- หน้าแรก
- ค่ำคืนแห่งฝันร้ายนิรันดร์
- เล่มที่ 1 ความฝันแห่งจักรวาล ตอนที่ 17 หอยสังข์สร้างผลงาน
เล่มที่ 1 ความฝันแห่งจักรวาล ตอนที่ 17 หอยสังข์สร้างผลงาน
เล่มที่ 1 ความฝันแห่งจักรวาล ตอนที่ 17 หอยสังข์สร้างผลงาน
“แย่แล้ว!”
อู๋ผีฝูกำลังรีบดึงคนทั้งสามหนีไป แต่ในวินาทีถัดมา ท้องฟ้าก็สว่างไสว แสงสีแดงก็จางหายไป ทุกสิ่งรอบข้างกลับคืนสู่สภาพปกติ ยังคงเป็นผู้คนเดินผ่านไปมา เสียงจอแจต่างๆ นานา หามีความน่าสะพรึงกลัวอันมืดมนเช่นเมื่อครู่ไม่แม้แต่น้อย
แต่ทั้งสี่คนกลับเหงื่อโทรมกายไปทั้งตัว ชั่วขณะหนึ่งก็แยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือความจริง สิ่งใดคือภาพลวงตา
หลายวินาทีต่อมา สวี่หรงอวี่ก็ร้องเสียงหลงออกมาว่า “นั่นคือตัวอะไรกัน? เมื่อกี้นั้นมันคือตัวอะไรกันแน่!?”
อู๋ผีฝูไม่ได้พูดอะไรออกมา ส่วนยามาไดและสวีซือหลานต่างก็มีสีหน้าย่ำแย่ จากนั้นจิ๊บจิ๊บบนบ่าของเขาก็พลันบินขึ้นไป บินวนอยู่รอบหนึ่งแล้วก็บินไปยังประตูเมือง
อู๋ผีฝูพูดว่า “ที่นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับพูดคุย ไป ออกจากเมือง พวกเราออกจากเมือง!”
คนทั้งสามในยามนี้กำลังสับสนวุ่นวาย ย่อมต้องฟังคำแนะนำของอู๋ผีฝู คนทั้งสามรีบเดินตามหลังเขาออกไปนอกเมืองอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งทั้งสี่คนออกจากเมืองหลวงแล้ว ความรู้สึกถูกจับตามองและความน่าสะพรึงกลัวอันหนาวเย็นที่แผ่ซ่านไปทุกหนทุกแห่งจึงค่อยจางหายไป ยามนี้จิ๊บจิ๊บจึงบินลงมาจากฟ้า กลับมาเกาะอยู่บนบ่าของอู๋ผีฝูตามเดิม
เมื่อครู่ตอนรับประทานอาหาร จิ๊บจิ๊บก็กินถั่วลิสงไปมากมาย ยังมีเศษเนื้อที่อู๋ผีฝูฉีกให้ด้วย ยามนี้มันกลับแสดงอิทธิฤทธิ์ นำทางคนทั้งสี่ออกมาจากภายในเมืองหลวงได้
คนทั้งสามในยามนี้พอหายตกใจบ้างแล้ว ต่างก็มองไปยังจิ๊บจิ๊บ แม้แต่สวี่หรงอวี่ก็ยังส่งเสียงชื่นชมออกมา แล้วกล่าวว่า “นกตัวนี้ช่างมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งนัก กลับรู้ว่าออกจากเมืองหลวงแล้วความประหลาดนั้นก็จะหายไป ดูท่าแล้วเมืองซวนฮว่าแห่งนี้จะต้องมีปีศาจหรืออสูรร้ายตัวใหญ่อยู่เป็นแน่”
อู๋ผีฝูยื่นมือไปลูบขนของจิ๊บจิ๊บเบาๆ แล้วกล่าวว่า “นกตัวนี้มาจากโลกความเป็นจริงพื้นฐาน 0.7 ย่อมต้องแตกต่างจากนกทั่วไป แต่เจ้าพูดผิดแล้ว มิใช่ว่าเมืองซวนฮว่านี้มีปัญหา แต่เป็นทุกคนต่างหากที่มีปัญหา!”
สวี่หรงอวี่มิได้เข้าใจ แต่ยามาไดและสวีซือหลานกลับเข้าใจ สวีซือหลานรีบพูดทันทีว่า “คือฝันร้าย!? สิ่งมีชีวิตทั้งหมดอาจจะกลายเป็นร่างทรงของมันได้?”
อู๋ผีฝูส่ายหน้าพูดว่า “ตอนนี้ยังไม่มั่นใจ แต่เมื่อพวกเรามาถึงสถานที่ที่ไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมา ความรู้สึกมืดมนเหมือนเมื่อกี้ก็หายไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าต้องเกี่ยวข้องกับจำนวนคนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นแบบนั้นหรือไม่ก็ตาม นับจากนี้ไปพวกเราจะต้องหลีกเลี่ยงฝูงชน!”
ในขณะนั้นเอง ขบวนม้ากลุ่มหนึ่งก็ขี่ผ่านข้างกายคนทั้งสี่ไป จากทางหลวงมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง และในขณะที่ขบวนม้ากลุ่มนี้เข้ามาใกล้ คนทั้งสี่ก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกถูกจับตามองอันมืดมนนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้ง และเมื่อขบวนม้าขี่ห่างออกไป ความรู้สึกนั้นก็หายไปอีกครั้ง
ถึงตอนนี้ ทุกคนก็มิได้สงสัยอีกต่อไป รีบมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ห่างจากเมืองหลวงออกไป
เดินไปอย่างน้อยสองชั่วโมงกว่า ทุกคนจึงหยุดพักอยู่นอกป่าริมทาง มองดูสถานีม้าที่อยู่ไม่ไกล สวี่หรงอวี่จึงเอ่ยถามว่า “ท่านปรมาจารย์ ในโลกนี้มีสิ่งแปลกประหลาดอยู่จริงหรือ?”
อู๋ผีฝูถึงกับพูดไม่ออก น้ำเสียงและเนื้อหาของคำพูดนี้ ช่างเหมือนกับเศรษฐีในภาพยนตร์ฮ่องกงบางเรื่องกำลังสอบถามพวกนักต้มตุ๋นในยุทธภพไม่มีผิด
อู๋ผีฝูจึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ความจริงก็คือมีสิ่งเหล่านั้นอยู่จริง เพียงแต่ในยามปกติพวกมันจะซ่อนตัวอยู่เท่านั้นเอง แน่นอนว่า อาจจะเป็นปัญหาของพวกเราก็ได้ พวกเรากับพวกมันท้ายที่สุดแล้วก็แตกต่างกัน”
ยามาไดและสวีซือหลานในเวลานี้กำลังครุ่นคิด ยามาไดจึงพูดว่า “ระดับการป้องกันของสิ่งพวกนี้อยู่ที่ไหน? พอจะต้านขีปนาวุธได้ไหม? แล้วอาวุธพลาสมาล่ะ? หรืออาวุธแม่เหล็กไฟฟ้าระดับสูง?”
อู๋ผีฝูพูดไม่ออกไปหลายวินาที จึงค่อยพูดว่า “ไม่สิ แล้วคุณจะไปหาอาวุธพวกนั้นมาจากที่ไหนกัน?”
ยามาไดพูดอย่างจริงจังว่า “ผมมีความรู้พื้นฐานเรื่องการประกอบอาวุธแบบง่าย ๆ อยู่บ้าง แต่ต้องใช้เหล็กกล้า ชิ้นส่วน และแหล่งพลังงาน ถ้าไม่มีจริง ๆ ผมก็ยังพอทำอาวุธแบบง่าย ๆ ได้เหมือนกัน ผมเชี่ยวชาญเรื่องกลไก กับดัก การดัดแปลงอาวุธเย็นระยะไกล นอกจากนี้ยังมีความรู้เรื่องการวางแนวรับ การตั้งป้อมป้องกัน และการปรับแต่งแท่นยิงด้วย”
อู๋ผีฝูยังคงพูดไม่ออก แต่ในใจกลับครุ่นคิดอย่างจริงจัง
ยามนี้สวีซือหลานเอ่ยถามว่า “ไม่ใช่ว่าห้าวันแรกมันควรจะปลอดภัยเหรอ? ทำไมเราถึงต้องเจอกับฝันร้ายนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ แบบนี้ล่ะ?”
อู๋ผีฝูตอบว่า “ไม่ได้หมายความว่าห้าวันแรกจะปลอดภัย แค่ในช่วงนั้น ‘ฝันร้าย’ จะจับตำแหน่งพวกเราได้ยาก เพราะสมองกลหลักมันคอยบังและรบกวนสัญญาณอยู่ จนกว่าจะเจอหน้ากันจริง ๆ เท่านั้นแหละ...แต่นี่เราก็เผอิญเจอกับฝันร้ายตัวหนึ่งเข้าเต็ม ๆ พอดีเลย”
สวี่หรงอวี่ไม่ต้องพูดถึง คนอีกสองคนต่างก็งุนงง พวกเขาเอ่ยถามว่า “แล้วเราเผชิญหน้ากับฝันร้ายเมื่อไหร่กัน?”
อู๋ผีฝูมีสีหน้ามืดครึ้มพูดว่า “เมื่อกี้พวกสตรีชุดแดงของสมาคมโคมแดงไม่ได้ถือยันต์กระดาษเต้นรำแบบทรงเจ้าหรอ? ผมเห็นเงาร่างคนจาง ๆ โผล่มาแล้วก็หายไป แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก พอมาคิดดูดี ๆ เงาร่างนั้นน่าจะเป็นฝันร้ายอย่างน้อยก็หนึ่งในฝันร้าย นั่นแปลว่าเราถูกเจอแล้ว”
ยามาไดและสวีซือหลานจึงนึกถึงรายละเอียดอย่างหนึ่งขึ้นมาได้
ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้เห็นคนกระดาษ เป็นอู๋ผีฝูดึงพวกเขาไว้ เมื่อสัมผัสกับอู๋ผีฝูแล้วจึงมองเห็น พูดอีกอย่างก็คือ…
“สัมผัสพิเศษระดับ 2?”
ยามาไดและสวีซือหลานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เกือบจะเอ่ยถามออกมาพร้อมกัน
อู๋ผีฝูพยักหน้า สีหน้าของเขายังคงมืดครึ้มและดูไม่ดี เขาพูดว่า “พวกรุ่นพี่เคยเตือนผมหลายครั้งแล้วว่า...ถ้าเรามองเห็นพวกมัน พวกมันก็จะมองเห็นเราเหมือนกัน ตอนนี้ฝันร้ายรู้ตัวตนของเราชัดเจนแล้ว อีกสองสามวันข้างหน้า การโจมตีต้องเกิดขึ้นแน่ แค่ไม่รู้ว่าฝันร้ายตนนั้นอยู่ระดับไหน ระดับ 1 หรือ 2”
สวี่หรงอวี่ฟังบทสนทนาของคนทั้งสามมาโดยตลอด คำศัพท์หลายคำเขามิได้เข้าใจเลยแม้แต่น้อย แต่ภาษาจีนก็มีข้อดีตรงนี้ สามารถฟังแล้วตีความหมายได้ ดังนั้นโดยรวมแล้วก็พอจะเข้าใจได้บ้าง เขารีบตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่างแล้วกล่าวว่า “มิใช่ ท่านปรมาจารย์ ข้าก็เป็นเพียงตัวประกันที่ถูกพวกท่านจับตัวมาเท่านั้นเอง เงินหนึ่งหมื่นตำลึงแม้จะมาก แต่บิดาข้าก็มีข้าเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว เงินจำนวนนี้เขาจะจ่ายก็ต้องจ่าย ไม่จ่ายก็ต้องจ่าย ปีศาจภูตผีอะไรนี่มิใช่สิ่งที่ร่างกายเล็กๆ ของข้าจะต่อกรได้ ท่านปรมาจารย์ก็คิดเสียว่าข้าเป็นเพียงผายลม ปล่อยข้าไปเถิด!”
อู๋ผีฝูแย้มยิ้มอย่างร่าเริงแล้วกล่าวว่า “เจ้าไปได้เลย”
เมื่อพูดเช่นนี้ สวี่หรงอวี่กลับมิกล้าก้าวเท้าออกไปแม้แต่ก้าวเดียว มิใช่เพราะกลัวว่าอู๋ผีฝูจะตบเขาตายด้วยฝ่ามือเดียว แต่เป็นเพราะเขากลัวความน่าสะพรึงกลัวอันแปลกประหลาดเมื่อครู่อย่างสุดขีดจริงๆ
อย่าว่าแต่คนในยุคสมัยนี้จะเชื่อเรื่องโชคลางเป็นส่วนใหญ่เลย แม้แต่ในศตวรรษที่ 21 ที่อู๋ผีฝูเกิดและเติบโตขึ้นมา หากมีคนเห็นภูตผีปีศาจจริงๆ รับรองว่าจะต้องตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องความกล้าหาญหรือไม่กล้าหาญ แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังเป็นสิ่งมีชีวิต ก็จะรู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้
สวี่หรงอวี่แม้จะมีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้อยู่บ้าง แต่ในอดีตก็เป็นเพียงการฟังเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เขาเองก็ฆ่าคนมาไม่น้อย เคยนอนในกองศพมาแล้ว ย่อมไม่คิดว่าจะมีวิญญาณอาฆาตมาแก้แค้น แต่ในยามนี้เมื่อได้เห็นด้วยตาตนเอง สัมผัสด้วยตนเอง ก็พลันแตกต่างออกไปทันที เขาถึงกับทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที โขกศีรษะให้อู๋ผีฝูสามครั้งเสียงดัง จากนั้นก็กล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำต้อยว่า “ท่านปรมาจารย์ ขอท่านโปรดบอกความจริงแก่ข้าด้วย หากข้าจากไปในยามนี้ สิ่งเหล่านั้นจะปล่อยข้าไปใช่หรือไม่? อย่างไรเสียสิ่งนั้นก็มุ่งเป้ามาที่พวกท่าน ข้าซึ่งเป็นเพียงคนไร้ชื่อเสียงเรียงนามย่อมไม่มีความสำคัญอันใดเลย ใช่หรือไม่?”
อู๋ผีฝูมองไปยังเขาด้วยสีหน้าสงสารแล้วกล่าวว่า “ข้าก็มิได้ปิดบังเจ้า พูดตามตรง ขออภัยด้วย บัดนี้เจ้าก็เป็นเป้าหมายของสิ่งนั้นแล้วเช่นกัน จะว่าอย่างไรดี… เจ้าคงมิได้คิดว่าสิ่งเหล่านั้นก็มองเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยตาเหมือนกันกระมัง?”
สวี่หรงอวี่ถึงกับตะลึงงันไป
แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ และยังคงมีความเชื่อเรื่องโชคลางแบบศักดินาและความเขลาตามแบบฉบับของยุคสมัยนี้ แต่เขาก็ไม่คิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์แปลกประหลาดเหล่านั้นจะมองเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยตา ย่อมต้องมีวิชาอาคมของเซียน หรือความน่าสะพรึงกลัวของปีศาจภูตผีในการค้นหาสิ่งมีชีวิต
อู๋ผีฝูกล่าวต่อไปว่า “เมื่อพวกเราเห็นพวกมัน อันที่จริงก็คือ ‘การมองเห็น’ หรืออาจจะเป็น ‘การรับรู้’ ก็ได้ เช่นนั้นพวกมันก็ ‘มองเห็น’ พวกเราเช่นกัน แต่ในสายตาของพวกมัน ผู้ใดจะไปรู้ว่าเล่าว่าพวกมันเห็นพวกเราเป็นสิ่งใด บางทีอาจจะเป็นอาหาร หรือภาพบางอย่าง หรือสีที่ถูกทำเครื่องหมายไว้เป็นพิเศษ และเจ้าก็ยืนอยู่กับพวกเรา เจ้าจะไปเสี่ยงดวงดูว่ามันจะแยกแยะเจ้าออกหรือไม่เล่า?”
“อีกอย่างหนึ่ง อย่าได้เชื่อเรื่องราวในบทละครที่ว่าภูตผีตอบแทนบุญคุณ หรือไม่เคยทำเรื่องผิดบาป กลางคืนก็ไม่กลัวผีมาเคาะประตู นั่นเป็นการสอนให้พวกเจ้าเป็นคนดี แต่เมื่อเจอผีจริงๆ เจ้ายังจะไปเชื่อคำพูดเหลวไหลของผีอีกหรือ? เช่นนั้นข้าคงต้องนับถือเจ้าจริงๆ”
นี่ก็เป็นสาเหตุที่สวี่หรงอวี่คุกเข่าลงเพื่อต้องการหนี เขาคิดถึงเรื่องราวในบทละครเหล่านี้ขึ้นมาจริงๆ แต่เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ เขาก็นึกถึงคำว่า “พูดจาเหลวไหล” ขึ้นมาทันที ก็ถึงกับตะลึงงันอยู่กับที่ สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
ในตอนนี้ สวีซือหลานเอ่ยถามว่า “งั้นเราควรทำยังไงต่อ? ต้องหนีคนพวกนั้นแล้วก็ต้องอดทนอยู่ไปอีกห้าวันใช่ไหม?”
อู๋ผีฝูพลางคิดพลางพูดว่า “เราต้องหลีกหนีผู้คน ตอนนี้ต้องรวบรวมอาหารให้ได้มากที่สุด เห็นสถานีม้าที่อยู่ไกล ๆ นั่นไหม? ไปเอาอาหารที่อยู่ข้างในออกมาให้เยอะที่สุดเลย จะซื้อหรือปล้น ตอนนี้ไม่ต้องสนใจเรื่องนั้นแล้ว แค่ต้องหาอาหารมาให้ได้เยอะ ๆ แล้วก็หาที่ที่คนไม่พลุกพล่าน แต่ก็ต้องไม่ใช่ที่รกร้างว่างเปล่า ที่ไม่มีที่กำบังหรือสิ่งก่อสร้างเลย พวกเราต้องรักษากำลังไว้ และต้องมีสถานที่คุ้มภัยพอสมควร”
อู๋ผีฝูพูดถึงตรงนี้ก็รู้สึกปวดหัว
เพราะสถานที่เช่นนี้ช่างหาได้ยากยิ่งนัก สถานที่ที่มีสิ่งก่อสร้างโดยพื้นฐานแล้วก็มีผู้คน แม้แต่ศาลเจ้าร้างในป่าเขารกร้าง ก็มักจะมีผู้คนเดินทางผ่านไปมาพักอาศัยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าหรือขอทาน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีผู้คนเลย
ทันใดนั้น อู๋ผีฝูก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาหยิบหอยสังข์อันหนึ่งออกมาจากถุงผ้าธรรมดาๆ ที่เอว
คนทั้งสามมองดูเขาอย่างงุนงง อู๋ผีฝูพยายามกลั้นความอับอายแล้วพูดว่า “คุณหอยสังข์วิเศษ เราควรไปที่ไหนถึงจะหาสถานที่ที่มีสิ่งก่อสร้างแข็งแรง กันลมกันฝนได้ และใช้เป็นฐานป้องกันตัวได้ดี ที่สำคัญมีคนน้อย ไม่พลุกพล่าน? หรือมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้เราเลี่ยงฝูงชนเยอะ ๆ ได้?”]
หอยสังข์นี้สั่นไหวเล็กน้อย เสียงสตรีที่ผสมปนเปไปกับเสียงคลื่นทะเลก็ดังออกมาจากหอยสังข์ว่า “จงห่างไกลจากคนเป็น จงเข้าใกล้คนตาย”
อู๋ผีฝูแทบจะบีบหอยสังข์นี้จนแหลกละเอียด เขาทั้งโกรธทั้งขำพูดว่า “ดี ดี ดี พูดได้ดีมาก ฟังคำพูดของคุณครั้งนี้ดีกว่าครั้งก่อนอีก! ผมก็รู้ว่าต้องอยู่ห่างจากคนเป็นอยู่แล้ว แล้วยังจะให้ผมเข้าใกล้คนตายอีกเหรอ? เข้าใกล้คนตาย... เข้าใกล้คนตาย!?”
ในสมองของอู๋ผีฝูมีแสงสว่างวาบขึ้นมา เขารีบมองไปยังสวี่หรงอวี่แล้วกล่าวว่า “สถานที่ที่เจ้าบอกให้จ่ายค่าไถ่ตัวประกันเมื่อครู่คือที่ใด?”
สวี่หรงอวี่ยังไม่เข้าใจในทันที เขาตอบโดยสัญชาตญาณว่า “ศาลาพักศพขอรับ”
อู๋ผีฝูหัวเราะฮ่าๆ แล้วมองไปยังสถานีม้าแล้วพูดว่า “ไป ไปซื้ออาหารหรือปล้นอาหาร จากนั้น…”
“พวกเราจะไปพักอยู่ที่ศาลาพักศพเพื่อรอให้ผ่านพ้นห้าวันนี้ไป!”
(จบตอน)