302.จุดอ่อน
302.จุดอ่อน
หลังจากผ่านไปนานไม่มีผู้ใดก้าวออกมาท้าทายอีกทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา
“หากไม่มีผู้ใดท้าทายอีกพวกเจ้าทั้งหมดจะต้องออกไป!” วิญญาณหอคอยสวรรค์ปรากฏขึ้น
“ช่างมันเถอะใครจะเอาชีวิตไปล้อเล่นกันเล่า?”
“ข้าก็ว่าคงไม่มีใครกล้าท้าทายต่อแล้วล่ะ”
เสียงของหอคอยจิ๋วแตกสลายดังขึ้นไม่ขาดสายผู้ฝึกตนทยอยกันถูกส่งออกไป
ไม่นานนักก็เหลือเพียงหลินเสวียนเพียงผู้เดียวทันใดนั้น เขาก้าวเท้าออกมา
“ข้าจะสู้!”
ฮวงห่่าวและคนอื่นๆต่างบดขยี้หอเล็กในมือตนไปแล้วจึงไม่คาดคิดว่าหลินเสวียนจะเอ่ยปากขอประลองพวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะห้ามได้แต่กล่าวเพียงสั้นๆว่า
“พวกเราจะรอเจ้าอยู่ข้างนอก!”
จากนั้น ทั้งห้าคนก็ถูกส่งออกไปฮวงห่่าวมองไปยังชั้นที่เก้าของหอคอยสวรรค์ที่โปร่งใสดั่งผลึกแล้วกล่าวเบาๆ
“ขอให้เขากลับมาโดยปลอดภัยเถอะ...”
“แน่นอนอยู่แล้ว!” ฉิงหูตอบปลอบสีหน้าของนางแฝงไปด้วยความเคร่งเครียดเล็กน้อย
ทั้งห้าคนมองไปยังชั้นที่เก้าของหอคอยสวรรค์อย่างจดจ่อ ตรงนั้นมีผู้ฝึกตนขอบเขตตำหนักม่วงอยู่แม้พวกเขาจะร่วมมือกันก็ยังมิอาจต้านได้แล้วหลินเสวียนเพียงผู้เดียวจะสู้ไหวได้อย่างไรหากจะบอกว่าไม่เป็นห่วงเลยคงเป็นคำโกหก
การต่อสู้บนชั้นเก้าของหอคอยสวรรค์ยังสามารถมองเห็นจากภายนอกได้แต่ไม่อาจรับรู้คำพูดหรือแรงสั่นสะเทือนจากการต่อสู้ได้เลย
“ดูนั่นสิ! ยังมีคนที่ไม่ออกมาอีก!”
อัจฉริยะผู้หนึ่งที่ถูกส่งออกมาตะโกนขึ้นแต่แล้วก็เงียบลงทันที
“นั่นมันหาเรื่องใส่ตัวชัดๆดูจากท่าทางของเขาคงเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นหมุนเวียนปราณได้ไม่นาน”
“แม้แต่ยอดฝีมือหมุนเวียนปราณขั้นสูงก็ยังสู้ไม่ได้เขานี่ช่างหาแต่ความอับอายจริงๆ!”
กลุ่มอัจฉริยะต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรสพร้อมพากันดูแคลนหลินเสวียนไม่มีใครคาดหวังว่าเขาจะทำอะไรได้เลย
เมื่อเห็นว่าทุกคนถูกส่งออกมาหมดแล้วเหลือเพียงตนเอง หลินเสวียนก็เผยรอยยิ้มมุมปากออกมาภายใต้การปกปิดพลังเช่นนี้การรับมือกับโครงกระดูกนี่ก็ถือว่ายากอยู่พอควร
แต่ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป
“สู้กันเถอะ!” หลินเสวียนปลดปล่อยพลังอย่างไม่เกรงกลัว คลื่นพลังปะทุออกไปส่งเศษกระดูกที่กองอยู่บนพื้นปลิวกระจาย
เพียงก้าวเดียวเขาก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าโครงกระดูกนั้น
เมื่อไม่ต้องปกปิดพลังอีกต่อไปเขาก็สามารถจัดการโครงกระดูกนี้ได้อย่างง่ายดาย
แต่ในขณะนั้นเองก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นศพที่นอนอยู่บนพื้นลอยขึ้นและถูกดูดกลืนเข้าสู่ร่างโครงกระดูกอย่างต่อเนื่องอักขระปรากฏเต็มร่างมันพลังปราณของมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและก่อเกิดแรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าหาหลินเสวียน
สายตาของหลินเสวียนเต็มไปด้วยความตกตะลึงเขามองดูโครงกระดูกที่ค่อยๆขยับพลังจากขั้น1ของตำหนักม่วงไปจนถึงขั้น9ของตำหนักม่วงอย่างช้าๆ
วิญญาณของหอคอยสวรรค์ปรากฏตัวขึ้น
“คนอื่นอาจมองไม่ออกแต่เจ้าจะปิดบังข้าได้อย่างไร? ข้าให้โอกาสเจ้าแล้วที่ไม่ยกระดับมันขึ้นไปถึงขอบเขตแก่นทอง คำใช้โอกาสให้ดีเถอะ”
ครั้งนี้วิญญาณสิ่งประดิษฐ์ดูจะมี ‘ความเป็นมนุษย์’ มากขึ้น แต่กลับทำให้หลินเสวียนอยากจะสบถออกมาแทบขาดใจ ‘ให้ตายเถอะเจ้านี่มันแกล้งข้าชัดๆ!’
ด้านนอกหอคอยสวรรค์ผู้คนไม่อาจได้ยินบทสนทนาที่เกิดขึ้นบนชั้นเก้าแต่เมื่อเห็นสีหน้าของหลินเสวียนเปลี่ยนไป พวกเขาก็คิดว่าเขารู้ตัวแล้วว่าตนไม่อาจรับมือได้ใบหน้าของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยแววเย้ยหยัน
“โง่เขลาเสียจริงตอนนี้จะถอยก็ไม่ทันแล้ว” อัจฉริยะผู้หนึ่งเอ่ยเย้ยหยัน
หลินเสวียนยอมรับความจริงมือทั้งสองร่ายอักขระไม่หยุดหย่อนพลังธาตุทั้งห้าบนร่างเขาเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
“เคล็ดวิชา ต้นกำเนิดเบญจธาตุ!”
หลังจากสังหารองค์ชายสามอาณาจักรมังกร หลินเสวียนก็ได้ดูดซับพลังต้นกำเนิดของอีกฝ่ายและฝึกฝนเคล็ดวิชาต้นกำเนิดเบญจธาตุจนสมบูรณ์
ธาตุทั้งห้ากลายเป็นลูกบอลแสงห้าสีลอยเวียนอยู่รอบกายเขาพลังปราณบนร่างก็พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องพลังธาตุทั้งห้าค่อยๆเริ่มหลอมรวมกันลูกบอลแสงหลากสีปรากฏขึ้นในมือของหลินเสวียนแผ่กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างออกมา
โครงกระดูกไม่มีจิตสำนึกมันจึงไม่รู้เลยว่าภัยร้ายกำลังมาเยือนเมื่อหลินเสวียนปล่อยลูกบอลแสงห้าสีออกไปโครงกระดูกก็ยกแขนกระดูกขึ้นอย่างช้าๆ
เพียงคลื่นพลังอันดูสงบแต่กลับก่อให้เกิดลมเยือกเย็นรุนแรงพร้อมเสียงร้องของวิญญาณเสียงเหล่านี้ทำให้ร่างกายของผู้คนสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
ลูกบอลแสงห้าสีปะทะเข้ากับอันหนาวเหน็บเกิดเป็นพายุพลังงานรุนแรงกลุ่มควันรูปเห็ดพุ่งขึ้นฟ้าพลังทำลายล้างที่เกิดขึ้นทำให้มิติของหอคอยสวรรค์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
พลังธาตุทั้งห้าคำรามกึกก้องพร้อมกับเสียงคำรามของหัวผีที่ดังก้องหากมีอัจฉริยะคนใดอยู่ใกล้ๆคงถูกพลังนี้บดขยี้จนไม่เหลือซาก
มิติของหอคอยสวรรค์แตกร้าวไม่หยุดพายุมิติกวาดไปทั่ว สิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายในต่างพากันหลบหนีด้วยความหวาดกลัว
ด้านนอกหอคอยสวรรค์บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงัน
ราวกับถูกตบหน้าด้วยพลังที่มองไม่เห็นแม้จะไม่อาจสัมผัสแรงปะทะได้แต่พลังอันน่าสะพรึงที่สัมผัสด้วยตาเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอให้พวกเขาตกตะลึง
“เขา...แข็งแกร่งขนาดนั้นเชียวหรือ?”
ใบหน้าของคนที่เคยเยาะเย้ยก่อนหน้านี้ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ราวกับโดนตบฉาดใหญ่
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุด!” ฮวงห่่าวตะโกนขึ้นก่อนจะโยนผลวิญญาณเข้าปากไปอีกลูก
“สายฟ้าสวรรค์เก้าชั้นฟ้า! จงตกลงมา!”
หลินเสวียนคำรามลั่นสายฟ้าสีม่วงผ่าลงจากฟ้ามังกรสายฟ้าสีม่วงก่อร่างขึ้นและฟาดหางขนาดมหึมาลงไปยังโครงกระดูกนั้น!
ทุกการเคลื่อนไหวของหลินเสวียนนั้นน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุดแขนกระดูกของโครงกระดูกดูเหมือนธรรมดายามที่มันเหวี่ยงออกไปแต่พลังที่แผ่ออกมากลับรุนแรงกว่าหลินเสวียนเสียอีก
เมื่อเห็นว่าการโจมตีของตนถูกสลายหลินเสวียนก็แววตาแข็งกร้าวขึ้นแสงเจิดจ้าพุ่งออกจากดวงตาขณะที่เขากวาดมองหา “จุดอ่อน” ของโครงกระดูกตนนั้นเขาผลักดันพลังของ “เจ็ดก้าวย้อนสวรรค์” ไปถึงขีดสุด ซึ่งนั่นเป็นหนทางเดียวที่เขาจะใช้เพื่อกดดันอีกฝ่ายได้
ร่างโครงกระดูกขนาดมหึมานั้นเคลื่อนไหวได้ไม่คล่องแคล่วจึงไม่อาจไล่ตามเขาได้ทัน
แม้หลินเสวียนจะอยู่เพียงขั้นแรกของขอบเขตตำหนักม่วง แต่ตำหนักในตันเถียนของเขากลับแกร่งกว่าผู้ฝึกตนระดับเดียวกันอย่างเทียบไม่ติดประกอบกับเคล็ดวิชาอันลึกล้ำมากมายทำให้เขาสามารถต่อกรกับผู้ฝึกตนขอบเขตตำหนักม่วงขั้นปลายได้อย่างไม่เป็นรอง
“หนึ่งนิ้วกักขังสวรรค์ปฐพี!”
หลินเสวียนชูนิ้วขึ้นเพียงหนึ่งในพริบตาเดียวท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรงพลังอำนาจนับไม่ถ้วนปั่นป่วนขึ้นพร้อมกันเขาชี้ไปยังโครงกระดูกพลังกดดันรุนแรงราวทำลายล้างโลกแผ่ออกมาทันที
เมื่อพลังนั้นปะทะเข้ากับแขนของโครงกระดูกเกิดเสียงกึกก้องมหาศาลควันฝุ่นตลบอบอวลบดบังสายตาของหลินเสวียนจนไม่อาจมองเห็นสภาพของโครงกระดูกได้
ทั้งสองประมือกันอย่างต่อเนื่องด้วยความเร็วของหลินเสวียนเขาจึงได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยแต่ก็ไม่อาจทำอะไรโครงกระดูกได้เลยเคล็ดวิชาทุกอย่างที่เขาใช้ล้วนถูกอีกฝ่ายสลายอย่างง่ายดาย
นอกหอคอยสวรรค์บรรดาอัจฉริยะชั้นยอดต่างตกตะลึง
“เคล็ดวิชาของเขาทำให้บรรยากาศลุกไหม้ได้งั้นหรือ?”
พลังอันน่าหวาดหวั่นเช่นนี้ย่อมต้องใช้พลังปราณวิญญาณปริมาณมหาศาลในการใช้แต่ละครั้งการต่อสู้ของหลินเสวียนครั้งนี้ได้ทำลายความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกตนของพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อการต่อสู้ยืดเยื้อต่อไปหลินเสวียนก็เริ่มหอบหายใจหนัก หน่วงพลังฝึกตนของโครงกระดูกนั้นสูงกว่ามากกระดูกแต่ละชิ้นแข็งแกร่งอย่างหาใดเปรียบเขาไม่อาจเจาะทะลุแนวป้องกันของมันได้เลย
กระทั่งในที่สุดดวงตาของหลินเสวียนก็เปล่งแสงขึ้นมา
“หรือว่าจุดอ่อนของมันจะอยู่ที่เท้า?”
ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ไม่ว่าเขาจะโจมตีไปกี่ครั้งโครงกระดูกก็ใช้แขนปัดป้องมาตลอดแต่ขากลับไม่ขยับแม้แต่น้อยต้องมีบางอย่างผิดปกติแน่
เมื่อพบจุดอ่อนแล้วทุกอย่างก็ง่ายขึ้น
“กลืนกินดวงดาว!”
“เก้าคำลับ รวม!”
หลินเสวียนตะโกนเสียงต่ำทันใดนั้นแรงดูดมหาศาลก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของโครงกระดูกในขณะเดียวกัน พลังต่อสู้ของเขาเพิ่มขึ้นสิบเท่าทันทีกลิ่นอายทั้งร่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง