เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 75 : สุนัขที่กระดิกหางมักมีเหตุผลของมันอยู่เสมอ

บทที่ 75 : สุนัขที่กระดิกหางมักมีเหตุผลของมันอยู่เสมอ

บทที่ 75 : สุนัขที่กระดิกหางมักมีเหตุผลของมันอยู่เสมอ


ตกดึก

ดวงจันทร์สีฟ้าจางสามดวงลอยเด่นบนฟากฟ้า

โลกแห่งนี้ที่วิลเลียมอาศัยอยู่ใหญ่เกินไป เพื่อลดแรงดึงดูดของแรงโน้มถ่วงจึงจำเป็นต้องมีดาวบริวารขนาดใหญ่ไว้เป็นจำนวนมาก ดวงจันทร์หลายดวงจึงต้องล้อมรอบดาวเคราะห์ดวงนี้เอาไว้

แต่การที่ดวงจันทร์ทั้งสามดวงจะปรากฏให้เห็นพร้อมกันนั้นมีโอกาสเห็นได้ยากมากนัก มันจึงเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้คนจะออกมาเฉลิมฉลองกับวิวที่ดีเช่นนี้

แสงจันทร์และตะเกียงเวทย์ส่องสว่างไปทั่วทั้งเมืองรุ่งอรุณ ถึงเมืองจะมีขนาดเล็ก แต่มันก็น่าดึงดูดมากกว่าเมืองมนุษย์อื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม เมืองรุ่งอรุณแห่งนี้ก็ไม่สามารถนำไปเทียบกับราชวังของกษัตริย์สักองค์ได้

ในเวลานี้ ไม่รู้ว่ามีเหล่าสรรพสัตว์และเผ่าพันธุ์ต่างๆมากมายเท่าไหร่ที่เงยหน้ามองเมืองที่อยู่ริมผาเมืองนี้อยู่

แม่น้ำสายรุ้งที่ไหลผ่านเมืองรุ่งอรุณนั้นขยายกว้างมากขึ้น แม่น้ำหลายสายถูกสร้างขึ้นตามผังเมืองเพื่อให้แม่น้ำแพร่กระจายไปทั่วทั้งเมือง จากนั้นแม่น้ำสาขาเหล่านั้นก็จะมาบรรจบกัน ก่อนที่จะไหลตกลงมาจากหน้าผา

ตั้งแต่ที่หน้าผาทำหน้าที่เป็นกำแพงปกป้องเมืองแห่งรุ่งอรุณไว้ วิลเลียมก็ไม่ไม่มีความตั้งใจที่จะสร้างกำแพงสูงตามแนวหน้าผา

แน่นอนว่า

แม่น้ำสายรุ้งสายหลักคือใจกลางของเมืองรุ่งอรุณที่แท้จริง

ศาลาหลังเล็กๆถูกสร้างขึ้นข้างๆแม่น้ำ ตั้งอยู่ตรงท้ายลานเมืองทางทิศใต้ มันจึงเป็นสถานที่ที่ใครๆก็สามารถไปเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ของที่ราบทางเหนืออย่างสบายใจได้

วิลเลียมนั่งอยู่ในศาลาและกำลังค่อยๆละเลียดจิบไวน์ผลไม้ช้าๆ ไม่มีใครอยู่รอบๆ ยกเว้นเด็กสองสามคนที่ลอบมองท่านลอร์ผู้น่าเคารพนับถือคนนี้

มีสุภาพสตรีสองสามคนที่หน้าแดงก่ำกำลังยืนเฝ้ามองเขาอย่างสุขุมขณะที่กำลังจินตนาการถึงคนรักในฝัน หากในยามค่ำคืนพวกเธอนอนไม่หลับ พวกเธอก็จะปลดปล่อยจินตนาการไปเรื่อย…

วิลเลียมสำรวจผู้คนในลานกว้าง พวกเขาพูดคุย, เต้นรำ, จิบไวน์หรือไม่ก็ร้องเพลงกันอย่างมีความสุขอยู่ที่น้ำพุกลางเมือง

เขายิ้มอย่างสุขใจก่อนจะเพลิดเพลินไปกับไวน์ของตน

เสียงฝีเท้าปรากฏจากทางด้านหลังของเขา

แต่วิลเลียมไม่ได้หันกลับไปมอง

ลอทเนอร์ถอนหายใจแล้วถามว่า “ท่านลอร์ด ท่านกำลังคิดจะไปพบแม่ของท่านหรือ?”

“อะไร?”

“ท่านไม่รู้หรือ? ท่านแม่ของท่านน่ะ...”

“เข้าเรื่องมาเลยเถอะ พูดให้มันตรงประเด็นหน่อย” วิลเลียมหันไปมองลอทเนอร์ด้วยสายตาเย็นชา เขามีความรู้สึกซับซ้อนกับแม่คนนี้แปลกๆ ในขณะที่เขาได้รับร่างนี้มา เขาก็ยังได้รับความรู้สึกที่ลูกชายมีต่อแม่มาอีกด้วย และเขาเชื่อว่ามันควรจะถูกเก็บไว้ในลักษณะนี้

ดังนั้นถ้าแม่ของเขาได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดล่ะก็ วิลเลียมก็ไม่ทราบว่าจัดการกับมันอย่างไรดี

“ท่านลอร์ด ตั้งแต่ที่ข้านำไลฟ์โพชั่นกลับมา เจ้าชายหลายคนก็เสนอต่อราชาเอลฟ์ให้...ราชาแบล็คลีฟได้สั่งห้ามไม่ให้ท่านหญิงอลิซเข้าพบหรือไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆแก่ท่าน”

“ไม่ว่าสิ่งใดที่เกี่ยวกับท่านล้วนถูกสั่งห้ามทั้งหมด” ลอทเนอร์พูดเน้นทีละคำ

เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

ราวกับว่าลอทเนอร์กำลังอ่อนแรงจนจะพังทะลาย

เขาไม่กล้าคิดว่าวิลเลียมในวัยสิบหกปีจะพังทลายแค่ไหนหลังจากที่ได้ยินประโยคนั้น และไม่รู้ว่าวิลเลียมจะเต็มไปด้วยความทุกข์และสิ้นหวังแค่ไหน

ไม่ว่าวิลเลียมในวัยเด็กจะทำอะไรลงไป

มันก็ไม่ใช่ความผิดของเขาที่มีสายเลือดของครึ่งเอลฟ์ เจ้าชายเอลฟ์ในเมืองดาร์คไนท์นั้นมีมากเกินไป…

อย่างไรก็ตาม

วิลเลียมไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรออกมา เขายังคงเป็นท่านลอร์ดที่โดดเดี่ยวและยังคงรัษาท่าทีของตนเองไว้ได้

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน

วิลเลียมหัวเราะกับตนเองก่อนจะกล่าวว่า “เลือดเย็นซะจริง แผนที่จะไปยังเมืองดาร์คไนท์ของเราถูกปัดทิ้งไปแล้วใช่มั้ย?”

“นั่นมัน...” ลอทเนอร์พูดไม่ออก เขาไม่สามารถตำหนิหรืออธิบายต่อวิลเลียมในโถงประชุมได้

หากบุคคลภายนอกรับรู้เรื่องนี้ อำนาจของท่านลอร์ดจะสั่นคลอนเป็นอย่างมาก

แต่ลอทเนอร์กลับรู้สึกเสียใจที่ตนเองไม่ได้บอกความจริงกับวิลเลียมในโอกาสก่อนหน้านี้ บางทีเขาอาจจะไม่เคยมองวิลเลียมในฐานะท่านลอร์ดที่โตเต็มตัวแล้ว และยังคงปฏิบัติต่อวิลเลียมเหมือนกับเขาเป็นเด็กๆ

“ท่านไปได้แล้ว เราอยากคิดทบทวนกับตนเองอีกสักพัก” วิลเลียมที่ระบายอารมณ์ออกมาโบกมือขณะที่เอนกายพิงเสาหินเย็นเฉียบ เขาปล่อยให้ความคิดของตนล่องลอยไปยังที่ที่แสนไกล

“เราจะหาพิมพ์เขียวการต่อเรือได้จากที่ไหนกันนะ? เมืองชายทะเล, เมืองป้อมปราการทะเลตะวันออก, จักรวรรดิทั้งสาม หรือเมืองคนแคระที่อยู่ใกล้ทะเล...ใครกัน...ใครกันที่มีพิมพ์เขียว?” วิลเลียมเกาหัว

เนื่องจากเขาไม่สามารถไปยังเมืองดาร์คไนท์ได้ เขาจึงต้องคิดหาวิธีอื่น

เขาเชื่อว่าทุกอย่างต้องมีทางออกเสมอ

มีเพียงคนเฮงซวยเท่านั้นแหละที่ไม่ยอมทำอะไรซักอย่าง สักแต่จะพล่ามไปเรื่อย

เขาคิดไปถึงเมืองอื่นๆ แต่เมืองและศูนย์กลางของอำนาจเหล่านี้นั้นออกจะอยู่นอกขอบเขตของเกมเวอร์ชัน 1.0 ไปบ้าง

การไปเยือนเมืองดาร์คไนท์สำหรับวิลเลียมนั้นง่ายดายมาก อย่างน้อยก็รับประกันความปลอดภัยของเขาได้ แต่สำหรับที่อื่นนั้น มันก็ยากที่จะพูด…

หากเขาไปเจอศัตรูที่อารมณ์ร้อนและทรงพลังเข้า เขาอาจจะถูกฝังไว้ในใต้ดินที่ลึกหกเมตรเลยก็ได้

“ในเวอร์ชัน 1.0 ทั้งอาณาจักรเหล็กและอาณาจักรลาวาดำต่างก็ไม่ได้พัฒนาอุตสาหกรรมการเดินเรือของตนมากนัก แม้ว่านี้จะเป็นเกมที่สมจริง แต่ฉันก็ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการต่อเรืออยู่ดี คงจะดีถ้าฉันมีเรือเล็กๆ...” วิลเลียมรู้สึกเป็นทุกข์

อย่างไรก็ตาม

เขาต้องทำเป็นว่าไม่ได้เป็นอะไร

แม้ว่ามันจะทุกข์ทรมาน เขาก็ต้องไม่แสดงมันออกไป

เขาจะรักษาอำนาจในฐานะลอร์ดได้อย่างไร?

หากเขาไม่สามารถเอาพิมพ์เขียวการต่อเรือมาได้ คนของเขาจะมองเขาอย่างไร?

ทุกอย่างมีขั้นตอนแรกเสมอ หากเขาเริ่มทำอุตสาหกรรมการเดินเรือ ในช่วงเริ่มต้นจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาในอนาคต วิลเลียมมีแผนการอันทะเยอทะยานสำหรับอนาคตของเขาแล้ว...ไม่สิ มันไม่จำเป็นต้องให้เขาทำก็ได้นี่…

วิลเลียมยืนขึ้นก่อนจะมองไปยังทิศทั้งสี่เขม็ง ภาพในชีวิตก่อนหน้าประกายขึ้นในใจของเขา เขามองดูเหล่าพลเมืองในลานกว้างแยกย้ายกลับไปบ้านเพื่อพักผ่อนในขณะที่เวลาผ่านไปเรื่อยๆ

วิลเลียมมองไปยังป่าแบล็คลีฟอีกครั้ง

สิ่งที่เขามองไม่ใช่เมืองดาร์คไนท์

แต่มันคือเมืองบลูมูน

“ในบรรดาอาณาจักรเอลฟ์ทั้งสาม ไม่อาจกล่าวได้ว่ามีเพียงเอลฟ์แบล็คลีฟเท่านั้นที่มีทักษะการต่อเรือ เอลฟ์มูนไลท์นั้นอาศัยอยู่บนเกาะกลางทวีปรีเจนดารี”

“เอลฟ์มูนไลท์ถูกล้อมรอบไปด้วยทะเลสาบที่ไร้ขอบเขตซึ่งมีขนาดใหญ่เท่าๆกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของโลกเลยด้วยซ้ำ เอลฟ์มูนไลท์เองก็ได้รับการสืบทอดทักษะจากบรรพบุรุษและมีทักษะการต่อเรือที่ยอดเยี่ยม”

วิลเลียมหรี่ตา การที่จะได้ทักษะการต่อเรือของเอลฟ์มูนไลท์มานั้นไม่ง่ายเลย เขาต้องทำอะไรสักอย่างให้เธอเพื่อแลกมันมา

อย่างการเลียแข้งเลียขาประจบประแจง…

ก็มันช่วยไม่ได้ล่ะนะ

การประจบน่าจะเป็นวิธีเดียวในการเข้าถึงหนังสือดีๆของเจ้าหญิงมูนไลท์

“ไม่คิดว่าในวันหนึ่งตัวเองจะกลายเป็นสุนัขที่ส่ายหางไปมา…” วิลเลียมรู้สึกขุ่นเคืองไม่น้อย โชคดีที่เขามีโอกาสได้เป็นสุนัขของเจ้าหญิงที่คนอื่นไม่มีโอกาสนั้นด้วยซ้ำ

เขารู้สึกดีขึ้นหลังจากปลอบใจตนเองไปแบบนั้น และอาจจะเหนือกว่าเล็กน้อย

“อืมม 30 แต้ม ค่ามิตรภาพของเธอต่อฉันมีค่าเท่านั้นเองเหรอ?” วิลเลียมลูบคาง วิลเลียมพบเจ้าหญิงแอนนี่เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และเราไม่ได้ถือว่าเป็นเพื่อนกันด้วยซ้ำ คะแนนมิตรภาพเหล่านี้สะสมระหว่างธุรกิจการขายมิทริลครึ่งปีที่ผ่านมาเท่านั้น

เจ้าหญิงคิดว่าตนเองเป็นนางฟ้า เธอภูมิใจมากและยากที่ทำอะไรให้ถูกใจ

แต่มีปัญหาอื่นอยู่

นางฟ้าตัวน้อยองค์นี้ชื่นชอบสิ่งของทางโลก!

เธอชอบสิ่งของต่าง ๆ เช่น มิทริล ผงทองคำ หินล้ำค่า และสิ่งมีค่าและเงางามอื่น ๆ

จากคำพูดของเธอแล้ว เธอใช้สิ่งของเหล่านี้ตกแต่งบ้านของเธอที่เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่

วิลเลียมพบว่ามันยากที่จะจินตนาการว่าห้องนอนของเธอจะหรูหราแค่ไหน เขามีความปรารถนาที่จะใช้เวลาหนึ่งคืนในห้องนั้น ...

ดูเหมือนจะจริงที่ผู้หญิงและมังกรมักจะชอบสิ่งของคล้ายๆกัน

“เพื่อเพิ่มค่ามิตรภาพการเลียแข้งเลียขาอย่างเดียวคงไม่พอ ฉันมีพรสวรรค์การกระดิกหางที่ดีที่สุดในโลกแต่… แต่ถ้าคะแนนความชอบของฉันเพิ่มขึ้นช้าเกินไปล่ะ ...” วิลเลียมเลิกคิ้ว ก่อนจะมองไปยังทางตอนใต้อีกครั้ง

“ถึงเวลาที่จะหาทรัพยากรแร่ใหม่แล้ว ดี...ฉันจะใช้มันนี่แหละ มันมีมูลค่าสูงและสะดุดตามาก ฉันไม่เชื่อว่าฉันจะไม่สามารถเอาชนะเจ้าหญิงน้อยด้วยสิ่งนี้ได้ ฉันจะทำให้แอนนี่รบกวนพ่อของเธอเรื่องพิมพ์เขียวต่อเรือให้ได้” เสียงหัวเราะที่น่ากลัวดังขึ้นขณะที่วิลเลียมเลียริมฝีปากของตน

จบบทที่ บทที่ 75 : สุนัขที่กระดิกหางมักมีเหตุผลของมันอยู่เสมอ

คัดลอกลิงก์แล้ว