- หน้าแรก
- ค่ำคืนแห่งฝันร้ายนิรันดร์
- เล่มที่ 1 ความฝันแห่งจักรวาล ตอนที่ 42 ความฝันของจักรวาล (จบเล่มที่ 1)
เล่มที่ 1 ความฝันแห่งจักรวาล ตอนที่ 42 ความฝันของจักรวาล (จบเล่มที่ 1)
เล่มที่ 1 ความฝันแห่งจักรวาล ตอนที่ 42 ความฝันของจักรวาล (จบเล่มที่ 1)
สังหารผู้ปกครองสูงสุดของประเทศที่มีประชากรนับร้อยล้านคนและมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล…
แถมยังไม่ใช่การลอบยิงด้วยอาวุธปืนขณะที่เป้าหมายกำลังแห่แหนไปตามท้องถนน แต่เป็นการบุกเข้าไปในพระราชวังต้องห้ามที่มียามอารักขาอย่างแน่นหนา นี่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
"นี่มันแทบจะทำไม่ได้เลยนะ"
สวีซือหลานและยามาไดพูดขึ้นพร้อมกัน
ยามาไดพูดว่า: "คุณบอกว่าคุณแข็งแกร่งขึ้นหลังจากผ่าน 'สุดสัปดาห์' มา แข็งแกร่งกว่าเดิมอย่างน้อยเท่าตัว แต่นั่นก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี ผมถามหน่อย คุณกับปรมาจารย์ระดับ "พลังแปรเปลี่ยน"ในโลกนั้น ต่างกันมากแค่ไหน?"
อู๋ผีฝูคิดอยู่ครู่หนึ่ง: "ถ้าผมเข้าสู่สภาวะคลั่งที่ควบคุมได้ น่าจะสู้กันได้แบบห้าสิบห้าสิบ แต่ก็ไม่เคยสู้กันจริงๆ ผลแพ้ชนะจะเป็นยังไงก็ต้องลองสู้ดูก่อน"
ยามาไดคำรามเสียงต่ำทันที: "คุณก็พูดเองไม่ใช่เหรอว่าคุณใช้สภาวะคลั่งที่ควบคุมได้ใน 'สุดสัปดาห์' ไปสองครั้งแล้ว อัตราการไหลย้อนกลับของพลังงานด้านลบในจิตใจของคุณเพิ่มขึ้นหนึ่งเปอร์เซ็นต์ใช่ไหม? ถ้าคุณยังใช้ต่อไปอีก คุณก็จะตายเร็วขึ้นเท่านั้น!"
อู๋ผีฝูส่ายหน้าเล็กน้อย ตอนนั้นสวีซือหลานก็พูดขึ้น: "ต่อให้คุณใช้สภาวะคลั่งที่ควบคุมได้ จนสามารถต่อกรกับปรมาจารย์ระดับพลังแปรเปลี่ยนได้ คุณจะสู้พร้อมกันสองคนได้ไหม? คุณจะสู้กับทหารหนึ่งพันนายคนเดียวได้หรือเปล่า? คุณจะใช้ร่างกายพุ่งชนทหารปืนคาบศิลาที่ตั้งแถวเรียงหน้ากระดานได้ไหม? คุณจะใช้ร่างกายต้านทานปืนใหญ่ได้หรือเปล่า?"
อู๋ผีฝูส่ายหน้าอย่างตรงไปตรงมา: "ทำไม่ได้"
สวีซือหลานจึงผายมือออก: "แล้วคุณจะเอาอะไรไปสังหารผู้ปกครองสูงสุดของราชวงศ์ชิง?"
อู๋ผีฝูพูดว่า: "เพราะนางจะวิ่งมาให้ผมฆ่าเอง"
ยามาไดและสวีซือหลานต่างก็นิ่งอึ้งไป อู๋ผีฝูจึงพูดต่อ: "เพราะเป็นโลกความเป็นจริงพื้นฐาน 0.9 ตราบใดที่ผมไม่เข้าไปแทรกแซงประวัติศาสตร์ในวงกว้างเกินไป (ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็ไม่มีทางแทรกแซงประวัติศาสตร์ได้ในเวลาอันสั้นขนาดนั้น) ผู้ปกครองสูงสุดของราชวงศ์ชิงจะเดินทางมายังบริเวณใกล้เคียงกับโรงเตี๊ยมสันติภาพในอีกสี่เดือนข้างหน้า และมาในสภาพของผู้ลี้ภัย จำนวนผู้ติดตามไม่ทราบแน่ชัด แต่ไม่น่าจะเกินหนึ่งพันคน ส่วนใหญ่เป็นนางกำนัลและขันที ตอนนั้นแหละคือโอกาสที่ดีที่สุดที่จะสังหารนาง!"
ยามาไดและสวีซือหลานตกอยู่ในภวังค์ความคิดอีกครั้ง ยามาไดพูดพลางคิดพลาง: "ถ้ามีเวลารอสี่เดือน ผมน่าจะสร้างอาวุธเกาส์ แบบใช้แล้วทิ้งรุ่นพื้นฐานได้ การซุ่มยิงระยะไกลน่าจะทำได้" (Gauss weapon (ก๊าวส์เวพอน) คืออาวุธที่ใช้หลักการของ แม่เหล็กไฟฟ้า ในการยิงกระสุนหรือวัตถุด้วยความเร็วสูง โดยไม่ต้องใช้ดินปืนหรือแรงระเบิด)
สวีซือหลานก็พูดเสริม: "หรือว่าจะผลิตระเบิดอานุภาพสูงบางอย่าง ถ้ามีธาตุกัมมันตรังสี ฉันก็สามารถช่วยสร้างอาวุธคล้ายนิวเคลียร์ได้เหมือนกัน ถ้าใช้สำหรับซุ่มโจมตี ขบวนผู้ลี้ภัยประมาณหนึ่งพันคนน่าจะจัดการได้"
หน้าผากของอู๋ผีฝูเต็มไปด้วยเส้นเลือดดำ เขาจ้องมองเพื่อนร่วมทีมทั้งสองคนอยู่นาน แล้วจึงส่ายหน้า
นี่มันคนประเภทไหนกันเนี่ย ถึงได้เป็นเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงที่ใช้แล้วทิ้ง เป็นพวกก่อการร้ายระดับสุดยอดชัดๆ!
เอ่อ เราก็เป็นเจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุง เป็นของใช้แล้วทิ้งเหมือนกัน... งั้นก็ไม่เป็นไรแล้ว
อู๋ผีฝูจึงพูดว่า: "ก็พิจารณาได้ ยังไงก็มีเวลาอีกประมาณสี่เดือน พวกเราค่อยๆ วางแผนกันไป"
ทั้งสองคนพยักหน้า ยามาไดจึงถาม: "งั้นต่อไปคุณวางแผนจะกลับไปยังโลกแห่งความฝันโรงเตี๊ยมสันติภาพเลยไหม? ตอนนี้เลย?"
อู๋ผีฝูคิดอยู่ครู่หนึ่ง: "เวลานัดกับหลินเฮยเอ๋อร์ใกล้จะถึงพรุ่งนี้แล้ว วันนี้ผมก็เหนื่อยมากแล้ว จะนอนพักที่ยานไกอานี่สักคืน พักผ่อนให้เต็มที่ สะสมกำลังวังชาให้พร้อม พรุ่งนี้ค่อยไปโลกแห่งความฝันโรงเตี๊ยมสันติภาพ แล้วอยู่ที่นั่น 7 วัน ทำภารกิจประจำการ 7 วันทุก 30 วันนี้ให้เสร็จ หลังจากนั้น... คาดว่าผมคงต้องไปโลกแห่งความฝันยักษาแห่งโคลนพุทธะ สมัยราชวงศ์ซ่งแล้วล่ะ ส่วนพวกคุณ..."
ยามาไดหัวเราะฮ่าๆ ตบอกตัวเอง: "ก็ต้องไปด้วยกันสิ! ไม่มีคุณที่เป็นกำลังหลัก พวกเราสองคนต่อให้ไปโลกความเป็นจริงพื้นฐาน 0.9 ก็อันตรายรอบด้าน สู้ตามคุณไปดีกว่า"
สวีซือหลานก็ยิ้มพยักหน้า
หัวใจของอู๋ผีฝูอบอุ่นขึ้นมา เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย: "งั้นก็ได้... ไปโลกแห่งความฝันโรงเตี๊ยมสันติภาพก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเส้นทางไปโลกแห่งความฝันยักษาแห่งโคลนพุทธะสมัยราชวงศ์ซ่ง ทำภารกิจประจำการ 30 วันของโลกแห่งความฝันยักษาแห่งโคลนพุทธะให้เสร็จ หลังจากนั้น... ผมจะพาพวกคุณไปตั้งสถานที่คุ้มภัยของพวกคุณเอง!"
ทั้งสามคนจึงผ่อนคลายลง พูดคุยหัวเราะกัน
ถึงแม้ว่ายามาไดและสวีซือหลานจะเพิ่งรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่คนหนึ่งเป็นทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 3 คำว่า "เลียคมดาบ" ยังบรรยายไม่พอ ส่วนอีกคนไม่รู้ว่ามีประสบการณ์อะไรมาบ้าง แต่จากที่เธอพูดว่าจะแก้แค้นให้น้องชาย และถูกสมองกลหลักประกาศความผิดฐานก่อการร้ายมากมายขนาดนั้น ในใจก็คงเป็นพวกไม่กลัวตายเหมือนกัน ("เลียคมดาบ" เสี่ยงอันตราย)
ตอนนี้ถึงแม้ทั้งสามคนจะยังไม่ปลอดภัยเต็มที่ ปัญหาเรื่องอาหารก็ยังไม่ได้แก้ไข แต่อย่างน้อยก็มีสถานีพยาบาล มีหน่วยนาโนคาร์บอนกว่าสองพันหกร้อยหน่วย ในระยะสั้นอย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเอาชีวิตรอดแล้ว และหนทางก็ต้องค่อยๆ เดินไปทีละก้าว ตอนนี้ทั้งสามคนจึงรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง
อู๋ผีฝูแบ่งหมั่นโถวที่เหลือให้คนทั้งสอง พวกเขากินหมั่นโถว ดื่มน้ำเล็กน้อย แล้วก็ใช้เศษผ้าอะไรต่างๆ ในสถานีซ่อมบำรุงมาทำเป็นที่นอนง่ายๆ สามที่ ต่างคนต่างนอนลง แล้วคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง ยามาไดก็เริ่มหาวเป็นคนแรก
ทันใดนั้นสวีซือหลานก็พูดขึ้น: "พวกคุณว่า ยานไกอาที่เราอยู่นี่ จริงๆ แล้วอาจจะเป็นแค่ฉากเสมือนจริงในเครือข่ายความฝันรึเปล่า?" (dream network)
ยามาไดลืมตาที่กำลังจะหลับขึ้นทันที อู๋ผีฝูก็เช่นกัน ผ่านไปครู่หนึ่ง อู๋ผีฝูส่ายหน้า: "สมองในโหลแก้วน่ะเหรอ? ศตวรรษที่ 20 ก็มีคนเสนอแนวคิดนี้แล้ว ประเด็นคือพวกเราพิสูจน์ไม่ได้ไม่ใช่เหรอ?" (brain in a vat)
สวีซือหลานยิ้มอย่างขมขื่น: "ใช่ พวกเราพิสูจน์ไม่ได้..."
ยามาไดถามขึ้นทันที: "ถ้าที่นี่เป็นแค่ความเป็นจริงเสมือน เป็นฉากหนึ่งในเครือข่ายความฝันจริงๆ รัฐบาลเอกภาพมนุษยชาติทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันนะ? มันต้องมีเหตุผลสิ"
สวีซือหลานนอนหงายยื่นมือขึ้นไปข้างบน: "การทดลองทางสังคม? การจำลองขีดจำกัดทางจิตใจของมนุษย์? หรือว่าเป็นการสำรวจโลกหลังความตาย? หรืออะไรอย่างอื่น? พวกคุณอาจจะไม่รู้ แต่ฉันรู้ดีเหลือเกิน กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเอกภาวะทั้งสิบสามกลุ่มน่ะ พวกเขาทำเรื่องแบบนี้ได้สบายมาก และถึงแม้รัฐบาลเอกภาพมนุษยชาติจะไม่ได้ถูกควบคุมโดยกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเอกภาวะทั้งสิบสามกลุ่มนี้ทั้งหมด แต่สิบสามกลุ่มนี้ก็มีส่วนแบ่งอำนาจอยู่มากโข การทดลองที่บ้าคลั่งไร้สติสัมปชัญญะอย่างสิ้นเชิงน่ะ พวกเขาทำมาไม่น้อยเลยนะ..."
อู๋ผีฝูไม่ได้พูดอะไร เพราะในความทรงจำของเขา นิยายออนไลน์ นิยายวิทยาศาสตร์ การ์ตูน หรือภาพยนตร์ต่างๆ ที่เขาเคยอ่านเคยดู มีการบรรยายถึงกลุ่มบริษัทในอนาคตที่บ้าคลั่งอยู่มากมาย ถึงแม้จะเป็นผลงานวรรณกรรม แต่ศิลปะก็มาจากความเป็นจริง หรือบางทีความเป็นจริงอาจจะยิ่งกว่านั้นเสียอีก เขาไม่ได้สงสัยในคำพูดของสวีซือหลานเลย
แต่ยามาไดกลับไม่เข้าใจจริงๆ ยุคที่เขาเกิดและเติบโตคือช่วงกลางถึงปลายสงครามโลกครั้งที่ 3 เป็นช่วงที่มนุษยชาติรวมพลังกันต่อสู้กับสัตว์กลายพันธุ์ชีวภาพ เขาไม่เข้าใจว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า: "ฟังคุณพูดถึงกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเอกภาวะทั้งสิบสามกลุ่มมาตลอด เทคโนโลยีเอกภาวะ ผมรู้ว่าคืออะไร ก็คือเทคโนโลยีที่เรียกว่าเหนือจินตนาการ เหนือขีดจำกัดทางทฤษฎีนั่นแหละ แล้วกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเอกภาวะทั้งสิบสามกลุ่มนี้ พวกเขาเคยทำการทดลองที่บ้าคลั่งอะไรบ้างล่ะ?"
สวีซือหลานยิ้ม รอยยิ้มนั้นดูน่าขนลุกเล็กน้อย เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อู๋ผีฝูและยามาไดรู้สึกเย็นสันหลังวาบ: "เรื่องอื่นฉันจะไม่พูดมาก ขอพูดแค่การทดลองหนึ่งที่ฉันเห็นกับตา หรืออาจจะเรียกว่ามีส่วนร่วมอยู่ครึ่งหนึ่งก็ได้... การทดลองฟื้นคืนชีพหลังความตาย (post-mortem restoration experiment)"
"หลังความตาย... ฟื้นคืนชีพ?" อู๋ผีฝูและยามาไดทวนชื่อนั้นซ้ำ
สวีซือหลานพูดด้วยน้ำเสียงเดิมต่อ: "ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงหรือย้ายถ่ายอุดมการณ์ ไม่ใช่การถอดจิตวิญญาณอะไรทำนองนั้น แต่เป็นการดับสูญอย่างแท้จริง วิญญาณแตกสลาย เป็นการดับสิ้นเชิงในระดับควอนตัม จากนั้น อาศัยวิธีการที่นอกรีตที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ส่งชีวิตนับสิบล้านชีวิตเข้าสู่โลกหลังความตายด้วยวิธีการดับสิ้นเชิงแบบนี้ แล้วจึงใช้ร่างโคลนของพวกเขา บุคลิกจำลอง จิตสำนึกจำลอง เพื่อพยายามสร้างผลกระทบคล้ายกับสภาวะพัวพันเชิงควอนตัม เพื่อยืนยันข้อมูลของโลกหลังความตาย... นั่นคือการทดลอง..."
สวีซือหลานหยุดพูด ชายทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดอะไร ผ่านไปเนิ่นนาน อู๋ผีฝูถึงถามว่า: "สำเร็จไหม?"
"ฉันไม่รู้"
สวีซือหลานส่ายหน้า: "การทดลองนี้คาดว่าจะใช้เวลาสามร้อยปี แต่พอทำไปได้แค่ครึ่งทาง สงครามโลกครั้งที่ 4 ก็ระเบิดขึ้น และฉันก็หลุดออกจากรายชื่อผู้รู้เห็นการทดลองนั้นแล้ว หลังจากนั้นฉันก็เริ่มแก้แค้นให้น้องชาย"
อู๋ผีฝูและยามาไดถึงได้รู้ซึ้งถึงความบ้าคลั่งของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเอกภาวะทั้งสิบสามกลุ่มนี้ และรู้ว่าทำไมสงครามโลกครั้งที่ 4 ถึงได้เกิดขึ้น
อู๋ผีฝูจึงถาม: "ถ้างั้น แสดงว่าสหพันธ์ปฏิวัติมนุษยชาติเป็นฝ่ายธรรมะสินะ?"
สวีซือหลานหัวเราะเยาะ: "ถ้าเป็นฝ่ายธรรมะ แล้วโลกหายไปได้ยังไง? ระบบสุริยะกลายเป็นแหล่งกำเนิดความโกลาหลไปได้ยังไง ถึงขนาดที่พวกเราต้องออกเดินทางข้ามดวงดาวครั้งใหญ่นี้? ก็ไม่ได้ดีไปกว่ารัฐบาลเอกภาพมนุษยชาติสักเท่าไหร่หรอก"
ทั้งสามคนจึงเงียบไป ยามาไดถามขึ้นทันที: "ถ้างั้น... ตอนนี้พวกเราอยู่ในเครือข่ายความฝันจริงๆ รึเปล่า? พวกเรากลายเป็นหนูทดลองไปแล้วเหรอ?"
สวีซือหลานส่ายหน้า ไม่ได้พูดอะไร
แต่อู๋ผีฝูกลับพูดอย่างหนักแน่น: "ไม่รู้ แต่ผมจะไม่ลองหรอกนะ พ่อแม่ของผมแช่แข็งผมส่งมายังอนาคต ไม่ใช่เพื่อให้ผมมานั่งสับสนกับปัญหาปรัชญาว่านี่คือความจริงหรือไม่ แล้วเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงทดลอง แต่หวังให้ผมมีชีวิตรอด มีชีวิตอยู่ก็ยังมีความหวัง ดังนั้นผมจะไม่คิดว่าความเป็นจริงนี้เป็นภาพลวงตา และจะไม่คิดว่าจะพิสูจน์ยังไงว่าที่นี่เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอก ผมรู้แค่ว่า..."
"หิวก็ต้องกิน เหนื่อยก็ต้องนอน เป็นศัตรูก็ต้องสู้ เป็นเพื่อนร่วมทางก็ต้องปกป้อง... ก็แค่นั้นแหละ!"
ยามาไดและสวีซือหลานต่างก็นั่งฟังเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไร
ผ่านไปอีกไม่รู้นานเท่าไหร่ เสียงกรนของยามาไดก็ดังขึ้น เขาหลับไปแล้ว
อู๋ผีฝูก็กำลังจะหลับ ตอนนั้นสวีซือหลานก็พูดขึ้นทันที: "ดีจังนะ มีชีวิตอยู่ได้อย่างบริสุทธิ์จริงๆ..."
อู๋ผีฝูเงียบไปครู่หนึ่ง: "นอนเถอะ พรุ่งนี้พวกเราจะเข้าสู่โลกแห่งความฝันโรงเตี๊ยมสันติภาพกัน"
ผ่านไปอีกหนึ่งหรือสองนาที สวีซือหลานก็พูดเสียงเบาๆ ทันที: "บางทีอาจจะไม่ใช่พวกเราที่อยู่ในความเป็นจริงเสมือน ไม่ใช่ว่าพวกบริษัทเทคโนโลยีเอกภาวะทั้งสิบสามกลุ่มที่เหลือรอดกำลังทำการทดลองทางสังคมครั้งใหญ่อะไร ที่นี่..."
"บางทีสิ่งที่เรากำลังเจอ... อาจเป็นแค่ความฝันของจักรวาลก็ได้"
ความฝันของจักรวาล... งั้นเหรอ?
อู๋ผีฝูค่อยๆ จมเข้าสู่ห้วงนิทรา…
…
ณ ศาลาพักศพ โรงเตี๊ยมสันติภาพ
สวี่หรงอวี่กำลังตั้งท่วงท่าร่ายรำภายใต้การชี้แนะของหลินเฮยเอ๋อร์ ถึงแม้ตอนนี้เขายังคงเดินขากะเผลก แต่ก็พยายามยืดเอวให้ตรง พยายามทะนุถนอมโอกาสอันยากยิ่งนี้
ทันใดนั้น เบื้องหน้าของสวี่หรงอวี่และหลินเฮยเอ๋อร์พลันสว่างวาบ ร่างของอู๋ผีฝู, ยามาได, สวีซือหลาน และนกน้อยตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าคนทั้งสอง ปรากฏกายขึ้นจากความว่างเปล่า
หลินเฮยเอ๋อร์และสวี่หรงอวี่ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทั้งสอง
อู๋ผีฝูมองคนทั้งสอง แล้วมองไปยังซากกำแพงศาลาพักศพที่ได้รับการปัดกวาดจัดเก็บ เขาประสานหมัดคารวะอย่างจริงจัง: "คารวะท่านทั้งสอง ช่างเป็นผู้ที่รักษาคำสัตย์ยิ่งนัก วันนี้ครบสามวันตามกำหนด... ข้ามาตามนัดแล้ว!"
หลินเฮยเอ๋อร์และสวี่หรงอวี่สบตากัน หลินเฮยเอ๋อร์ประสานหมัดตอบรับตามมารยาท สวี่หรงอวี่ก็รีบประสานหมัดคารวะอู๋ผีฝูอย่างนอบน้อมทันที
"มีวาสนาได้พานพบ!"
ยามนั้นเป็นเวลาเที่ยงตรง แสงแดดเจิดจ้า ใบหน้าของทุกคนประดับด้วยรอยยิ้มอันจริงใจ…
(จบตอน)
...........
กินข้าวก่อนงับ เดี๋ยวค่ำๆมาลงให้ถึงตอนที่ 50 งับ