- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นทารก เสียงของข้าคือเสียงของมหาเต๋า
- 384.เจ้าน่ะโชคดี
384.เจ้าน่ะโชคดี
384.เจ้าน่ะโชคดี
“ผู้อาวุโสซวนหนี่! ท่านรู้หรือไม่ว่าถ้าเดินตามข้าด้านหลังแบบนี้ มันง่ายจะถูกลูกหลงเอาได้ โดยเฉพาะในตอนกลางคืน! ถ้าข้าไม่ยั้งมือไว้ล่ะก็ตอนนี้ท่านอาจกลายเป็นผงไปแล้วก็ได้!”
ซวนหนี่ในชุดดำตัวหนึ่งปรากฏตัวต่อหน้าหลินเสวียน พร้อมพ่นลมหายใจเย็นๆออกมาโดยไม่แยแส
เขาเพียงแค่มองที่เท้าของหลินเสวียนอย่างแผ่วเบาก่อนจะพูดอย่างช้าๆว่า “ดูท่าแล้วผู้ที่ครอบครองชีพจรมังกรแท้จะไม่ธรรมดาจริงๆ!”
“อะไรนะ?”
หลินเสวียนขมวดคิ้วอย่างงุนงงเขาก้มลงมองเท้าของตน แต่ก็ไม่เห็นอะไรผิดแปลกไป
“นายท่านรู้ว่าเจ้ามาจึงสั่งให้ข้ามาต้อนรับเจ้า ไปกับข้า!”
หลังจากพูดจบเขาก็หายวับไปโดยไม่สนใจว่าหลินเสวียนจะตามมาหรือไม่
หลินเสวียนไม่มีเวลาแม้แต่จะพิจารณาเท้าของตนรีบเร่งฝีเท้าตามไปพลางบ่นว่า “ไม่ได้บอกว่าจะมาต้อนรับกันหรอกหรือ? แล้วทำไมรีบเดินขนาดนั้น?”
เส้นทางในครั้งนี้แตกต่างจากที่เขาเคยใช้ไปหาจ้าวแห่งหุบเหวมืดโดยสิ้นเชิงดูเหมือนพวกเขาจะย้ายสถานที่แล้วจริงๆไม่น่าแปลกใจที่ต้องให้ซวนหนี่มานำทาง
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงตำหนักแห่งใหม่ตัวอาคารสูงเสียดฟ้าราวกับทะลุเมฆกำบังท้องฟ้ากำแพงภายนอกเป็นสีดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืดยามค่ำคืนเขายืนอยู่ที่ตีนบันไดหันหน้ามองขึ้นไปยังบันไดนับพันขั้นพลางส่ายหัวและบ่นว่า “ท่านสร้างตำหนักให้สูงขนาดนี้ทำไม? ไม่กลัวฟ้าผ่าหรือไง?”
“เดินไปเงียบๆพูดมากอะไรนักหนา?”
หลินเสวียนเดาะลิ้นสองทีแล้วบ่นต่อ “ผู้อาวุโสซวนหนี่ ท่านไม่ควรทำแบบนี้กับข้าเพียงเพราะข้าเคยขู่ท่านแบบขำๆนะข้าอุตส่าห์เดินทางนับพันลี้มาเพื่อมอบชีพจรมังกรแท้ให้พวกท่านแท้ๆแล้วท่านทำกับข้าแบบนี้?”
อย่างน้อยก็ชมข้าหน่อยก็ยังดี!
ในขณะที่เขาบ่น วนหนี่ก็หายตัวขึ้นบันไดไปเสียแล้ว ทั้งหมดเป็นสีดำมองจากข้างๆก็แทบไม่เห็นอะไรเลย
หลินเสวียนถอนหายใจหนึ่งเฮือกแล้วแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงไล่ตามไป
เมื่อเขาเดินมาถึงประตูตำหนักก็พบว่าไม่เพียงแค่หลังคาตำหนักจะสูงทะลุเมฆแม้แต่ประตูก็ใหญ่โตไร้จุดสิ้นสุดเขาเงยหน้าขึ้นมองยังไม่เห็นปลายบนของประตูเลย
นี่ไม่ใช่ตำหนักธรรมดาแน่นอน!
คิดได้ดังนั้นเขาก็ส่ายหัวแล้วสาวเท้าเข้าไป
จ้าวแห่งหุบเหวมืดนั่งอยู่บนบัลลังก์สูงพร้อมด้วยข้ารับใช้ผู้ภักดีที่ยืนตัวตรงข้างกาย
หลินเสวียนเดินเข้ามาพลางลากเก้าอี้มานั่งอย่างสบายๆ “พื้นของท่านช่างเดินลำบากจริงๆ!”
ลมเย็นพัดผ่านมาจ้าวแห่งหุบเหวมืดก็ปรากฏตัวตรงหน้าหลินเสวียนในทันที “ข้าได้ยินว่าเจ้ามาเพื่อมอบชีพจรมังกรแท้ให้ข้าโดยเฉพาะ?”
“มอบมันมา!”
เขายื่นมือออกมามองหลินเสวียนอย่างไม่เกรงใจ
หลินเสวียนมองไปที่จ้าวแห่งเหวมืดด้วยแววตาเปี่ยมด้วยปราณวิญญาณพลางเอ่ยขึ้นว่า “ข้ามาเพื่อมอบให้ท่านจริง แต่ข้ายังมีคำถามอยากถามท่านอยู่”
จ้าวแห่งหุบเหวมืดพ่นลมหายใจเย็นแล้วกลับขึ้นไปบนบัลลังก์อย่างไม่พอใจ
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าหลินเสวียนไม่มีทางใจดีอะไรได้หรอก เจ้าต้องเรียกค่าตอบแทนก่อนทุกที!”
“แต่ว่า…” เขามองไปที่เท้าของหลินเสวียนพลางเอ่ยว่า “ดูท่าแล้วเจ้าได้รับโชควาสนาจากกลิ่นอายจากชีพมังกรจริงๆ!”
ตั้งแต่ก่อนหน้าแล้วที่ซวนหนี่จ้องมองเท้าของเขาพอมาถึงตอนนี้จ้าวแห่งหุบเหวมืดก็มองเท้าเขาอีกเขาจะไม่เข้าใจเลยก็คงแปลก
เขาก้มลงมองที่เท้าตนแต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เห็นอะไรแปลกประหลาด
เขาถามขึ้น “เท้าของข้าวันนี้มีอะไรพิเศษงั้นรึ? ข้าเหยียบขี้หมามาเลยโชคดีหรืออย่างไร? หรือพวกท่านมารมองเห็นอะไรแปลกๆได้?”
เจ้าแห่งหุบเหวมืดพ่นลมหายใจออก “ใครคือมาร? เจ้านี่ปากเสียจริง!”
“เจ้าไม่ใช่จะมาถามว่าพวกตาแก่หยินหยางสองคนนั้นคิดจะเป็นพันธมิตรกับตระกูลไหนหรือไง? เจ้าทำท่าเหมือนมาขอร้องคนหรือ?”
หลินเสวียนไม่ใส่ใจเขาโบกมือเบาๆพลันปราณสีทองก็พวยพุ่งจากปลายนิ้วในทันทีบริเวณโดยรอบที่เคยเต็มไปด้วยปราณอสูรก็เปลี่ยนเป็นบริสุทธิ์
สายตาของจ้าวแห่งหุบเหวเป็นประกายทันทีมองไปยังมือขวาของหลินเสวียนด้วยสายตาโลภไม่ปิดบัง
หลินเสวียนสัมผัสได้ถึงสายตานั้นจึงเบี่ยงมือออกด้านข้างแล้วกล่าวอย่างเฉยชา “อย่าแม้แต่จะคิดกับปราณมังกรแท้ของข้าเลยท่านน่าจะรู้ดีว่าตอนนี้ท่านคงกดข้าไว้ไม่ได้อีกแล้วโดยเฉพาะเมื่อปราณนั้นหลอมรวมเข้ากับตันเถียนข้าอย่างสมบูรณ์แล้ว”
ดวงตาเฉียบคมของจ้าวแห่งหุบเหวมืดกวาดไปทั่วร่างของหลินเสวียนราวกับอยากผ่าร่างเขาออกครึ่งหนึ่ง
ในแดนรกร้างอันกว้างใหญ่จะมีใครกล้าพูดกับเขาแบบนี้?
หลายพันปีที่ผ่านมามีแต่หลินเสวียนคนนี้ที่กล้าทำตัวโอหังเช่นนี้ต่อหน้าเขา
แต่เพื่อชีพจรมังกรเขายังไม่อาจแตกหักกับหลินเสวียนได้
เขาสูดลมหายใจลึกแล้วเอ่ย “เอาล่ะ เจ้าอยากรู้อะไร ข้าจะบอกให้ทุกอย่าง”
“แต่เจ้าต้องมอบให้ข้าก่อน”
หลินเสวียนพยักหน้า “ตกลง!”
“แต่ท่านต้องตอบข้าก่อนว่าทำไมท่านกับซวนหนี่ถึงเอาแต่จ้องเท้าข้ามันมีอะไรพิเศษ?”
ซวนหนี่ที่ยืนอยู่เงียบๆราวกับรูปปั้นก็ขยับตัวในทันทีมองหลินเสวียนแล้วเอ่ยว่า “กลิ่นอายปราณมังกรแท้ได้หลอมรวมเข้ากับตันเถียนของเจ้าอย่างสมบูรณ์แล้ว”
“ทุกครั้งที่เจ้าหมุนเวียนปราณของตนก็จะมีพลังของมังกรแท้เจืออยู่และทุกครั้งที่เจ้าก้าวเดินอย่างรวดเร็วใต้ฝ่าเท้าของเจ้าจะเกิดแสงสว่างจางๆนั่นคือการขับเคลื่อนของกฎเกณฑ์”
หลินเสวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “กฎเกณฑ์? ทำไมใต้เท้าข้าถึงมีพลังของกฎ?”
“เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักแต่หากเจ้าบ่มเพาะกฎใต้ฝ่าเท้านี้จนสำเร็จวันหนึ่งเจ้าอาจกลายเป็นกฎสวรรค์ด้วยตนเองก็ได้”
หลินเสวียนสูดหายใจลึก “ชีพจรมังกรร้ายกาจถึงเพียงนี้เลยหรือ?”
แม้เขาจะรู้ดีว่าชีพจรนี้ล้ำค่ามากแต่เขาก็ไม่คาดคิดว่ามันจะมีพลังถึงขั้นนี้
“ถ้าอย่างนั้นถ้าคนอื่นหลอมรวมกลิ่นอายนี้เข้าไปจะสามารถบ่มเพาะกฎสวรรค์ได้เช่นกันหรือไม่?”
เมื่อจ้าวแห่งหุบเหวมืดได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดังเหมือนฟังเรื่องตลกที่สุดในชีวิต
ทำให้หลินเสวียนงุนงง—เขาพูดอะไรตลกขนาดนั้นเลยหรือ?
เมื่อเห็นสีหน้าของหลินเสวียนจ้าวแห่งหุบเหวมืดก็อธิบายอย่างใจดีว่า
“ถ้าผู้ฝึกตนทุกคนสามารถหลอมกลิ่นอายปราณมังกรแท้ได้จริงราชวงศ์เซียนสวรรค์คงพังไปนานแล้ว”
“เจ้าก็คงไม่มีโอกาสได้มันเช่นกัน”
“เจ้าคิดหรือว่าเหล่าตาแก่ในราชวงศ์เซียนสวรรค์ไม่เคยพยายามหลอมมัน?”
“เมื่อครั้งที่ตระกูลไป่สถาปนาราชวงศ์เคยมีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งพยายามหลอมกลิ่นอายปราณมังกรแท้แต่ในระหว่างการหลอมเขาระเบิดตายคาที่!”
ดวงตาของหลินเสวียนเบิกกว้างตอนนั้นเขาโชคดีจริงๆที่เก็บกลิ่นอายปราณมังกรแท้ไว้ในตันเถียนได้สำเร็จหากเกิดอะไรขึ้นก็คงไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลี
จ้าวแห่งหุบเหวมืดดูเหมือนจะรู้ความคิดของเขาจึงปรายตามองแล้วกล่าวต่อว่า
“นั่นแหละ ข้าถึงบอกว่า เจ้าน่ะโชคดีจริงๆ!”