เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

15.โล่งอก

15.โล่งอก

15.โล่งอก


หิมะแรกซึ่งมาถึงแล้ว กำลังร่วงหล่นใส่คนทั้งสอง  มองดูคล้ายคนทั้งสองแก่ผมขาวไปด้วยกัน

ยามนี้ไม่มีอาหารในบ้านเหลือให้กินแล้ว  นี่เป็นสัญญาณบอกว่า หลิ่วเจินจะต้องขึ้นเขาเข้าป่าอีกครา ทว่าหิมะเพิ่งตกไปรอบหนึ่งเมื่อเร็ว ๆนี้  ทางเดินบนภูเขาจะลื่นมาก ทำให้เดินยาก  การขึ้นเขาเข้าป่าในช่วงเวลานี้ นับว่าอันตรายอย่างที่สุด

แม้กู้หรูเฟิงจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ทว่าก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้อีกเหมือนกัน เมื่อไม่มีทางเลือก ชายหนุ่มขมวดคิ้วน้อย ๆ แล้วเอ่ยขึ้น “เจ้าบอกข้ามาว่าของกินพวกนั้นอยูแถวไหน ข้าจะไปเก็บให้เอง”

“ที่ข้าขึ้นเขา มิใช่เพื่อหาของกินใส่ท้องเท่านั้น ยังต้องไปเก็บสมุนไพร เพื่อนำไปขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินด้วย”

“เช่นนั้น...พวกเราก็เดินทางขึ้นเขาไปด้วยกันเถิด”

สรุปสั้น ๆ เจ้าไม่อาจเข้าไปในสถานที่อันตรายเช่นนั้น ตามลำพังคนเดียวได้นั่นเอง

หลิ่วเจินพินิจท่าทีดื้อรั้นของอีกฝ่าย  จำต้องยอมอ่อนข้อให้อย่างหมดทางเลือก

คนทั้งสองขึ้นเขาเข้าป่าไปด้วยกัน ถึงแม้มีข้อดีที่สามารถพึ่งพากันและกันได้ แต่เมื่อมองในมุมอื่น  การมีคนมากขึ้น จะทำให้วิ่งหนีเอาตัวรอดไม่ใคร่สะดวกนัก  มีโอกาสเจออันตรายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ยามที่นางเข้าไปในภูเขาเป็นครั้งแรกนั้น นางไม่เจอตัวอะไรเลย ป่าดูเงียบเชียบทีเดียว ทว่าเข้าไปในภูเขาเวลานี้  ชัดเจนว่ามิได้โชคดีอย่างคราแรกนัก

ทางเดินบนภูเขา เดิมทีก็รกชัฎยากจะเดินฝ่าไป มาคราวนี้สถานการณ์ย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเส้นทางเต็มไปด้วยดินโคลนลื่น อากาศรอบตัวเย็นยะเยือกตลอดเวลา อาภรณ์ที่ห่อคลุมกายคนทั้งสอง ไม่อาจป้องกันความหนาวเย็นได้เลยสักกะผีกริ้น ทำให้ร่างกายของพวกเขาเย็นจัดจนแทบจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้ว ทว่าแต่ละคนต่างพยายามดิ้นรนบากบั่นประคองกาย ให้ก้าวเดินไปบนเส้นทางไปทีละก้าว ๆ

คนทั้งสองต่างปีนขึ้นไปบนทางลาดชันด้วยความยากลำบาก มันสูงชันจนน่าเสียวไส้ เวลาเหยียบไปบนแง่งหินเล็ก ๆ มันจะร่วงหล่นและกลิ้งหายไปอย่างรวดเร็ว

ขนาดหญิงสาวระวังตัวอย่างดีแล้ว ยังพลาดไปเหยียบบนแง่งหินเล็ก ๆ ก้อนหนึ่ง  จนตนเองลื่นไถลเกือบจะร่วงลงไป

หญิงสาวเกาะพื้นที่เอียงไว้แน่น พยายามยกตัวขึ้น  มองดูแล้วช่างน่าหวาดเสียวนัก ในเสี้ยวเวลาแห่งความเป็นความตายนั้น  มีความคิดวาบผ่านในหัวนางมหาศาล ตลอดชีวิตที่ผ่านมา หญิงสาวอุตส่าห์ช่วยเหลือชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วน  แต่เหตุใดชะตาชีวิตตนถึงลำบากยากแค้นเช่นนี้ สรรค์ช่างสนุกกับการกลั่นแกล้งมนุษย์เสียจริง ๆ

ทว่าเพียงไม่นานหญิงสาวก็พบว่าตนเองยังไม่ไถลร่วงลงไปเสียที  นั่นเพราะกู้หรูเฟิงคว้ามือนางไว้ทันเวลาพอดี เขายึดมือนางไว้แน่น  ดวงตาสีดำขลับทอประกายเรืองวาบ ชายหนุ่มร้องตะโกนเสียงพร่า “จับมือข้าไว้ ข้าจะดึงเจ้าขึ้นมา”

ทว่าหลิ่วเจินเกิดไม่อยากออกแรงใด ๆอีกแล้ว อันที่จริงตนเองน่าจะตายอนาถไปตั้งนานแล้ว แต่ดันกลับมีชีวิตขึ้นมาอีก ชีวิตที่ช่างบัดซบสิ้นดี  ทำไมถึงเป็นแบบนี้เล่า?

บ้านหลังเล็กกระจิดริดคับแคบยิ่งนัก อาหารก็แทบกระเดือกไม่ลง อากาศหนาวจัดแทบจะแข็งตาย แถมเจอแต่งานใช้แรงอันหนักหนาสาหัสไม่มีสิ้นสุด  สุดท้ายแล้ว จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร?

เมื่อสรุปได้แล้ว หญิงสาวจึงค่อยๆ คลายมือที่ยึดมือกู้หรูเฟิงออกทีละนิด ๆ

“เจ้าเคยพูดไว้ว่า ชีวิตทุกคนมีความหมาย  อย่าได้ยอมแพ้สิ”

ในที่สุดกู้หรูเฟิงก็รับรู้ถึงความหมายนั้น ด้วยเหตุนั้น ชายหนุ่มจึงพูดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ “นี่คือสิ่งที่เจ้าบอกข้าไว้”

คล้ายว่านอกจากดวงอาทิตย์แล้ว ยังมีเขาอีกคนที่ให้ความอบอุ่นแก่ผู้คนได้ ผู้ชายหน้าตาดีกล่าวถูกต้องทุกอย่าง ส่วนตนเองโน้มน้าวใจตนเองเท่าใด กลับไม่ได้ผล

พลังกล้าแข็งสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นตรงกลางใจของหลิ่วเจิน หญิงสาวยึดมืออีกฝ่ายแน่น ครั้นแล้วก็ร้องตะโกนขึ้นทันใด “ช้าก่อน หยุดดึงข้าก่อน”

แม้กล่าวได้ว่าอิริยาบถนี้สุ่มเสี่ยงต่อชีวิตเพียงใด ทว่านางกลับเจอรางวัลชีวิต โดยไม่คาดฝัน ไม่นึกเลยว่าจะพบต้นยวี่จิน[1]สองสามต้นขึ้นเอนลู่ไปบนทางลาดชันนี้ นี่ไม่ใช่ต้นยวี่จินเซียง[2]แน่ แต่เป็นพืชจำพวกยาสมุนไพรที่มีค่ามากกว่า

หลังจากลำต้นและใบของมันแห้งเหี่ยวไปในฤดูหนาวแล้ว ก็ให้ขุดรากที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาอย่างเบามือ และคอยระวังไม่ให้รากโดนขูดขีดจนเป็นเป็นรอยด้วย

การอาศัยเพียงมือเดียว ขุดดินโดยไม่หยุด กล่าวได้ว่าอันตรายยิ่งนัก นางเงยหน้ามองกู้หรูเฟิงอย่างมีความหวัง แล้วเอ่ยทีละคำ “ของสิ่งนี้  หากเพียงขุดขึ้นมาได้ เราจะใช้ชีวิตในปีทองอย่างไรก็ได้”

กู้หรูเฟิงฝืนดึงหญิงสาวด้วยแรงที่เกินกำลังตนเองไปมาก “มันอันตรายเกินไป หากข้าฝืนต่อไม่ไหว เจ้าจะร่วงลงไปนะ”

นี่คือทางลาดชัน ถึงจะไม่ชันขนาดหน้าผา แต่หากร่วงลงไปแบบนั้น อาจถึงแก่ชีวิต หรือต่อให้แค่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็สาหัส  สุดท้ายก็ต้องตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวอยู่ดี

หลี่วเจินเพียงทำเป็นไม่ได้ยิน  หญิงสาวมุ่งมั่นขุดสิ่งที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาอย่างเบามือ ช่วงเวลานี้เทียบเท่ากับตนเองได้มอบชีวิตให้ผู้อื่นไปแล้ว

ไม่รู้ว่านางไปเอาความกล้าหาญมาจากไหน สำหรับชายที่นางยังไม่รู้จักเขาดีผู้นี้  นางกลับสามารถฝากชีวิตไว้บนมือเขา

และในที่สุดกู้หรูเฟิงก็มิได้ทำให้หญิงสาวผิดหวัง เหงื่อกาฬเม็ดใหญ่ผุดขึ้นมาบนหน้าผากชายหนุ่ม ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ  แต่ช่างเหลือเชื่อ ที่เขารวบรวมแรงทั้งหมดที่มีในกายส่งออกมาที่มือ แล้วดึงคนขึ้นมาจนสำเร็จ

ทั้งสองคนต่างคุกเข่าอยู่บพื้นที่สุ่มเสี่ยงนั่น ด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อนหมดแรงกันทั้งคู่  ทั้งสองสบตาซึ่งกันและกัน  แล้วต่างพรูลมหายใจออกมายาวเหยียด

เพื่อจะเอาชีวิตรอดให้ได้ในปีนี้  ทั้งสองต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

**

[1] ต้นยวี่จิน (郁 金) หรือว่านนางคำ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Curcuma aromatica) เป็นพืชในวงศ์ขิง กระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดียจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีปลูกในอินเดียแถบเชิงเขาหิมาลัย ศรีลังกา มีพบในอินโดจีน ญี่ปุ่น  ใช้ผลิตแป้ง สีย้อม เครื่องสำอางและยา ดอกมีกลิ่นหอม เหง้าสดและหัวมีกลิ่นหอม ใช้รักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ใช้เป็นไม้ประดับ มีน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด มีสารกลุ่ม curcuminoids ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นยาสมุนไพร เพื่อลดกรด ขับลม ตำรายาจีนใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ นอกจากนั้น ยังมีผู้ใช้ว่านนางคำในรูปผงแห้งเป็นยาบำรุงผิวเพื่อเสริมความงาม และยากันยุงด้วย ขยายพันธุ์โดยการแยกหัวไปปลูก

[2] ต้นยวี่จินเซียง(郁金香) หรือ ทิวลิป (Tulip)  เป็นชื่อสามัญของพันธุ์ไม้หัว ที่ออกดอกในฤดูใบไม้ผลิ ถ้าเราจะกล่าวกันถึง ต้นหรือดอก “ทิวลิป”

จบบทที่ 15.โล่งอก

คัดลอกลิงก์แล้ว