เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 5 ศิษย์พี่ใหญ่หลิงอวิ๋น

ตอนที่ 5 ศิษย์พี่ใหญ่หลิงอวิ๋น

ตอนที่ 5 ศิษย์พี่ใหญ่หลิงอวิ๋น


ตอนที่ 5 ศิษย์พี่ใหญ่หลิงอวิ๋น

กว่าจะกลับมาถึงลานบ้านอีกครั้งก็ดึกแล้ว

หลินมู่เงยหน้ามองจันทราสุกสกาวบนท้องฟ้า ก่อนจะตัดสินใจว่าจะออกไปฝึกฝนที่ลานด้านนอกเพื่อที่จี้วังวนจันทราจะได้ดูดซับแสงจันทร์ให้เต็มที่

เขาหยิบเอาแผ่นหยกเคล็ดวิชาพื้นฐานห้าธาตุออกมาจากอ้อมแขน ก่อนจะปลดปล่อยจิตสำนึกเข้าสู่ภายใน และเริ่มศึกษามันอย่างช้า ๆ

มีทักษะการฝึกห้าธาตุอยู่ภายในแผ่นหยกใบนี้ คือเคล็ดหยกวารี เคล็ดธาตุทอง เคล็ดหญ้าพฤกษา เคล็ดอัคคีสีชาด และ เคล็ดก่อปฐพี แต่ละวิชามีหน้าที่หลักเป็นของตัวเอง

สิ่งแรกที่หลินมู่เรียนรู้คือเคล็ดหยกวารี

น้ำ… ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับสมุนไพรและยาจิตวิญญาณ หากฝึกฝนเคล็ดหยกวารีได้ถึงระดับสูงแล้ว ไม่เพียงแต่จะเป็นปัญหาในการใช้ฝนเพื่อรดน้ำ แต่หยาดฝนเหล่านั้นจะเต็มไปด้วยพลังจิตวิญญาณมากมายซึ่งจะช่วยทำให้สมุนไพรทั้งหมดเติบโตได้อย่างยอดเยี่ยม และอัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณ

หลินมู่เริ่มควบแน่นพลังภายใน และริเริ่มนึกถึงเมฆาที่แผ่นหยกของเคล็ดหยกวารีกล่าวถึง

เมฆาคือพื้นฐานของเคล็ดหยกวารี หากไม่สามารถควบแน่นเมฆาขึ้นได้ ก็จะไม่มีวันเรียนรู้ทักษะเคล็ดหยกวารีได้

เพียงแต่หลินมู่ไม่มีประสบการณ์การใช้เวทย์มาก่อน และไม่ว่าจะพยายามอย่างไร เขาก็ไม่อาจควบแน่นเมฆาขึ้นได้เลย

หลินมู่ฝึกซ้อมจนกระทั่งถึงกลางดึก เขาปวดข้อมือและนิ้วทั้งหมด แต่กลับไม่มีเมฆาก้อนใดปรากฏให้เห็น

แม้หลินมู่จะเหนื่อยมาก แต่เขาก็ไม่คิดหยุดยั้งและฝึกฝนต่อไป

หลังจากพยายามศึกษาเคล็ดหยกวารีซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเคี่ยวเค้นในทุกประโยคอย่างเชื่องช้า ก่อนจะสัมผัสได้ถึงการตรัสรู้ในใจ

กลางดึก จันทราเลือนหายไปในเมฆดำ บริเวณโดยรอบมืดลงอย่างช่วยไม่ได้

ทันใดนั้นเอง หมอกสีขาวเจือจางปรากฏขึ้นในความมืด ละอองน้ำเจือจางล่องลอยเรียบง่ายบนฝ่ามือของหลินมู่

หมอกน้ำนี้ไม่ต่างจากควันบางเบา หมอกก็จางจนแทบมองไม่เห็น

หลินมู่มีความสุขมาก เพราะหลังจากศึกษาอยู่นานเขาก็สามารถควบแน่นหมอกขึ้นมาได้ แต่เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นสิ่งที่เคล็ดหยกวารีกล่าวถึงหรือไม่…

หลังจากดีดนิ้ว ทักษะนี้ก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ และชั้นม่านหมอกค่อย ๆ มีหยดน้ำร่วงหล่นสู่พื้นดิน จนสามารถทำให้พื้นดินแห่งนี้ชุ่มชื้นได้พอสมควร

แต่มันยังห่างไกลจากการจะนำไปรดน้ำในแปลงดินวิญญาณ เพราะเคล็ดหยกวารีที่หลินมู่ศึกษาได้บอกกล่าวไว้ว่า เคล็ดหยกวารีแบ่งออกเป็นสามระดับ และตอนนี้เขายังอยู่ใน ขั้นต้นก่อกำเนิดเมฆา หากต้องการใช้เคล็ดหยกวารีเพื่อรดน้ำให้กับเหล่าสมุนไพรวิญญาณ เขาจะต้องเร่งฝึกฝนให้ถึงขั้นกลางเป็นอย่างน้อย

หลินมู่ยังคงเคลื่อนไหวต่อไป เขาเริ่มร่ายเวทย์อย่างช้า ๆ จนกระทั่งมีหยดน้ำร่วงหล่นสู่พื้นดินตรงหน้าจนเปียกชุ่ม

แสงจันทราสาดส่องลงผ่านก้อนเมฆมาอีกครั้ง และลานบ้านทั้งหมดสว่างราวกับในเวลากลางวัน

สายตาของหลินมู่หันมองบ่อปลาที่แสงจันทร์สาดส่องลงมาถึง บ่อแห่งนี้เหือดแห้งไปเนิ่นนานแล้ว เขาจึงมีความคิดที่จะใช้เคล็ดหยกวารีขั้นต้นของตนเพิ่มเติมน้ำให้กับบ่อปลานี้

หลินมู่ยังคงฝึกฝนต่อไป เมฆาที่เขาสร้างเริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเท่ากับบ่อปลาตรงหน้า

เวลานี้เขาสามารถใช้เคล็กหยกวารีทำให้พื้นที่บ่อปลาเปียกชุ่ม แต่ว่าเขาต้องใช้เวลาตลอดทั้งคืนกว่าน้ำจะเต็มบ่อ

บ่อปลาขนาดใหญ่นี้ถูกเติมเต็มได้ภายในคืนเดียว

แสงแดดยามเช้าส่องผ่านกิ่งก้านสาขาของต้นไม้กระทบลงบนใบหน้าของหลินมู่ จึงเผยให้เห็นความมุ่งมั่นในแววตาของเขาชัดเจน

หลินมู่ไม่คิดเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย ยังมีเมฆาล่องลอยบนฝ่ามือของเขา และหยาดฝนยังโปรยปรายลงไม่ขาดสาย แม้ว่าเมฆานี้จะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่มันก็ยังหนาแน่นยิ่งกว่าก่อนหน้า

ทันใด เสียงระฆังก้องกังวาลพลันดังขึ้นจากระยะไกล

ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!

เสียงระฆังกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเขา

หลินมู่หยุดมือทันที เขารีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะวิ่งตรงไปที่ยอดเขาชมเมฆาทันที

ขณะเดียวกัน หลายร่างปรากฏตัวขึ้นภายในลานทางยอดเขาตะวันตก ทั้งหมดล้วนแต่มีเป้าหมายจุดเดียวกันก็คือยอดเขาชมเมฆา นอกจากนี้ยังมีเหล่าศิษย์พี่ขี่นกกระเรียนขาวและบินอย่างเชื่องช้ามุ่งหน้าสู่ยอดเขาชมเมฆาด้วยเช่นกัน

หลินมู่ใช้เวลากว่าครึ่งก้านธูปกว่าจะวิ่งมาถึงยอดเขาชมเมฆา เขาหยุดพักหายใจสักครู่ก่อนจะค่อย ๆ ขยับฝีเท้าเข้าใกล้

หลังพักหายใจสักครู่ เขารีบเข้าสู่ตำหนักเซียน และพบเห็นฝูงชนมากมายส่งเสียงอึกทึกไม่น้อย ภายในนี้มีผู้คนมากมายนับร้อย ทั้งหมดล้วนแต่เป็นศิษย์นอกเช่นเดียวกับหลินมู่ เขากวาดสายตามองโดยรอบจนกระทั่งพบเจอฟูกแล้วค่อยนั่งลง

ที่นั่งบนสุดเป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปี ใบหน้าขาวราวกับหยก คิ้วรูปดาบคมเข้ม ดวงตาเปล่งประกายราวดวงดาว เวลานี้เขาอยู่ในชุดคลุมสีเขียวสะอาดตา ซึ่งออร่าในกายแตกต่างจากคนนับร้อยภายในตำหนักแห่งนี้โดยสมบูรณ์

เป็นศิษย์พี่ใหญ่หลิงอวิ๋น เขาอยู่ในอันดับห้าของศิษย์ใน และมักจะออกมาบรรยายความรู้ต่าง ๆ ให้กับศิษย์นอกบ่อยครั้ง หลินมู่เองก็ได้เรียนรู้วิชาจิตเก้าทิศมาจากเขาด้วยเช่นกัน

บางครั้งศิษย์พี่ใหญ่หลิงอวิ๋นจะสอนทักษะฝึกฝนบางอย่าง และหลินมู่จะมาที่ชั้นเรียนทุกครั้งหากว่ามีเวลา สุดท้ายแล้วการเข้าเรียนเช่นนี้ทำให้เขาได้รับประโยชน์มากมาย

หลิงอวิ๋นไอเบา ๆ ทำให้ทั่วทุกหนแห่งพลันเงียบลงทันที มันเงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน

ทุกคนเฝ้ารออย่างกระตือรือร้น แววตาเปล่งประกายมุ่งมั่น ลมหายใจถูกกลั้นไว้โดยไม่รู้ตัว ทั้งหมดเฝ้ารอให้หลิงอวิ๋นกล่าวบางอย่างด้วยใจจดจ่อ

หลิงอวิ๋นเห็นความปรารถนาของทุกคนแล้วจึงเริ่มกล่าวเชื่องช้า “เอาล่ะ พี่น้องทั้งหลาย วันนี้ข้าจะมาบอกเล่าถึงวิธีการขัดเกลาอาวุธ และหวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะตั้งใจฟัง และหากไม่คิดสนใจก็จงออกไปอย่าได้เสียเวลาอยู่ที่นี่”

เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่เพราะเขามีขอบเขตยุทธ์ที่ค่อนข้างสูง เช่นนี้ทุกคนภายในตำหนักจึงได้ยินเสียงเขาชัดเจนราวกับกระซิบข้างหู

“ทักษะการขัดเกลาอาวุธนั้นมากมาย และยังลึกซึ้งมากด้วย หากพวกเจ้าต้องการเชี่ยวชาญในด้านนี้ สุดท้ายแล้วต้องใช้เวลา ความทุ่มเท และความอดทนอย่างถึงที่สุด เอาล่ะ วันนี้ข้าจะบอกเล่าถึงพื้นฐานการขัดเกลาอาวุธให้ฟังก่อนแล้วกัน และวันนี้ข้าจะสาธิตวิธีการขัดเกลาจอบวิญญาณปฐพีด้วย”

หลังพูดจบแล้ว เขามองเหล่าศิษย์นอกทั้งหมด ก่อนจะเริ่มหยิบสิ่งต่าง ๆ ออกมาวางบนโต๊ะ จากนั้นจึงเริ่มบรรยายโดยตรง

หลินมู่เฝ้ามองทุกการเคลื่อนไหวของหลิงอวิ๋นอย่างไม่กะพริบตา เพราะเกรงว่าจะพลาดขั้นตอนสำคัญไป

การเคลื่อนไหวของหลิงอวิ๋นเป็นไปอย่างลื่นไหล แท่งทองสัมฤทธิ์ในมือของเขาเริ่มควบแน่นก่อตัวเป็นจอบ เขายังคงเคลื่อนไหวต่อไป จนก่อเกิดพลังวิญญาณเปล่งประกายออกจากฝ่ามือ จากนั้นควบแน่นพลังวิญญาณแล้วประทับมันลงในจอบก่อนจะสลักอักขระโบราณพร้อมฝังหินวิญญาณลงไปในตัวจอบอย่างคล่องแคล่ว

กระบวนการทั้งหมดลื่นไหลไม่มีสะดุด ทุกคนที่รับชมอยู่รอบด้านเผยสีหน้าประทับใจอย่างช่วยไม่ได้

แม้หลินมู่จะไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย ทว่ามีหลายอย่างที่เขายังไม่เข้าใจ สุดท้ายแล้วการเคลื่อนไหวของศิษย์พี่หลิงอวิ๋นราบรื่นเสียจนเพลิดเพลินในการรับชม ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายต้องฝึกฝนหนักเพียงใดจึงจะเคลื่อนไหวได้ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ในใจของเขายังคงชื่นชมศิษย์พี่หลิงอวิ๋นไม่หยุดหย่อน ส่วนหูยังคงรอรับฟังการบรรยายจากอีกฝ่ายอย่างใจจดจ่อด้วย

ศิษย์พี่หลิงอวิ๋นไม่ทำให้เขาผิดหวัง เมื่อเห็นว่าศิษย์นอกหลายคนยังสับสน เขาจึงอธิบายต่อไปว่า “มีสามหลักการใหญ่ ๆ ในการขัดเกลาอาวุธที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ ประการแรกคือการขึ้นรูปวัสดุ ประการที่สองคือการสลักค่ายกลลงไปในตัววัสดุ และประการที่สามคือการฝังหินวิญญาณ ทั้งหมดนี้คล้ายว่าดูง่ายดาย แต่ถ้าหากพวกเจ้าลองลงมือทำด้วยตนเอง พวกเจ้าจะเข้าใจมันแตกต่างกันไป และสิ่งนี้ถือว่าจะมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนของพวกเจ้าด้วย เอาล่ะ ตอนนี้ข้าจะเริ่มอธิบายโดยละเอียด และบอกกล่าวถึงสิ่งที่พวกเจ้าต้องระมัดระวังให้มาก…”

การบรรยายคราวนี้กินเวลานานกว่าสามชั่วโมง ทุกคนล้วนแต่ตั้งใจฟังไม่มีใครคิดเดินออกไป

ในสำนักดาบพันปักษา มีเพียงศิษย์พี่หลิงอวิ๋นเท่านั้นที่ไม่เห็นแก่ตัว เขาคอยดูแลและสอนทักษะให้กับศิษย์นอกบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดเขาก็หยิบยื่นให้ศิษย์นอกเสมอ ดังนั้นทุกคนจึงค่อนข้างเชื่อฟัง และประทับใจในเจตนาดีของหลิงอวิ๋นอย่างยิ่ง

หลังบรรยายเสร็จสิ้นแล้ว หลิงอวิ๋นไม่ได้พูดอะไรกับพวกเขามากนัก ชายหนุ่มเพียงยกยิ้มก่อนจะจากไป

ผู้คนรอบตัวเริ่มเดินออกไปทีละคน แต่หลินมู่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมและทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้เงียบ ๆ

หลังจากยืนยันว่าจดจำทุกสิ่งได้แล้ว เขาจึงลุกขึ้นและออกจากตำหนักแห่งนี้

หลินมู่จ้องมองแสงแดดสีทองที่สาดส่องลงมาบนพื้น และตระหนักได้ว่าการบรรยายในคราวนี้มีความสำคัญกับเขาอย่างยิ่งใหญ่…

จบบทที่ ตอนที่ 5 ศิษย์พี่ใหญ่หลิงอวิ๋น

คัดลอกลิงก์แล้ว