เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

12.คิดคำนวณวางแผน

12.คิดคำนวณวางแผน

12.คิดคำนวณวางแผน


เขารวมข้อกังขาทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกันในคราวเดียว แล้วกลั่นออกมาเป็นคำถามที่สื่อสารออกจากปาก

หลิ่วเจินรู้ว่านางและเจ้าของร่างเดิมนั้นมีบุคลิกแตกต่างกัน ซึ่งเป็นสาเหตุให้กู้หรูเฟิงสงสัย แต่นางก็ไม่สามารถแสดงบุคลิกร้ายกาจเต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บแหลมคมแบบเจ้าของร่างเดิมได้  สิ่งที่ทำได้อย่างแรกสุดคือการหาเหตุผลมาอธิบาย “หลังจากข้าได้ขึ้นไปบนภูเขา ก็รู้สึกว่าชีวิตมันช่างลำบากยากแค้นนัก เลยรู้สึกโกรธเกรี้ยวขึ้นมา และคิดว่ามิสู้ตาย ๆไปยังจะดีเสียกว่า ข้าก็เลยกินของพวกนั้นเข้าไปแบบดิบ ๆ  ทว่ารสชาติมันไม่ได้เรื่อง เลยบังเกิดความคิดว่าหากเอาไปทำให้สุกรสชาติคงจะดีขึ้นมาบ้าง ดังนั้นเมื่อเอาของพวกนั้น ไปปรุงจนสุกดีแล้ว ข้าก็กินเข้าไป  มิคาดว่าเมื่อกินลงไปแล้ว ตัวเองกลับไม่ตาย ข้าถึงได้รู้ว่าของที่ข้าเก็บมาเหล่านี้ จะทำให้เรามีชีวิตรอดตลอดเหมันต์ฤดูได้”

กู้หรูเฟิงขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาที่ทอดมองอีกฝ่ายฉายแววลึกซึ้ง  ซึ่งดูลึกซึ้งเป็นประกายคล้ายดวงดาวในยามราตรี “ต่อไปภายหน้าเจ้าอย่าได้ทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้อีกเลย”

แน่นอน หลิ่วเจินคงไม่ทำเรื่องโง่เขลาเช่นนั้นอยู่แล้ว ครั้นแล้วหญิงสาวจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ถึงแม้นางจะเอาเรื่องนี้มาเบี่ยงเบนประเด็น จนเขาปล่อยผ่านเรื่องข้อกังขาในบุคลิกไปได้ชั่วคราว

รอพักฟื้นไปอีกสักครึ่งเดือน  จนร่างกายของกู้หรูเฟิงฟื้นฟูจนเกือบเต็มที่  หลิ่วเจินจะนำเรื่องซ่อมแซมบ้านขึ้นมาหารือ เรื่องของเรื่องก็คือ นางยังมีเงิน 5 ตำลึงเหลืออยู่ในมือ

“ภายภาคหน้า ต่อให้เป็นท่านที่ย้ายไป หรือเป็นข้าที่ย้ายออกไป ทว่าในตอนนี้ พวกเรายังคงต้องอาศัยอยู่ที่นี่ อีกไม่นานหิมะใกล้จะตกแล้ว และบ้านที่มีรอยแตกรอยรั่วไปทั่วจนลมหนาวเล็ดรอดเข้ามาได้หลังนี้ จะไม่มีใครสามารถอาศัยอยู่ได้” หลิ่วเจินเริ่มนับนิ้วคำนวณอยู่พักหนึ่ง นางทนไม่ได้ที่จะเอาเงินไปใช้ซ่อมบ้าน  ซึ่งประมาณดูแล้วเมื่อใช้ไป น่าจะเหลือเงินอยู่ไม่ถึงหนึ่งหรือสองตำลึง โชคดีที่ในช่วงเหมันต์ฤดู คนที่ประกอบอาชีพตัดฟืนขายนับว่ามีไม่น้อย และหลังจากนี้ นางจะขึ้นเขาเข้าป่าอีก เพื่อดูว่าพอจะมีสมุนไพรอันใดให้เก็บกลับมาได้บ้างหรือไม่  ประกอบกับหากพวกนางกินอยู่กันอย่างประหยัด และใช้เงินอย่างอดออม ก็น่าจะพอถูไถเอาชีวิตรอดไปได้

กู้หรูเฟิงทอดมองคนที่กำลังนั่งคิดคำนวณวางแผนอย่างละเอียดละออ หลังจากขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยขึ้น “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังกังวลเรื่องฟืน เงินที่มีอยู่นี่ เอาเงินไปใช้ซ่อมบ้านเถิด ภายหลังข้าจะไปตัดฟืนกลับมาให้เองแล้วกัน ในภูเขาลึกน่ะ มีอันตรายมากมายรอบด้าน  ในเมื่อยากจะเข้าไป ก็จงอย่าเข้าไปเลยดีกว่า”

“ท่านเองก็ไม่รู้วิธีตัดฟืนนี่”

“มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ทำนี่” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ปราศจากความกดดัน จากนั้นก็ไม่เอ่ยอันใดต่อ  เพียงหยิบตำราที่เหลือเพียงเล่มเดียวนั้นออกมา แล้วเอนตัวพิงโต๊ะอ่านตำราไปเงียบ ๆ

หลิ่วเจินไม่รู้ว่าเหตุใด ถึงได้รู้สึกคล้อยตามวาจาเบาสบายดุจขนนกลอยละล่องของเขานัก หญิงสาวยักไหล่และเลิกโต้แย้งในที่สุด

หลังจากหารือถึงความจำเป็นในการซ่อมแซมรอยแตกรั่วของตัวบ้าน หลิ่วเจินจึงไปหาช่างไม้ซึ่งพวกเขาล้วนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันพอดี  นางทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้  อาศัยแค่หน้าที่หนากว่าปกติเล็กน้อย เจรจาหารือ “พี่ชาย ท่านก็เห็นสถานการณ์ในบ้านข้าตอนนี้  ข้าไม่สามารถควักเงินออกมาจ่ายเพิ่มกว่านี้ได้อีกจริง ๆ  อีกไม่นานก็จะถึงเทศกาลขึ้นปีใหม่แล้ว แม้ว่าเงิน 5 ตำลึงจะไม่มาก ท่านก็สามารถเอาไปซื้อเนื้อวัว หรือเนื้อหมูไปทำเกี๊ยวรูปถุงเงินกินฉลองปีใหม่ ดีหรือไม่?”

พี่ชายในหมู่บ้านเดียวกันไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง จึงพรูลมหายใจ “ข้าไม่เคยพบเคยเห็น ใครที่คำนวณเสียละเอียดยิบเช่นเจ้ามาก่อน ไม่เป็นไร ช่างเถิด คิดเสียว่าเห็นแก่คนหมู่บ้านเดียวกันก็แล้วกัน”

หลิ่วเจินยิ้มแย้มแจ่มใส ซ้ำยังรินน้ำชามาบริการ นางฉีกยิ้มเสียจนตัวเองรู้สึกปวดแก้มเล็กน้อย อันที่จริง หญิงสาวไม่เก่งเรื่องการดูแลรับรองผู้คน ทว่ากู้หรูเฟิงที่ชอบเฉยชาอยู่เป็นนิจ ดูคล้ายจะย่ำแย่ยิ่งกว่า

แต่ในไม่ช้านางก็รู้ว่าตนเองดูคนผิดไป  เดิมทีนางเชื่อว่าชายหนุ่มคงคล้ายเหล่าคุณชาย ที่มีรูปลักษณ์สะอาดสะอ้านตลอดเวลา  ลงท้ายแล้วไม่มีอย่างที่นางนึกวาดภาพไว้เลยสักกะผีก ขณะที่นางกำลังเจรจาธุระกับพี่ชายในหมู่บ้าน เขาก็เดินแบกกระสอบทรายเข้ามาในบ้าน  และไม่สนใจที่ตัวเองสกปรกมอมแมมไปทั้งตัว

พี่ชายจากหมู่บ้านเดียวกันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ข้าได้ยินคนเขาพูดกันว่าท่านเป็นบัณฑิต”  คนผู้นี้ดูท่าทางบอบบางอ่อนแอ ไม่นึกว่าจะแข็งแกร่งมีแรงเยอะจริง ๆ

กู้หรูเฟิงเอ่ยด้วยเสียงเรียบเรื่อย “ใครก็ตามที่ไร้โประโยชน์ ผู้นั้นก็คือบัณฑิต”

“ไอ้หยา...คนทุกคนล้วนมีประโยชน์กันทั้งนั้น คนที่สมองกลวงมีดีแต่ใช้แรงกายอย่างข้า มิได้อยู่ดีมีสุขรึ?  มีวลีอะไรน๊า ที่คนเขาพูดกัน? ใช่แล้ว  เสือซ่อนเล็บ...ใช่ไหม[1]”

**

[1]เสื้อซ่อนเล็บ : หมายถึง คนที่มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดี แต่ไม่แสดงออกหรือเปิดเผยให้คนอื่นเห็น ทำตัวนิ่งๆ เงียบๆเหมือนไม่มีอะไร

จบบทที่ 12.คิดคำนวณวางแผน

คัดลอกลิงก์แล้ว