหมิงอี้เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่? ข้ารู้สึกว่า หากเจ้าได้เข้าไปฝึกฝนในตระกูลหลินระดับการบ่มเพาะของเจ้าจะต้องพัฒนาแน่นอนและยังจะได้โอกาสล้ำค่าอีกมาก”
หมิงอี้มองกู่หรูเฟิงอย่างพูดไม่ออกเขาเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจลึกๆแล้วพูดกับอีกฝ่ายว่า “หรูเฟิงเจ้าไม่ได้พูดแบบนี้ก่อนหน้านี้นี่นาเจ้าจำคำพูดเมื่อวานไม่ได้หรือ?”
กู่หรูเฟิงเงยหน้ามองท้องฟ้าเรื่องของเมื่อวานก็คือเมื่อวาน สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้ลมพัดพาไปจะไล่ตามเรื่องไร้สาระไปทำไม?
“บุตรศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหลินออกมาแล้ว!”
“รูปลักษณ์ราวกับเซียนเช่นนี้พวกเราเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนจะเทียบได้อย่างไร?”
แม้จะฟังดูเว่อร์วังแต่ก็พูดด้วยความจริงใจ
“บุตรศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหลินในตอนนี้เปรียบดั่งจักรพรรดิถือเป็นโชควาสนาของอาณาเขตเหนือคราม!”
แม้จะฟังดูประจบแต่ก็ออกมาจากใจจริงดั่งจันทร์กระจ่างในคืนมืด
ประตูภูเขาเปิดออกเสียงแห่งเต๋าอันแผ่วเบาดังก้องดุจแสงสว่างอันเรืองรองชำระล้างจิตใจของผู้ฝึกตนรอบข้าง บรรยากาศยามนี้ราวกับฉากแห่งสวรรค์
หลินเสวียนเหยียบแผ่นหยกขาวขึ้นสู่เส้นทางแห่งมหาเต๋าทีละก้าวร่างของเขาเปล่งประกายเด่นชัดและงดงาม
ขณะนั้นแม้จะอยู่ท่ามกลางเหล่าขุมอำนาจต่างๆแต่หลินเสวียนกลับเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุด
เขาเดินออกมาจากประตูภูเขามาหยุดที่ลานกว้างเบื้องหน้าประตูแล้วค้อมกายให้แก่เสวียนอวี่ผู้มีน้ำตาคลอเบ้าเบื้องหน้า
“ท่านแม่วันนี้ข้าต้องจากไปแล้วขอให้ท่านดูแลตนเองให้ดี วันหน้าข้าจะกลับมาพร้อมชัยชนะ”
เสวียนอวี่มองดูบุตรผู้ยังเยาว์แม้จะภูมิใจในระดับการบ่มเพาะของเขา
แต่หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยอันตราย นางจึงอดกังวลไม่ได้
นางพยายามฝืนยิ้มให้บุตรชายแต่ไม่กล้าพูดเพราะหากพูด น้ำตาคงไหลในทันทีทำได้เพียงลูบศีรษะเขาเบาๆแล้วพิงสาวใช้ถอยหลังไปเงียบๆ
“สายแล้วออกเดินทางกันเถอะ!”
ทุกคนกล่าวลาเหล่าผู้ฝึกตนที่มาส่งแล้วเหยียบกระบี่วิญญาณเหินขึ้นเรือวิญญาณที่จอดอยู่หน้าประตูภูเขา
เรือวิญญาณขนาดใหญ่ราวกับบดบังฟ้าดินแล่นลงสู่พื้นด้วยจำนวนมากมาย
ขณะนั้นผู้ฝึกตนรอบด้านต่างพากันคารวะส่งเสียงอำลา
“ขอให้บุตรศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลหลินเดินทางโดยราบรื่นและเฉิดฉายเป็นประกาย!”
เสียงนั้นสะท้อนขึ้นฟ้าสะเทือนไปทั่ว
หลินเสวียนราวกับแสงสีเงินยามอรุณเขายืนบนเรือวิญญาณแล้วค้อมกายคารวะผู้คนที่มาส่ง
“ข้าหลินเสวียนขอขอบคุณทุกท่านข้าจะกลับมาพร้อมชัยชนะและนำเกียรติยศมาสู่อาณาเขตเหนือคราม!”
เมื่อเงยหน้ามองก็เหมือนกับว่ามีแสงส่องลงมาจากเบื้องหลังของหลินเสวียนร่างของเขาอยู่ในเงาแสงนั้นจนดูสูงส่งล้ำลึก
แม้จะอยู่ท่ามกลางฝูงชนแต่กลับไม่มีผู้ใดกลบรัศมีของเขาได้เลย…