เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 : คลื่นแห่งความร่ำรวย

บทที่ 39 : คลื่นแห่งความร่ำรวย

บทที่ 39 : คลื่นแห่งความร่ำรวย


“180!”

“200!”

“ไม่ได้ครับ ราคามิทริลที่ให้ได้สูงที่สุดคือ 180 เหรียญต่อปอนด์ 200 นั้นเป็นไปไม่ได้หรอกครับ!” อาเธอร์ค้านหัวชนฝา แม้ว่าเขาจะเพิกเฉยต่อจำนวนเหรียญทองที่พวกเขามี แต่เป็นไปไม่ได้หรอกที่เขาจะไม่สนใจต่อการสูญเสียเหรียญทองไปพันกว่าเหรียญ

ในฐานะผู้ดูแลเมืองของเจ้าหญิงแองเจล่า เขาต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องผลประโยชน์และเกียรติยศของเจ้าหญิง

ในบางสิ่งที่เจ้าหญิงไม่สามารถจัดการเองได้หรือไม่คิดที่จะทำ สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดก็จะถูกจัดการโดยเขา

วิลเลียมและลอทเนอร์เหลือบมองซึ่งกันและกัน ทั้งคู่รู้ว่าพวกเขาไม่สามารถขายมิทริลที่มากกว่า 200 เหรียญต่อปอนด์ในเมืองบลูมูนได้

แต่มันก็ปลอดภัยที่จะทำการซื้อขายที่นี่ เพราะพวกเขาไม่ต้องกังวลว่าเอลฟ์จะเปิดเผยข้อมูลทางธุรกรรม หรือจะส่งคนมาขโมยหรือไล่ล่าพวกเขาหรือไม่

“ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่ว่านี่แหละ มิทริล 500 ปอนด์ ราคา 180 เหรียญทองต่อหนึ่งปอนด์ รวมทั้งสิ้นแล้วเป็นเงิน 90,000 เหรียญทอง!” วิลเลียมพยักหน้าให้อาเธอร์

อาเธอร์ดูหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่ได้มีความประทับใจที่ดีต่อวิลเลียมเท่าใดนัก หรืออาจกล่าวได้ว่าเขาไม่ได้มีความประทับใจที่ดีต่อเจ้าชายของป่าแบล็คลีฟเลยสักนิด “ตกลงครับ หากเราต้องการแลกเปลี่ยนกันในตอนนี้ ท่านสามารถนำมิทริลมาและกลับไปได้เลย”

“มันจะดีกว่าไหมหากเราปัดเศษขึ้นเป็น 100,000 เหรียญทอง?” วิลเลียมถามด้วยความระมัดระวัง

“...”

อาเธอร์ที่ตอนแรกหันไปรอบๆก็ค่อยๆหันกลับมาอย่างช้าๆ ดวงตาเย็นชาของเขาราวกับถามวิลเลียมว่า คิดว่าเขาเป็นคนโง่หรือไง

แต่ในขณะนั้น ความสามารถติดตัวดูดีของวิลเลียมที่ทำงานอยู่ก็เกิดผล

เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

ค่าความประทับใจของอาเธอร์สูงขึ้นถึง 67 หน่วย ซึ่งเกิดเพราะค่าเสน่ห์ของวิลเลียม…

อาเธอร์ไม่รู้ว่าเขาบ้าไปแล้วหรือเปล่าที่จู่ๆ ก็กล่าวอย่างกระทันหันว่า “การเดินทางมาที่นี่ของท่านก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ข้าจะจ่ายให้ท่านเป็นเงินทั้งสิ้น 91,000 เหรียญทอง!”

การทำธุรกิจครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นมาก

ไม่ว่าจะเป็นเอลฟ์แบล็คลีฟ, เอลฟ์มูนไลท์ หรือเอลฟ์สโนว์ ต่างล้วนมีบางสิ่งที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือความทระนงตน

เขาจะไม่คดโกงการซื้อขายดังกล่าว

นอกเสียจากจะเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของเผ่าพันธุ์ตนเอง

แม้ว่าอาเธอร์จะเสียใจและสมองว่างเปล่าไม่น้อยหลังจากพูดอย่างนั้นออกไปกับวิลเลียมที่จากไปแล้ว…

ส่วนเจ้าหญิงที่ได้รับการสนับสนุนจากม้าขาวตัวเล็กนั้น พวกเขาคงไม่ได้พบเจอกันอีก

วิลเลียมไม่ได้เอ้อระเหยลอยชายไปวันๆ แต่เขาก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะเดินทางกลับเช่นกัน เขาให้คนของเขาพักผ่อนสักสองสามชั่วโมงพร้อมกับอาหารเลิศรสมื้อใหญ่ก่อนที่จะเริ่มการเดินทาง

ตามความเร็วของการขุดแร่ในตอนนี้ ทุกๆเดือนพวกเขาจะสามารถขุดมิทริลได้ 100 ปอนด์ ดังนั้น วิลเลียมและอาเธอร์จึงทำสัญญาการซื้อขายมิทริล 50 ปอนด์ต่อเดือน ทำให้เขามีรายได้ 9,000 เหรียญทองในทุกๆเดือน

“ด้วยเหรียญทองทั้ง 91,000 เหรียญที่ได้จากการทำธุรกิจครั้งนี้ ตราบใดที่ท่านลอร์ดใช้เงินอย่างสมเหตุสมผล และรวมกับเหรียญทองที่เราจะได้รับในอนาคต เราจะขยายเมืองของเราให้กลายเป็นเมืองใหญ่ได้ภายในเวลาหกเดือน!” ลอทเนอร์อุทานออกมา “ดูเหมือนว่าเมืองชายแดนจะกลายเป็นที่ที่ดี”

นับตั้งแต่ที่พวกเขามาถึงเมืองชายแดน ในฐานะลอร์ด การพัฒนาเมืองของวิลเลียมไม่ได้ช้าเลยสักนิด ตามจริงแล้วมันถือว่ารวดเร็วมากเสียด้วยซ้ำ

ตัวอย่างเช่นเหมืองเหล็กและเหมืองมิทริลที่ถูกค้นพบอย่างกระทันหัน ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของเหรียญทองทั้งหลายและรากฐานการสร้างเมือง

มีเหล่าคนแคระด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีเหล่าออร์คที่มอบประสบการณ์การต่อสู้จำนวนมากให้กับนักรบเอลฟ์ในอาณาเขตอีก

คุณต้องรู้ว่า

นอกเหนือจากการฝึกฝน, การกินเนื้ออสูรเวทย์, และการดื่มยาวิเศษแล้ว NPC ยังสามารถเพิ่มระดับผ่านประสบการณ์การต่อสู้ได้อีกด้วย หาก NPC ผ่านการต่อสู้ที่ต้องแลกด้วยชีวิตและความตาย พวกเขาจะสามารถเพิ่มเลเวลได้หลายเลเวล

การเติบโตของ NPC นักรบที่ผ่านสนามมาเป็นร้อยครั้ง แล้วไม่เคยแพ้นั้นเทียบได้กับการเติบโตของผู้เล่นเลยด้วยซ้ำ

นี่คือสาเหตุที่เลเวลของนักรบ NPC เติบโตอย่างรวดเร็วในทุกๆเพดานเลเวลของการอัปเดตเกม

ลอทเนอร์ที่เดิมมีเลเวล 56 นั้นสามารถเพิ่มไปถึง 2 เลเวล หลังจากต่อสู้กับออร์คขาวที่มีเลเวลสูงกว่าเขา และมาถึงเลเวล 58

แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญระดับกลาง แต่เขาก็มีเลเวลที่ใกล้จะถึงเพดานเลเวลที่อยู่เลเวล 70 แล้ว

ด้วยความคิดเช่นนี้ วิลเลียมอดไม่ได้ที่จะมองไปยังลอทเนอร์ เขาคิดที่จะหาสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งเพื่อให้บอดี้การ์ดของเขาไปถึงเพดานเลเวลของเกมเวอร์ชันนี้เสียที

เมื่อเห็นว่าคนมากแผนการอย่างวิลเลียมกำลังจ้องมองตนเองอยู่ ลอทเนอร์ก็ค่อยๆปิดปากตัวเองอย่างช้าๆ

แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังได้ยินคำๆนั้นอยู่ดี…

“ท่านลุง ข้าได้ยินว่ามีสัตว์ประหลาดกินคนอยู่แถวๆนี้ใช่หรือไม่?” วิลเลียมถามอย่างรอบคอบขณะนั่งบนหลังม้า

“อ่า? ที่นี่เหรอ? มีอะไรแบบนั้นที่นี่ด้วยหรือ...?” มุมปากของลอทเนอร์กระตุกยิกๆ สัตว์ประหลาดกินคนอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่มๆ ชอบสถานที่ที่มืดและชื้น ดังนั้นพวกมันมักจะเลือกอยู่ในถ้ำใกล้กับทะเลสาบ

ความสามารถของพวกมันน่ะหรอ?

เพราะว่าพวกมันอาศัยอยู่ใกล้กับทะเลสาบ พวกมันจึงมักหาจะสัตว์, อสูรเวทย์ และทุกๆสิ่งที่สามารถเคลื่อนไหวได้

พวกมันแข็งแกร่งมาก…

วิลเลียมอธิบายราวกับว่าเขาไม่เข้าใจอะไรเลย “จะไม่มีได้อย่างไรกัน? ท่านรู้หรือไม่ว่ามีหุบเขาสองลูกที่อยู่ทางใต้ของเมืองชายแดน? นี่นั่นมีทะเลสาบอันกว้างใหญ่อยู่ตรงกลางและเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายรุ้งของเราด้วย”

“ข้ามีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับมหาสมุทรและทะเลสาบนั่น”

“เราสามารถสร้างเรือประมงและท่าเรือสองแห่งไว้ตรงที่ที่ใกล้กับทะเลสาบและมหาสมุทร ถ้าทำเช่นนั้น ไม่เพียงแต่จะขยายทรัพยากรทางอาหารการกินได้ แต่ยังทำให้อาหารของพวกเราอุดมสมบูรณ์มากขึ้นอีกด้วย”

“หากเราต้องการเข้าถึงมหาสมุทร ทางที่เร็วที่สุดคือต้องผ่านทะเลสาบไป ถ้าไม่อย่างนั้น เราต้องอ้อมไปตามหุบเขาทั้งสองลูก ในกรณีนี้ เราอาจเกิดการสูญเสีย ไม่เพียงแต่การเดินทางจะยากขึ้น แต่มันยังอันตรายมากอีกด้วย!”

“หากท่านลอร์ดมีคำถาม โปรดว่ามาเถิด ไม่ต้องเรียกข้าว่าท่านลุง...” เมื่อเห็นว่าวิลเลียมกล่าววาจาเหลวไหล ลอทเนอร์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากถามออกไป

“ท่านหาเวลาจัดการกับสัตว์ประหลาดกินคนและสัตว์ประหลาดรอบๆทะเลสาบให้หน่อยได้หรือไม่?”

“ไม่มีปัญหา”

“ดีมาก” วิลเลียมพยักหน้า ไม่สนใจลอทเนอร์ที่ทำหน้าจะร้องไห้ ไม่มีทางเลือก เขาไม่รู้ว่าจะปฏิเสธวิลเลียมได้อย่างไรจึงตัดสินใจที่จะจัดการมันเหมือนกับลูกผู้ชายตัวจริง

………………..

ระหว่างทางกลับไม่มีเหตุอันใดเกิดขึ้น

ป่าแบล็คลีฟในส่วนลึกนั้นอันตรายมาก แต่นั่นก็เป็นเพียงสำหรับคนๆเดียวหรือกลุ่มเล็กๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนกลุ่มใหญ่ อสูรเวทย์ส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจที่จะล่าพวกเขามาเป็นอาหารมากนัก

นั่นก็คล้ายกับ…

วิลเลียมที่มีเหรียญทองจำนวนมาก เขากลัวว่าอาจจะเกิดอุบัติเหตุจึงไม่ได้สนใจที่จะสู้กับอสูรเวทย์ที่พบเห็น

ในที่สุด

พวกเขาก็เห็นเมืองชายแดน

วิลเลียมและคนของเขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก โอดอมได้หยุดงานของเขาเพื่อตรงเข้ามาต้อนรับด้วยดวงตาที่สดใส

“เพิ่งผ่านไปแค่ 6 วัน ท่านลอร์ดก็เดินทางกลับมาแล้ว ช่างรวดเร็วจริงๆ!” ดวงตาของโอดอมจับจ้องไปที่กล่องและกล่องที่เต็มไปด้วยเหรียญทอง…

คนแคระและมังกรยักษ์มีความสนใจในสิ่งที่คล้ายๆกัน พวกเขาชอบเหรียญทองที่ส่องประกาย

ในเวลาเดียวกันนั้น เหล่าคนแคระก็ชอบการขุดเช่นกัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจักรวรรดิคนแคระในยุคก่อนและอาณาจักรคนแคระทั้งเจ็ดจึงเป็นประเทศที่ร่ำรวย และความมั่งคั่งของพวกเขา อาณาจักรของมนุษย์ธรรมดานั้นเทียบไม่ได้เลย

“หยุดมองได้แล้ว! เราจะเพิ่มเงินเดือนให้ท่าน!” วิลเลียมโบกมือตรงหน้าดวงตาของโอดอม แต่ขณะที่เขาเข้าไปในเมือง เขาก็เห็นใบหน้าที่ไม่คุ้ยเคยมากมาย

“พวกเขาเป็นใครกัน?”  วิลเลียมสงสัยเล็กน้อย หรือเคอรรี่จะนำเหล่าทาสมาล่วงหน้า?

โอดอมชี้ไปที่พวกเขา “พวกเขาเป็นคนจนจากอาณาจักรลาวาดำและอาณาจักรเหล็กที่พบว่าเมืองชายแดนกำลังขยายเมืองและจ่ายค่าแรงงาน พวกเขาจึงมาที่นี่เพื่อหางานทำ”

“หกวันที่ท่านออกจากเมืองไป เรามีคนเพิ่มถึง 200 คน และดูเหมือนว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ด้วย!”

“พวกเขาต้องการตั้งถิ่นฐานที่นี่หรือไม่?” วิลเลียมมองไปยังคนหนุ่มสาวจำนวนมาก พวกเขาเป็นทรัพยากรที่ดี…

“ผู้คนส่วนมากนั้นคิดเช่นนั้น เพราะว่าเมืองที่กำลังเติบโตนั้นแข็งแกร่งกว่าเมืองของขุนนางที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อในอาณาจักรมนุษย์เป็นร้อยเท่า!” โอดอมกล่าว

มีผู้คนที่เข้าร่วมเมืองฝ่ายกลางเยอะขึ้นและเยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าระบบสังคมชนชั้นของมนุษย์นั้นกดขี่ชาวเมืองมากเกินไป...

จบบทที่ บทที่ 39 : คลื่นแห่งความร่ำรวย

คัดลอกลิงก์แล้ว