- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นทารก เสียงของข้าคือเสียงของมหาเต๋า
- 252.อัจฉริยะที่ไร้ค่า
252.อัจฉริยะที่ไร้ค่า
252.อัจฉริยะที่ไร้ค่า
ขุมอำนาจที่อยู่เบื้องหลังผู้บาดเจ็บทั้งสองล้วนไม่ธรรมดา เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะทิ้งสิ่งของไว้ปกป้องชีวิตของทายาท
ชายหนุ่มชุดม่วงเป็นคนแรกที่ลงมือก่อนที่ตัวเขาจะมาถึง กลิ่นอายพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวได้ปะทะเข้ากับหลินเสวียนซึ่งเริ่มขยับแล้วหากเขาไม่เคลื่อนไหวก็ยังพอว่าแต่เมื่อเขาขยับขึ้นมาก็ราวกับพยัคฆ์ร้ายตื่นจากหลับไหลไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้
ผู้บาดเจ็บทั้งสองฉวยโอกาสเร่งกลืนโอสถฟื้นฟูบาดแผลซู่อู้เฟิงถึงกับหยิบหยกสื่อสารส่งข้อความออกมาแล้วส่งสารไปอย่างรวดเร็ว
“วันนี้ข้าจะใช้เจ้าฝึกฝนเคล็ดมหาวัชระ!”
ต้นกำเนิดธาตุโลหะที่เขากลั่นไว้แต่ก่อนค่อยๆปรากฏขึ้นบนร่างของเขาเกราะทองคำเรืองรองทำให้เขาดูดั่งเทพเซียน
ร่างของชายหนุ่มชุดม่วงปกคลุมด้วยเกราะสีดำสนิทขณะเคลื่อนไหวเกิดแรงเสียดสีกับอากาศจนเกิดประกายไฟเล็ก ๆ ทุกย่างก้าวเหยียบลงทำให้พื้นดินแตกร้าว
เมื่อเขาเข้าประชิดหลินเสวียนเพียงครึ่งนิ้วร่างของหลินเสวียนก็เปล่งแสงเขาค่อยๆยกหมัดขึ้นแล้วชกออกไปหมัดเดียวทำลายการโจมตีของอีกฝ่ายลงได้อย่างสิ้นเชิง
เสียงกระดูกร้าวดังมาจากร่างของชายหนุ่มชุดม่วงเกราะสีดำสนิทของเขาแตกร้าวกระจาย
“หมัดวัชระ!”
เกล็ดทองคำบนร่างของหลินเสวียนค่อยๆเคลื่อนไหวรวมตัวกันที่หมัดของเขาแสงเจิดจ้าราวดวงตะวันเปล่งออกมา ล็อกเป้าหมายไว้ตรงชายหนุ่มชุดม่วง
สีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปทันทีการโจมตีที่เขารวบรวมพลังทั้งหมดไว้ยังไม่อาจเทียบกับหมัดนี้ได้หากเขารับมันเต็มๆคงไม่มีทางรอด
ในยามนั้นหยู่ซวนเทียนหยู่และซูอู้เฟิงเข้าร่วมสนามรบ
“เราจะช่วยเจ้า!”
“มือพันมังกร!”
“ผนึกฟ้าดิน!”
เมื่อทั้งสองเข้าร่วมและพวกเขาก็ใช้ไพ่ตายออกมาทันทีนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับหลินเสวียนเพียงใด
ทั้งสามล้วนเป็นอัจฉริยะชั้นยอดแม้จะเคยพ่ายแพ้ให้กับหลินเสวียนมาก่อนแต่นั่นมิได้ทำลายจิตใจในการต่อสู้ของพวกเขาแต่กลับทำให้พวกเขายิ่งฮึกเหิม
หมัดของหลินเสวียนยังไม่ปะทะโดยตรงกับการโจมตีของพวกเขากลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาจากหมัดนั้นกลับทำให้เคล็ดวิชาของพวกเขาสลายหายไปอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจำต้องเผชิญหน้ากับพลังนั้นตรงๆ
ใบหน้าของทั้งสามซีดเผือดต่างได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ว่าใครจะรับมือก็ไม่มีทางรอดจากหายนะได้แน่นอน
“ข้าคือทายาทของตระกูลซู่เจ้าชนะแล้วแล้วอย่างไร? หรือเจ้ากล้าฆ่าข้า?” ซู่อู้เฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยองตระกูลซู่มีผู้ฝึกตนขอบเขตก่อร่างวิญญาณเป็นผู้คุ้มกันแม้แต่ขุมอำนาจระดับสูงก็ไม่อยากผูกความแค้นกับตระกูลซู่
ถึงตอนนี้การจะฆ่าพวกเขาก็นับว่ายากแล้วยิ่งไปกว่านั้น คนผู้อาวุโสของตระกูลซู่เคยประกาศไว้ว่า
“ผู้ใดกล้าทำร้ายทายาทของตระกูลซู่ของข้าจะสังหารมัน ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม!”
ครั้งหนึ่งเคยมีอัจฉริยะจากขุมอำนาจใหญ่ผู้บรรลุขอบเขตตำหนักม่วงพวกเขามุ่งสู้ทั่วเก้าอาณาเขตเพื่อฝึกฝนเมื่อเขาท้าตระกูลซู่ทั้งหมดก็พ่ายแพ้ในศึกสุดท้ายอัจฉริยะผู้นี้เผลอสังหารทายาทของตระกูลซู่ไป
แม้เขาจะขออภัยแต่ขุมอำนาจของเขายอมชดใช้ให้ ทว่า...บรรพชนของตระกูลซู่กลับออกจากการปิดด่านมาพอดีเขาไม่สนว่าอีกฝ่ายเป็นใครจากนั้นก็ตบอัจฉริยะผู้นั้นตายคาที่
เขายังกล่าวอีกว่าหากขุมอำนาจเบื้องหลังกล้าแตะต้อง เขาจะฆ่าทายาทของขุมกำลังนั้นจนหมดไม่สนคำกล่าวใด ๆเพราะเขาคือ ‘ปีศาจเฒ่า’ ผู้หนึ่ง
ซู่อู้เฟิงรับสืบทอดนิสัยนี้มาโดยตรง
เมื่อเห็นว่าหลินเสวียนไม่เคลื่อนไหวทั้งสามคิดว่าเขาหวาดกลัวชายหนุ่มชุดม่วงเอ่ยเสียงเย็นว่า “ข้าคือทายาทของตระกูลจื่อ!”
หยู่ซวนเทียนหยู่ถึงกับกระแอมราชวงศ์เซียนสวรรค์นั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าตระกูลทั้งสองเสียอีกหากกล่าวเพียงชื่อก็ทำให้พวกเขาต้องก้มศีรษะ
“ข้าคือศิษย์ลับของราชวงศ์เซียนสวรรค์เจ้ายังกล้าทำร้ายข้ารึ?” เขากล่าวด้วยท่าทางหยิ่งผยองราชวงศ์เซียนสวรรค์ยืนหยัดในเก้าอาณาเขตมาเนิ่นนานเขาย่อมไม่เกรงกลัวใคร
หากเขาไม่เอ่ยปากยังพอว่าทว่าเมื่อคำพูดนั้นจบลงความเย็นชาก็แวบขึ้นในดวงตาของหลินเสวียน
“ข้าจะฆ่าเจ้า!”
หลินเสวียนก้าวออกไปแต่ละก้าวเต็มไปด้วยพลังรุนแรงสั่นสะเทือนใจทั้งสามดั่งเคียวของยมทูตกำลังชี้มาที่พวกเขา
“ไม่ว่าตระกูลของเจ้าจะสูงส่งเพียงใดนั่นก็เพราะบรรพชนของพวกเจ้าส่วนตัวพวกเจ้าหากไร้ตาแก่เหล่านั้นก็ไม่มีคุณค่าพอให้เอ่ยถึง!”
เพียงพริบตาเดียวก็มีเสียงกระดูกหักก็ดังขึ้นหยู่ซวนเทียนหยู่ถูกตบกระเด็นไปอย่างไร้ค่า
เสียงกระดูกหักดังตามมาอีกสองครั้ง
ชายหนุ่มชุดม่วงและซู่อู้เฟิงถูกซัดกระเด็นไปตามกัน
“วันนี้ข้าจะลงโทษแทนผู้อาวุโสของพวกเจ้าจำไว้ให้ดี—มีเพียงพลังที่แท้จริงเท่านั้นที่จะทำให้ผู้คนยอมรับนอกเหนือจากนั้นล้วนเป็นภาพลวงตา!”
หลินเสวียนจ้องพวกเขาด้วยสายตาเย็นเยียบก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เจ้ารนหาที่ตาย!” ดวงตาของซู่อู้เฟิงแดงก่ำ อัจฉริยะเช่นเขาจะยอมตายได้แต่จะถูกดูแคลนมิได้!
“หมัดพยัคฆ์!”
ซู่อู้เฟิงระเบิดพลังฝืนบาดแผลในร่างระดมหมัดออกไปเป็นพายุหมัดหลายสาย
หลินเสวียนเพียงโบกมือหมัดเหล่านั้นก็สลายหายไปเขายื่นมือออกคว้านท้องฟ้ามีสายฟ้าสีม่วงถูกคว้าไว้ในมือแล้วฟาดลงไปยังซู่อู้เฟิง
ยังไม่ทันที่สายฟ้าจะปะทะก็มีลูกไฟและก้อนหินขนาดใหญ่ขวางไว้
“ใครกล้าทำร้ายน้องชายข้า!”
อัจฉริยะสองคนปรากฏตัวต่อหน้าซู่อู้เฟิงคนหนึ่งถือธงแดง ป้องกันการโจมตีของหลินเสวียนอีกคนช่วยพยุงร่างน้องชายขึ้น
เลือดไหลจากมุมปากของซู่อู้เฟิงขณะหัวเราะเสียงดัง
“พี่ใหญ่กับน้องสามของข้ามาแล้ว! มาดูกันว่าเจ้าจะยังฆ่าข้าได้อีกหรือไม่!”
“เจ้ากล้าทำร้ายน้องข้า? ข้าจะให้เจ้าลิ้มรสความโกรธของข้า!” อัจฉริยะที่ถือธงแดงผนึกตราพลังลงบนธงเตรียมจู่โจม
แต่แล้วแกนผลไม้ลูกหนึ่งพุ่งเข้าใส่หน้าผากเขาอย่างแม่นยำทำให้เขาโกรธจัด
“ปล่อยเขาให้ข้าจัดการ!” เจ้าตัวเล็กมองหลินเสวียนด้วยสายตาหดหู่แต่อวดท่าทางเหมือนไม่ใส่ใจ
เขาเข้าใจดีว่าเมื่อหลินเสวียนเติบโตขึ้นศัตรูก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้นฮวงห่่าวย่อมตามไม่ทันแม้จะยากเย็นนักที่จะมีสหายวัยเดียวกันแต่เขาไม่อยากสูญเสียหลินเสวียนไป
“ระวังตัวด้วย” หลินเสวียนเตือนเขาด้วยสีหน้าจริงจังชายผู้ถือธงแดงผู้นี้ใกล้เข้าสู่ขอบเขตหมุนเวียนปราณแล้วอาจจะก้าวข้ามได้ทุกเมื่อ
เจ้าตัวเล็กหยิบผลวิญญาณออกมายัดใส่ปาก “หากข้าแพ้ ข้าจะไม่แตะต้องผลวิญญาณนี้อีกตลอดชีวิต!”
“เจ้าผมแดง! คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้า!”
เมื่อได้ยินคำว่าผมแดงสีหน้าของพี่ชายซู่อู้เฟิงเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง
เนื่องจากวิถีบ่มเพาะธาตุไฟของเขามีปัญหาร่างกายจึงแดงก่ำอย่างผิดปกติแตกต่างจากคนทั่วไปเล็กน้อยคำนี้เป็นเหมือนบาดแผลในใจเขา
“เจ้าสี่คนจัดการมันก่อนข้าจะมาช่วยพวกเจ้าหลังจากสะสางเจ้าตัวเล็กนี่!”
ชายผมแดงปลดปล่อยเปลวเพลิงทั่วร่างพุ่งเข้าหาฮวงห่่าวด้วยพลังอันมหาศาล