เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 32 สรรพชีวิต 2

ตอนที่ 32 สรรพชีวิต 2

ตอนที่ 32 สรรพชีวิต 2


ตอนที่ 32 สรรพชีวิต 2

เมิ่งชวนเดินดูคนขายของริมถนนที่ตะโกนเรียกคนให้มาซื้อของ ศิษย์สำนักเต๋าเดินไปด้วยกันสองคนบ้างสามคนบ้าง ต่างพูดจาฮาเฮสนุกสนาน

“ดูสินั่นศิษย์พี่เมิง”

“ศิษย์พี่เมิ่ง”

ศิษย์ของสำนักเต๋าจิงหูตะโกนทักทายออกมาด้วยความเคารพทันที

สิ่งที่เขาเห็นระหว่างทางทำให้เมิ่งชวนยิ้ม ทันใดนั้นเขาก็เห็นชายชราพิการอยู่ข้างถนน ชายชราพิการนั่งอยู่ที่ริมแม่น้ำเฝ้าดูคนเดินผ่านไปมา มีเบ็ดตกปลาอยู่ข้างตัว เขายิ้มและมองดู บางครั้งก็ดูดควันจากกล้องยาสูบกล้องใหญ่

เมิ่งชวนเป็นจิตรกรที่เฉลียวฉลาด ซึ่งสังเกตทุกอย่างด้วยความรอบคอบ เขาสัมผัสได้ถึงความสุขและสบายใจของชายชราพิการ “ความพึงพอใจ” ที่เปี่ยมล้นเป็นพิเศษ 'แต่ผู้เฒ่าท่านนั้นพิการมาก ขาขาดข้างหนึ่งและมือก็ขาดข้างหนึ่ง’

"แม้จะพิการมากขนาดนี้ เขาก็ยังพึงพอใจและสนุกสนานอย่างนี้ได้ยังไง ในเมื่อเขาดูแย่ที่สุดบนถนนทั้งสาย แต่เขากลับมีความสุขมากที่สุดอย่างงั้นรึ" เมิ่งชวนเดินเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ท่านผู้เฒ่า" เมิ่งชวนเดินไปหาและพูดจาอย่างสุภาพ

"มีอะไรรึ"

ชายชราพิการหยิบยาเส้นก้อนใหญ่ด้วยแขนข้างเดียวนั้น แล้วก็มองไปดูและก็อดที่จะอุทานออกมาไม่ได้ว่า "นี่ไม่ใช่นายน้อยเมิ่งชวนหรือยังไง นายน้อยเมิ่งชวนมาคุยกับข้า คนแก่คนนี้จริงๆ ข้าต้องกลับไปบอกเมียของข้าเมื่อข้ากลับไป”

รอยยิ้มของชายชราพิการส่งผ่านไปยังคนอื่นได้อย่างง่ายดาย

เมิ่งชวนกล่าวว่า "ท่านผู้เฒ่า ข้าไม่รู้ว่าท่านมีความสุขมากแค่ไหน อะไรที่ทำให้ท่านมีความสุข"

"ดูสิ พวกวัยรุ่นกำลังฝึกวิชายุทธ และพวกผู้ใหญ่ก็ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ" ชายชราพิการชี้ไปที่ถนน "ข้ามีความสุขที่ได้เห็นทุกสิ่งนี้"

เมิ่งชวนผงะไปชั่วขณะ

"ที่ด่านฉินหยางในปีนั้น เผ่าพันธุ์อสูรได้รวมตัวกันเป็นกองทัพขนาดใหญ่ภายใต้การนำของกลุ่มราชาอสูรพวกมันต้องการจะเข้ามา" ชายชราพิการกล่าว “หากว่าพวกมันเข้าไปได้ เมืองตงหนิงทั้งเมืองและบริเวณโดยรอบก็จะต้องกลายเป็นเศษดินที่ไหม้เกรียมและไม่มีใครสามารถอยู่ได้ ไม่มีใครรอดชีวิต ตอนนั้น ข้า ชายชราคนนี้ รับใช้อยู่ที่ด่านฉินหยาง นับขึ้นไปถึงเทพอสูรนับลงไปถึงทหารทุกคน ...พวกเราพากันต่อต้านอย่างหมดหวัง”

“เทพอสูรได้ต่อสู้กับราชาอสูร”

“พวกเราต่อต้านอสูรทุกตัวด้วยเช่นกัน ซากศพกระจัดกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่งและสหายหลายคนได้เสียชีวิต พวกเราคุยและหัวเราะกันคืนก่อนหน้านั้นและล้มลงในวันนี้ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจพวกเราจะลากอสูรไปตายด้วยกัน” ขอบตาของชายชรามีร่องรอยชุ่มชื้นเล็กน้อย เขายิ้ม "พวกเราฆ่าจนดวงตาเป็นสีเลือด เมื่อพวกเราพบว่าไม่มีอสูรอยู่รอบตัวแล้ว ก็ไม่มีเพื่อนร่วมทางที่สามารถยืนอยู่ได้เหลืออยู่มากมายเท่าไหร่เช่นเดียวกัน"

"พวกเรารอดมาได้เพราะการสนับสนุนของเทพอสูรคนอื่นๆ และในที่สุดก็สามารถปกป้องด่านฉินหยางได้" ชายชราพิการยิ้ม “เราช่วยชีวิตผู้คนหลายสิบล้านคนรอบเมืองตงหนิง ครั้งนั้นทหาร 20 000 คนที่นั่น รอดชีวิตเพียง 1 633 คนเท่านั้น เทพอสูรทั้งห้าที่พิทักษ์ด่านฉินหยาง มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่”

“ทำไมทั้งที่พวกเราทุกคนแม้ว่าจะหมดหวัง แต่เรากลับไม่ต้องการที่จะหนีไปในสถานการณ์ที่สิ้นหวังนี้ นั่นเป็นเพราะพวกเราไม่ต้องการถูกฆ่าฝ่ายเดียว และเราก็ไม่ต้องการใ้ห้คนในตระกูลและลูกๆของเราถูกสังหาร … ข้าหวังว่าพวกเขาจะฝึกฝนอย่างปลอดภัย ดื่มเหล้าชามใหญ่ และโอ้อวดตนเอง หวังว่าพวกเขายังสามารถตบแต่งลูกสะใภ้มีลูกในอนาคต ...” ชายชราพิการยิ้ม "ข้าออกมาทุกวัน มองไปยังผู้คนบนถนนสายนี้ ข้าก็คิดถึงเพื่อนร่วมทางที่ตกตายไปทุกคน มันคุ้มค่า”

"ข้าโชคดีมาก พี่น้องสองหมื่นคนรอดเพียงหนึ่งพันหกร้อยสามสิบสามคน ข้ารอดชีวิต ข้ายังสามารถกินซาลาเปาใส้เนื้อ กินปลา ดื่มเหล้า สูบกล้องยาสูบได้ ... ฮ่าฮ่า ...ข้ามีความสุขแค่ไหน” ชายชราพิการยิ้ม

เมิ่งชวนฟังอย่างเงียบงัน

ความสับสนที่เดิมมีอยู่ในใจของเขาหายไป

บางตระกูลที่น่าสังเวชทำเรื่องที่ไร้สาระจริงๆ เมื่อเทียบกับชายชรา

ตัวอย่างเช่น ตระกูลของพี่น้องหงหยู หงหยูต้องทำงานเป็นสาวใช้ในตระกูลใหญ่เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว พ่อของเธอติดการพนัน ถูกกล่าวหาว่าเป็นหนี้สิน จะบอกว่าถูกหลอกอย่างงั้นรึ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ นี่อาจจะเป็นการโกหกลูกชายของตัวเอง ใครควรจะถูกตำหนิหากว่าไม่อ่านตั๋วสัญญาอย่างรอบคอบ

“มีหลายพันคน”

“บางคนเต็มใจที่จะตกตาย”

“บางคนที่ถึงแม้จะตกสู่ขุมนรกก็ยังยิ้มอย่างสดใส”

"และผู้คนส่วนใหญ่ ... " เมิ่งชวนยังมองไปที่พ่อค้าแม่ค้าและคนเดินเท้าบนถนน "พวกเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังและยุ่งวุ่นวายเพื่อชีวิตของตัวพวกเขาเอง"

เมิ่งชวนกลับบ้าน ทานอาหารกลางวัน และมาที่ห้องทำงาน

คลี่ม้วนกระดาษ เมิ่งชวนก็เริ่มวาดภาพ

มีอะไรมากมายในใจของเขาที่เขาอยากจะวาด

เขาเริ่มต้นด้วยการวาดเมืองตงหนิง …

นับตั้งแต่วันนี้ เมิ่งชวนก็ได้เพิ่มเวลาวาดภาพในช่วงเวลาอื่นของแต่ละวันขึ้นมานอกเหนือจากเวลาฝึกฝนตามปกติ

วาดภาพทุกวัน

ตั้งแต่ฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ร่วง การวาดภาพยังคงดำเนินต่อไปเป็นเวลานานกว่าสี่เดือน เมื่อใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองและเริ่มร่วงหล่น ในที่สุดการวาดภาพก็เสร็จสิ้นลง

นี่คือม้วนภาพขนาดใหญ่ ที่กว้าง 2 เมตร และยาวถึง 5 เมตร

ครึ่งซ้ายของม้วนภาพทั้งหมดนั้นเป็นเมืองโบราณ เมืองตงหนิง

ที่เด่นชัดที่สุดเป็นคฤหาสน์หรูหราแห่งหนึ่ง นั่นก็คือบ้านบรรพบุรุษตระกูลเมิ่ง ในบ้านบรรพบุรุษตระกูลเมิ่ง มีหญิงชราถือไม้เท้ายืนอยู่ที่นั่น ทั้งตัวของเธอเปล่งแสงเรืองรองน่าหวาดหวั่น ด้านข้างมีคนในตระกูลจำนวนมาก เช่น ผู้นำตระกูล ผู้อาวุโสทั้งสาม และเมิ่งต้าเจียง เมิ่งชวนวาดภาพพวกเขาหลายสิบคนอย่างชัดเจน ในขณะที่คนในตระกูลคนอื่นๆนั้นเขาวาดเป็นเพียงแค่เงาร่าง

นอกบ้านบรรพบุรุษตระกูลเมิ่ง

หลิวชาง หัวหน้าแก๊งหมาป่าดำ ยืนโค้งคำนับด้วยความเคารพอยู่ที่นั่น เมิ่งชวนไม่เคยเห็นหลิวชางมาก่อนแต่เขามีภาพเหมือนอยู่ในเอกสาร เมิ่งชวนได้วาดเกินความเป็นจริงให้เห็นว่าภาพวาดหลิวชางนั้นแข็งแกร่งและดุร้ายกว่าตัวจริง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าบ้านบรรพบุรุษของตระกูลเมิ่ง หลิวชางมีความเคารพและประจบประแจงเป็นอย่างมาก

ด้านหลังหลิวชางมี 'โจวเฮ่อ' ที่โค้งคำนับมากยิ่งกว่า โจวเฮ่อถึงกับยิ้มประจบให้แก่หลิวชาง ใบหน้าเปื้อนยิ้มถูกวาดขึ้นอย่างระมัดระวัง

ด้านหลังของโจวเฮ่อก็คือ หงหยูและตี่เชิ่ง ซึ่งเป็นคนที่ระมัดระวังและขี้อายมาก

ที่เหลือเป็นภาพของผู้คนในเมืองตงหนิงทั้งหมด

ผู้หญิงที่น่าสงสารหลายคนที่ถูกบังคับให้ขายตัวโดยครอบครัวของตัวเอง ร้องไห้และเดินไปยังสวนหินร้าง

นอกจากนี้ยังมีคนอีกมากมายหลายสิบคนที่ทำงานหนัก บางคนถึงกับแขนขาดและต้องทำงานด้วยมือข้างเดียว

นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร โรงน้ำชา ร้านก๋วยเตี๋ยว และสถานที่อื่นๆ คนขายของข้างถนน คนเดินเท้า ผีพนัน คนขายที่ดิน ... แน่นอนว่ามีชายชราพิการที่แขนและขาขาดริมแม่น้ำ ตกปลา สูบยากล้อง ยิ้มและมองไปที่ถนนที่อยู่ถัดออกไป เขาอยู่ทางด้านขวาสุดขอดภาพทั้งหมด

เมิ่งชวนวาดภาพคนธรรมดาหลายร้อยคนในเมืองตงหนิง

จุดสนใจอยู่ที่สำนักเต๋า

ในลานฝึกสำนักเต๋าที่วาดโดยเมิ่งชวน มีเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวที่ฝึกฝนวิชาอย่างหนัก และยังมีเจ้าสำนักเก๋อหยู ดื่มเหล้า และให้คำแนะนำอยู่ด้วย สำนักเต๋าอยู่ทางซ้ายสุดของเมืองตงหนิง โดยมีดวงอาทิตย์ขึ้นอยู่ถัดไป ศิษย์สำนักเต๋ากลุ่มนี้ก็คือพระอาทิตย์ขึ้นของเมืองตงหนิง เป็นความหวังทั้งหมดของเมืองตงหนิง

อย่างไรก็ตาม มันอยู่ทางขวาสุดนอกเมืองของทั้งเมืองตงหนิง

นอกเมือง กลุ่มคนหนุ่มสาวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสำนักเต๋า... ภายใต้การจับตามองของกลุ่มพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัว ออกจากเมืองตงหนิงและไปยังสถานที่อื่น

ด้านขวาสุดของภาพทั้งหมด

มันเป็นประตูพรมแดนที่แปดเปื้อนไปด้วยเลือด

มีเทพอสูรและราชาอสูรต่อสู้กัน เทพอสูรคือ 'เมิ่งเซียนกู' และราชาอสูรนั้นเป็นอสูรงูที่บินอยู่บนท้องฟ้า

ที่ชายแดนทหารนับไม่ถ้วนกำลังต่อสู้กับอสูร

ทหารเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเพียงภาพร่าง แต่ก็มีบางคนที่วาดหน้าตาอย่างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น ในหมู่ทหารมีพ่อของเขา เมิ่งต้าเจียง เจ้าสำนักเก๋อหยู ผู้นำตระกูลเมิ่ง สามผู้เฒ่า หลิวชาง โจวเฮ่อ ... แม้ว่าคนเหล่านี้จะมีตัวตนที่แตกต่างกันไปในเมืองตงหนิง แต่ครั้งหนึ่งพวกเขาล้วนเคยมีตัวตนเป็นแบบเดียวกัน นั่นคือทหารเผ่ามนุษย์ที่ต่อสู้กับอสูร

"เสร็จ" เมิ่งชวนวาดคนร่างสุดท้าย นักรบที่แขนขาด เขาแทงกระบี่เข้าที่หัวของอสูร นักรบนั้นก็คือชายชราพิการ เขาจ้องมองไปที่อสูร แต่กลับเหมือนว่าเขากำลังจับจ้องไปที่ด้านซ้ายสุดของภาพวาด ไปที่เมืองตงหนิงอันเงียบสงบ

ภาพทั้งหมดวาดสิ่งที่เมิ่งชวนต้องการแสดงออก

เช่น หัวหน้าแก๊งหมาป่าดำ 'หลิวชาง' เขากลัวตระกูลเเทพอสูร แต่ก็ทำให้นักธุรกิจที่ร่ำรวยบางคนกลัว

โจวเฮ่อที่มีคำสั่งที่เด็ดขาดสามารถรวบรวมคนรับใช้ได้มากมาย แต่เขาก็มีความกลัวมากมายหลายอย่างเช่นกัน

เมิ่งต้าเจียงและคนอื่นๆ มีสถานะที่ค่อนข้างสูง แต่พวกเขาก็ต้องต่อสู้อาบเลือดที่ชายแดนเป็นเวลาสิบปีเช่นเดียวกัน

เทพอสูรอยู่สูงกว่านั้น เป็นเสาหลักของเผ่าพันธุ์มนุษย์

พวกเขาจำเป็นต้องปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด

ในม้วนภาพทั้งหมดนั้น คนธรรมดาถูกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม และผู้หญิงจากสวนหินร้างเหล่านั้นเป็นเพียงไม่กี่คนจากคนธรรมดาจำนวนนับไม่ถ้วน แม้ว่าคนธรรมดาเหล่านี้จะอ่อนแอและต่ำต้อย แต่ก็มีจำนวนมากที่สุดในม้วนภาพ พวกเขาถูกปกป้องโดยเเทพอสูร แต่พวกเขาก็เป็นรากฐานของเผ่าพันธุ์มนุษย์ คนธรรมดาจำนวนนับไม่ถ้วนสามารถให้กำเนิดเทพอสูรจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยเหตุนี้ เผ่าพันธุ์มนุษย์จึงไม่เคยหยุดนิ่ง

ภาพรวมแสดงถึงสามลัทธิเก้ากระแส*

สิ่งที่วาดเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ยังเผยให้เห็นถึงสาเหตุที่เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้

ที่มุมขวาบนของม้วนภาพ เมิ่งชวนเขียนคำสามคำ"สรรพชีวิต"

สรรพชีวิต

มีผู้คนมากมายในที่นี้ เช่น เมิ่งเซียนกู เมิ่งต้าเจียง สามผู้อาวุโส หลิวชาง โจวเฮ่อ  ชายชราที่พิการ เก๋อหยู ฯลฯ ... ตัวละครเหล่านี้คือพวกเขา แต่ก็ไม่ใช่พวกเขา

“เสร็จแล้ว” เมิ่งชวนนั่งบนเก้าอี้ด้วยความรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง

เขาชอบวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก

เป็นเพราะเขาชอบสังเกตสิ่งรอบข้างและจดบันทึกสิ่งที่เขาสังเกตด้วยปากกา ในช่วงแรกเขาวาดโครงร่างภายนอกและระบายสีสดใส ในภายหลังในรูป 'ม้า' เขาค่อยๆวาดเสน่ห์ของม้าจนดูเหมือนมีชีวิต ดังนั้นคนที่ไม่รู้วิธีการวาดภาพจึงตกใจเมื่อเห็นภาพวาดเหล่านี้และยินดีจ่ายในราคาสูง ในเวลานั้นเขาเป็นคนที่มีฝีมือที่สุดในการวาดภาพของตงหนิง

และวันนี้ ... เขาก็ก้าวมาถึงอีกระดับหนึ่งแล้ว

สิ่งที่เขาวาดก็คือ 'ใจ' ของตัวเขาเอง

ดึงอารมณ์ที่รุนแรงทั้งหมดในใจของตนเอง และผสมผสานเข้ากับภาพวาด ในช่วงเวลาของการวาดภาพ ความรู้สึกสำเร็จและความพึงพอใจที่ยิ่งใหญ่ก็ได้เติมเต็มเข้าไปในใจของเขา

“สรรพชีวิต” เมิ่งชวนหลับตาและยิ้ม

ความพึงพอใจอันยิ่งใหญ่ในจิตใจของเขานั้นทำให้เขารู้สึกวิงเวียน

เขาไม่รู้ว่า

ในทะเลจิตที่หว่างคิ้วของเขานั้น

วิญญาณมนุษย์ที่อ่อนจางกำลังค่อยๆกลั่นตัว ในช่วงกว่าสี่เดือนของการวาดภาพ 'สรรพชีวิต' จิตวิญญาณของมนุษย์นี้ค่อยๆเปล่งแสงสว่างทางจิตวิญญาณออกมา และทำให้วิญญาณมนุษย์นี้รวมตัวคงสภาพอยู่อย่างนั้น และเมื่อมันถูกวาดออกมา วิญญาณก็จะยิ่งรู้สึกถึงความสมบูรณ์แบบ ในที่สุดจิตวิญญาณของมนุษย์นี้ก็กลั่นตัวจนแข็งถึงขีดสุด 'ตูม' เกิดเป็นรูปเป็นร่างแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่แท้จริงของมัน

และในขณะนี้ เมิ่งชวนรู้สึกวิงเวียนอยู่ในหัวของตนเองอยู่เช่นกัน

จากนั้น เขาก็ “เห็น” เหมือนดังกับว่า ตัวเองกำลังฝึกฝนปราณอยู่ และเมื่อมองเข้าไปข้างในตัวเอง จิตสำนึกของเขา “เห็น” ช่องว่างอันกว้างใหญ่ระหว่างคิ้วของเขา และมีร่างยืนอยู่ในช่องว่างนี้ ซึ่งเหมือนกับตัวของเขาเอง

-----------------------------------------------------------

สามลัทธิเก้ากระแส* 三教九流 หมายถึง

3 ลัทธิ  (三教) ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาขงจื๊อ ศาสนาเต๋า

9 กระแส (九流) หรือ 9 สาขาอาชีพ มีการแบ่งย่อยเป็นอีก 3 ระดับ คือ.-

ระดับที่ หนึ่ง 9 สาขาอาชีพ ระดับบน(上九流 ได้แก่.-

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (神)、เซียน (仙)、จักรพรรดิ (皇帝)、ขุนนาง (官吏)、ต้มสุรา (烧锅)、โรงรับจำนำ(典当)、พ่อค้า(商贾)、เจ้าที่ดิน(客)、ชาวนา (种田)。

ระดับที่ สอง 9 สาขาอาชีพ ระดับกลาง(中九流)  ได้แก่.-

บัณฑิต (举子)、แพทย์ (医生)、หมอดูฮวงจุ้ย(风水先生、阴阳先生)หมอดูพยากรณ์โชคชะตา(相命)、จิตรกร (丹青)  หมอดูลักษณะนรลักษณ์ (书生)、ปัญญาชน(琴棋)、หลวงจีนพุทธศาสนา (僧)、นักพรตลัทธิเต๋า (道)、。

ระดับที่สาม 9 สาขาอาชีพ ระดับล่างได้แก่.-

หมอผี เขียนเลขยันต์ (巫) 画符念咒招神驱鬼的南方巫师;นางคณิกา 娼(明娼暗娼歌妓);ม้าทรง 大神(以跳唱形式治病的神仙附体的神巫);ยามรักษาการณ์ 梆(更夫);กัลบกหรือช่างตัดผม 剃头的(挑担走四方的理发师);นักดนตรี 吹手(吹鼓手、喇叭匠);นักแสดงปาหี 戏子(各类演员);กระยาจก 叫街(乞丐);คนขายน้ำตาลเป่า 卖糖(吹糖人的)

อ้างอิงจาก เข้าใจไชน่า

จบบทที่ ตอนที่ 32 สรรพชีวิต 2

คัดลอกลิงก์แล้ว