เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3 เผชิญหน้า

ตอนที่ 3 เผชิญหน้า

ตอนที่ 3 เผชิญหน้า


ตอนที่ 3 เผชิญหน้า

แสงรุ้งของรุ่งอรุณทะลุทะลวงความมืดมิด ท้องฟ้าเริ่มสาง

หลินมู่นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในลานบ้าน ใบหน้าของเขามีความสุขและเปล่งประกายอย่างคนอารมณ์ดี

เขาวางแผนในคืนนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว มีความหวังผุดขึ้นในใจของเขาอีกครั้ง

ทันใดเกิดเสียงเคาะประตูโครมครามดังขึ้น เสียงนี้ขัดจังหวะฝันกลางวันของหลินมู่ทันที

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงเคาะยังคงดัง และดังยิ่งขึ้น พิจารณาจากความดัง และความเร็วในการเคาะคราวนี้ ผู้มาเยือนคงจะมาอย่างเกรี้ยวกราดแน่แล้ว

ที่อาศัยของหลินมู่เป็นเพียงลานสี่เหลี่ยมหนึ่งห้องนอน พร้อมร่มไม้สองต้น และมีบ่อปลาเล็ก ๆ ด้านหลัง

ดูเหมือนว่าผู้ที่มาเยือนจะเกลียดชังผู้เป็นเจ้าของลานแห่งนี้ยิ่ง เขาทุบประตูรุนแรงจนบานไม้สั่นสะเทือนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไปทั่วบริเวณ

หลินมู่เผยสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะเก็บจี้วังวนจันทราไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเดินผ่านต้นไม้โบราณทั้งสองแล้วเปิดประตูออกอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่เปิดประตูออก ใบหน้าอ้วนท้วนปรากฏเต็มประตู ศีรษะขนาดใหญ่พร้อมใบหูกางออกถึงกับบดบังวิสัยทัศน์ภายนอกทันที ใบหน้ามันวาวยิ่งมองยิ่งน่าสะอิดสะเอียน นี่คือศิษย์แรงงาน… หม่าฮวาหยวน

ก่อนหลินมู่จะทันได้พูดอะไร หม่าฮวาหยวนเป็นคนแรกที่เปิดปากคำรามด้วยความโกรธ “แหกตาดูหรือไม่ว่านี่กี่โมงยามแล้ว? รีบไปตักน้ำเร็วเข้า ถ้าหากช้ากว่านี้ข้าจะลงโทษให้เจ้าไปตักน้ำสามสิบถัง”

หลินมู่โกรธทันทีหลังได้รับฟัง เขาพยายามอดกลั้นอารมณ์และกล่าวต่อไปอย่างใจเย็น “ข้าไม่ต้องการเป็นคนรับใช้อีกแล้ว นักบวชหม่าโปรดกลับไปเสีย”

หม่าฮวาหยวนถึงกับตกตะลึง ไอ้ขยะผู้นี้ถึงกับกล้าหาญต่อต้านงั้นหรือ? มืออ้วนยกเกาศีรษะพร้อมแสร้งทำสับสน “ว่าอย่างไรนะ? เจ้าว่าสิ่งใด? ลองกล่าวอีกทีซิ!”

หลินมู่สูดลมหายใจลึกเพื่อระงับอารมณ์ “ข้าไม่ต้องการเป็นคนรับใช้อีกแล้ว จงกลับไปเสีย!”

หม่าฮวาหยวนถึงกับสะดุ้งตัวโยนหลังได้รับฟัง เขายืนนึกคิดสักครู่และสงสัยว่าอีกฝ่ายเมายาวิญญาณที่เสียหายจนกลายเป็นบ้าไปแล้วหรือไม่?

เวลานี้เจ้าอ้วนแสร้งทำกังวลก่อนจะถามว่า “แล้วหากเจ้าไม่ทำงานเป็นคนรับใช้… เจ้าจะเอาหินวิญญาณจากไหนมาจ่ายให้กับสำนักเล่า?”

สำนักดาบพันปักษามีกฎว่าศิษย์นอกจะต้องนำหินวิญญาณระดับต่ำ 10 ก้อนมอบให้สำนักในทุกปี หากว่าในปีนั้นไม่มีจ่าย ก็จะทบไปปีหน้าเป็นสองเท่า และหากปีต่อไปยังไม่มีจ่าย พวกเขาจะทำลายเส้นลมปราณพร้อมจุดตันเถียนของผู้ฝึกตนนั้นโดยตรง เมื่อกลายเป็นคนไร้ประโยชน์แล้วย่อมถูกขับไล่ลงจากภูเขาโดยตรง สุดท้ายแล้วค่าจ้างรายเดือนของหลินมู่คือหินวิญญาณจำนวน 2 ก้อนต่อเดือน สิ่งนี้เพียงพอแล้วที่จะจ่ายให้กับสำนักต่อปี

หลินมู่ยกยิ้มเล็กน้อย “พี่น้องเอ๋ย เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้แทนข้า อย่างไรเสียข้าก็ควรมีหนทาง”

หม่าฮวาหยวนได้ยินหลินมู่พูดอย่างนั้นแล้วถึงกับอึ้งไปสักพักใหญ่ นี่คือหุ่นเชิดที่เขาสามารถใช้รับยาวิญญาณมาได้ฟรี ๆ หากสูญเสียมันผู้นี้ไปแล้วก็น่าเสียดายไม่น้อยใช่ไหม?

น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวโน้มน้าว “พี่น้องเอ๋ย อย่าได้หุนหันพลันแล่นเลย เจ้าเป็นคนรับใช้ทำงานให้กับข้าก็ดีอยู่แล้ว นอกจากจะไม่สูญเสียสิ่งใด เจ้าก็ยังได้รับหินวิญญาณเพียงพอสำหรับจ่ายให้สำนัก อีกทั้งงานไม่ใช่หาง่าย เจ้าควรจะคว้าเอาไว้ให้มั่น สุดท้ายแล้วความผิดพลาดเพียงหนึ่งครั้งอาจเป็นบ่อเกิดแห่งความเกลียดชังชั่วนิรันดร์” คำว่าเกลียดในช่วงท้ายถูกเน้นหนักอย่างจงใจ และน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยภัยคุกคาม

หลินมู่ไม่อยากจะพูดคุยกับเขาอีกต่อไป เวลานี้เขาพยายามอดกลั้นอย่างถึงที่สุด “ข้าจะลองพิจารณาอีกครั้ง หลังจากตัดสินใจแล้วข้าจะบอกกล่าวต่อเจ้าภายหลัง”

ทันทีที่พูดจบ หลินมู่คิดปิดประตูเพื่อขับไล่แขกออกไป แต่ว่าหม่าฮวาหยวนกลับใช้ร่างกายอวบอ้วนของเขาปิดกั้นประตูเอาไว้ก่อน สายตาจับจ้องหลินมู่ทั้งยังเอ่ยเสียงเย็นชา “อย่าปฏิเสธเหล้าไวน์ชั้นเลิศ ไม่เช่นนั้นจะต้องดื่มเป็นการลงโทษ… รีบไสหัวไปตักน้ำเสีย แล้วข้าจะแสร้งทำว่าเรื่องวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้น หากไม่คิดทำตามแต่โดยดีก็อย่าได้ตำหนิที่ข้าหยาบคาย!”

หลินมู่รู้สึกว่าคงไม่สามารถประณีประนอมกับอีกฝ่ายได้ต่อไป เพราะอีกฝ่ายไม่เพียงแต่จะไม่กลับออกไป เขายังต้องการเอารัดเอาเปรียบตนอยู่ตลอดเวลา เวลานี้เขารู้สึกต้องจัดการกับหม่าฮวาหยวนตรงหน้าให้จริงจังเสียที

เห็นใบหน้าอ้วนยื่นเข้ามาใกล้ หลินมู่จงใจคำรามลั่น “ข้าจะทำสิ่งใดมันก็เรื่องของข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์สอดมือมายุ่ง!”

เสียงดังก้องราวระฆังทองคำ ศิษย์นอกที่อยู่ในลานใกล้เคียงได้ยินเสียงพวกเขาทะเลาะกันทันที ทั้งหมดพุ่งออกมาที่หน้าลานของตนเพื่อรับชมสิ่งที่น่าสนใจ ไม่นานผู้คนก็มารวมตัวกันที่ลานหน้าบ้านของหลินมู่มากขึ้นเรื่อย ๆ

ฝูงชนยิ่งมายิ่งมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หม่าฮวาหยวนถึงกับขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้ หากเป็นการรังแกผู้อื่นอย่างลับ ๆ เขามีความกล้าหาญเพียงพอ แต่เขายังไม่กล้าหาญพอที่จะรังแกผู้คนต่อหน้าสาธารณชน หากศิษย์คุมกฎในสำนักมาพบเจอว่าเขาทำร้ายสหายร่วมสำนัก มันจะทำให้เขาหมดที่ยืนทันที

และเขายังไม่ต้องการแบกรับความอับอายในยามนี้ จึงตะโกนออกมาพร้อมใบหน้าแดงก่ำ “เจ้ามันไร้ประโยชน์ คิดจะอยู่อาศัยอย่างสิ้นเปลืองงั้นหรือ? หากไม่ทำงานเป็นคนรับใช้แล้วจะมีปัญญาไปทำสิ่งใด?”

หลินมู่ได้ยินแล้วยิ่งโกรธมากขึ้น อีกฝ่ายคงจะกู่ไม่กลับอีกแล้ว เวลานี้คงจะต้องหักกันไปข้าง เวลานี้เขาทุบขวดโหลก่อนจะชี้ใส่หน้าของหม่าฮวาหยวนพร้อมสาปแช่ง “ข้าทำงานอย่างมีมโนธรรมให้กับสำนักเสมอมา แต่เจ้าล่ะทำสิ่งใด? เจ้ามอบสิ่งใดให้ข้าหรือ? เป็นเจ้าทั้งนั้นที่ขโมยเอายาวิญญาณของข้าเข้าสู่กระเป๋าของตัวเอง ยาวิญญาณที่ข้าได้รับทั้งหมดเป็นสิ่งไร้ประโยชน์! สุดท้ายแล้วเราทุกคนคือเพื่อนมนุษย์ อย่าได้คิดรังแกผู้อื่นมากเกินไป!”

หลังพูดออกไปอย่างนั้นแล้ว หลินมู่วิ่งเข้าไปในห้องของตัวเองแล้วหยิบยาวิญญาณที่เสียหายออกมา จากนั้นโยนมันออกไปนอกลานเพื่อให้ทุกคนได้เห็น แน่นอนว่ามองเพียงครั้งเดียวก็ทราบว่ายานี้เป็นสิ่งไร้ประโยชน์ หากฝืนกลืนมันลงท้องมีแต่จะทำให้เกิดผลเสีย สิ่งที่หลินมู่กล่าวทั้งหมดเป็นความจริง

ศิษย์นอกของสำนักดาบพันปักษาตกตะลึงหลังจากทราบความจริงทั้งหมด พวกเขาเริ่มหันกลับมาสาปแช่งหม่าฮวาหยวนผู้ไร้ยางอายทันที

“ไร้ยางอายสิ้นดี นี่คือการกระทำที่ไร้จิตสำนึก” ศิษย์ในชุดคลุมสีเขียวเอ่ยปากขึ้น หลินมู่หันมองเขาด้วยสายตาขอบคุณ

“สิ่งนี้ผิดแปลกไปจากวิถีแห่งเซียน จิตใจที่ชั่วร้ายคือว่าเป็นบาปสาหัส” บางคนเอ่ยปากขึ้นมา

มีหลายคนออกมาสนับสนุนคำพูดเหล่านี้โดยตรง “สิ่งที่หม่าฮวาหยวนทำเป็นความผิดจริง เขาควรมอบยาวิญญาณสภาพสมบูรณ์ให้กับผู้คน หากเป็นข้าที่ถูกฉกฉวยยาไปเสมอ คงจะหนีไม่พ้นเป็นสุนัขตกอับกระโจนเข้ากำแพง”

หม่าฮวาหยวนหันมองหลินมู่ด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าอ้วนท้วนกระเพื่อมไปมาด้วยความขุ่นเคือง แต่สุดท้ายแล้วความไร้ยางอายของเขาก็มากเหลือเกิน “มันก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือที่ขยะควรจะคู่กับขยะ?”

เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วบริเวณ

มีคนกล่าวสนับสนุนขึ้นมา “เจ้ากล่าวถูกต้องแล้ว สุดท้ายหลินมู่เป็นเพียงคนไร้ประโยชน์ การมอบยาวิญญาณให้เขาเป็นสิ่งที่ไร้ค่า คงดีกว่าหากมอบให้ผู้อื่น”

แต่ก็มีคนกล่าวคัดค้านขึ้นทันที “เจ้าจะกล่าวเช่นนั้นได้อย่างไร? หม่าฮวาหยวนไร้ยางอาย! เขากลืนยาวิญญาณทั้งหมดเพียงผู้เดียว ข้าคิดว่าเขาควรจะแบ่งให้กับพวกเราเท่า ๆ กันดีกว่า เช่นนี้จึงจะถือว่ายุติธรรม”

คำกล่าวนี้ได้รับการสนับสนุนทันที

แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วย “อย่าได้ซ้ำเติมผู้อื่นเช่นนั้น ศิษย์น้องหลินมู่ยิ่งจะเสียใจที่ต้องถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเจ้าอย่าได้ดูถูกผู้อื่นเกินไปนัก”

คนที่กล่าวเช่นนี้ก็ยังเป็นศิษย์ในชุดคลุมสีเขียวเช่นเดิม หลินมู่อดไม่ได้ที่จะลอบชื่นชมเขาอยู่ในใจ และลอบจดจำใบหน้าของเขาเอาไว้

หลินมู่หันมองฝูงชนด้านนอก และสัมผัสได้ว่าตนปลอดภัยแล้ว เขาโค้งคำนับให้กับศิษย์นอกทั้งหมดก่อนจะหันกลับมาหาหม่าฮวาหยวนแล้วพูดว่า “นักบวชหม่า โปรดกลับไปเสีย”

นักบวชหม่าสบถออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด เขาหันหลังกลับไปแต่ก็ไม่ลืมที่จะกล่าวทิ้งท้าย “ไอ้หมาน้อย ฝากไว้ก่อน!”

เห็นว่าเรื่องราวสนุกสนานได้จบลงแล้ว ฝูงชนทั้งหมดแยกย้ายกันไปทันที ศิษย์ชุดคลุมเขียวโค้งคำนับต่อหลินมู่ด้วยรอยยิ้ม หลินมู่โค้งคำนับต่อเขาเพื่อแสดงความขอบคุณเช่นกัน

หลังจากปิดประตูลานเรียบร้อย หลินมู่กลับเข้ามาในห้องของตน

การเผชิญหน้าในคราวนี้กินพลังของหลินมู่ไปมากพอสมควร แน่นอนว่าเขาไม่ได้คิดจะเผชิญหน้ากับหม่าฮวาหยวนรวดเร็วเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างรวดเร็วจนไม่ทันตั้งตัว แม้หม่าฮวาหยวนจะไม่กล้าทำอะไรเขาเมื่อมีศิษย์นอกเฝ้ามองมากมาย แต่ในอนาคตก็เป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดาได้ เขาควรจะต้องระมัดระวังให้มากขึ้น

กลับมาถึงห้องเงียบของตนอีกครั้ง หลินมู่ปูเสื่อฟางพร้อมกับล้มตัวลงนอน

เขาไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน และหม่าฮวาหยวนก็ยังมารบกวนแต่เช้า คราวนี้หลินมู่เหนื่อยมากจนผล็อยหลับสนิทไปอีกครั้ง

จบบทที่ ตอนที่ 3 เผชิญหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว