- หน้าแรก
- ได้โปรด! อย่ามารบกวนการบำเพ็ญเซียนของฉัน
- 33 - การสงบศึก
33 - การสงบศึก
33 - การสงบศึก
33 - การสงบศึก
ทันใดนั้น พลันมีเสียงร้องไห้ที่ไม่เหมาะกับสถานการณ์ดังแว่วมาจากที่ห่างไกล
หลิวเหวินหันไปมอง เห็นกลุ่มชายสิบกว่าคนสภาพมอมแมมพาผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งร้องไห้จนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือด เดินโซเซขึ้นมาตามไหล่เขา
เบื้องหลังพวกเขายังมีผู้ประสบภัยจำนวนมากกำลังเดินมาจากเชิงเขา ด้านหลัง และยอดเขา เห็นได้ชัดว่าเป็นกลุ่มผู้ประสบภัยอีกกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งได้ข่าวจึงมามุ่งหน้าเข้าหาเขา
ชายกลุ่มหนึ่งที่เป็นหัวหน้าวิ่งนำไปพูดอะไรกับคนกลุ่มนั้นด้วยท่าทีตื่นเต้น และชี้ไปที่ศพทั้งสี่เบื้องล่าง
ใบหน้าของคนกลุ่มใหม่เปลี่ยนสีไปมา ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนคนหนึ่งวิ่งตรงเข้าไป ตรวจดูศพอย่างละเอียดทุกศพก่อนโบกมือแล้วตะโกนเสียงดัง
“ใช่เลย! พวกสัตว์นรกพวกนี้แหละ! มันตายแล้วจริงๆ!”
ทันใดนั้น หลายคนในกลุ่มนั้นก็ทรุดลงร่ำไห้ บ้างน้ำตานองหน้าพลางด่าทอ
“ตายไปก็ดีแล้ว!”
“สวรรค์ลงโทษพวกมันเสียที!”
และมีเสียงตะโกนลั่น
“ท่านผู้นั้นคือเทพแน่นอน! ฉันเคยเห็นในหนังสือพิมพ์!”
“จักรวรรดิแต่งตั้งเซียนให้มาเป็นผู้ว่าแล้ว!”
“เรารอดแล้ว!”
“ซิ่วอวี้! รีบไปขอให้ท่านเทพช่วยหาลูกของเธอ เร็วเข้า!”
หญิงผู้หนึ่งเดินโซเซเข้ามา ก้มหน้าร่ำไห้พลางกล่าว
“ท่านเทพ...ช่วยลูกฉันด้วยเถอะ! น้ำป่าพัดบ้านฉันไปหมดแล้ว โรคระบาดก็พรากสามีฉันไป ฉันเหลือแค่ลูกๆ เท่านั้น...ถ้าไม่มีพวกเขา ฉันก็ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว...”
เสียงสะอื้นทำให้เธอพูดไม่ชัดนัก
ผู้ประสบภัยทั้งหมดเงียบกริบ หันมาจ้องมองผู้ที่พวกเขาเรียกว่า “ท่านเทพ”
เห็นเขาแหงนหน้า 45 องศามองฟ้า ปิดตานิ่งราวกับสื่อสารกับสวรรค์ แสงสีทองเรืองรองล้อมรอบกาย ดูราวกับปาฏิหาริย์ที่เทพยื่นมือให้
ความเงียบนี้กินเวลาเพียงสิบกว่าลมหายใจ ก่อนที่กลุ่มคนใหม่จำนวนมากจะวิ่งกรูกันเข้ามาอีกครั้ง
พวกเขาตะโกนระหว่างวิ่ง
“กองทัพจักรวรรดิมาแล้ว! พวกเขาจะมาฆ่าเราทุกคน!”
“เขาคือคนหลอกลวง! มันคือแผนของเขา!”
“อย่าเชื่อมัน! พวกมันเป็นพวกเดียวกัน!”
“ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือหลอกลวง!”
ฝูงชนเริ่มแตกตื่น บางคนเริ่มลังเล บางคนสั่นคลอน แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยืนหยัดเชื่อมั่น
“คุณหุบปากไป!”
“แกเป็นสายลับใช่ไหม!?”
ระหว่างที่ถกเถียงกันอยู่ กองทัพจักรวรรดิก็มาถึง
แม้จะวิ่งอย่างเร่งรีบ แต่ภายใต้การนำของฟางต้าซาน พวกเขายังคงรักษารูปขบวนได้อย่างแน่นอน
ฟางต้าซานตะโกนสุดเสียง
“ปกป้องผู้ว่าหลิวโดยเร็ว!”
แม้ผู้ประสบภัยจะมีมากกว่าถึงสิบเท่า แต่ฟางต้าซานไม่แสดงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
ในใจเขารู้ดี หากปล่อยให้ผู้ว่าถูกมวลชนรุมล้อมหรือถึงแก่ชีวิตต่อหน้ากองทัพ การพิจารณาความผิดทางการทหารจะรอเขาอยู่ทันที
ตามกฎจักรวรรดิ หากเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่เสียชีวิตต่อหน้าต่อตาทหารโดยไร้การป้องกัน ย่อมเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต
ดังนั้นเขาจึงต้องแสดงความเด็ดขาด ไม่ว่าจริงหรือเท็จ อย่างไรก็ต้องแสดงออกว่าต่อสู้สุดชีวิตดีกว่ายืนเฉย
เขาไม่ลังเลเลย เมื่อรู้ว่าผู้ว่านำเพียงคนไม่กี่คนไปที่จุดจลาจล เขาก็นำทหารมาทันที
โชคดี สถานการณ์ยังไม่แย่ที่สุด
เขาตะโกนลั่น
“เตรียมพร้อมรบ! ใครแตะต้องผู้ว่าหลิวแม้เพียงเส้นผม ฆ่าทิ้งทันที!”
คำพูดนี้กลับกลายเป็นเชื้อเพลิงใส่กองไฟ ฝูงชนระเบิดเสียงออกมา
“มันร่วมมือกัน!”
“เราถูกหลอกอีกแล้ว!”
“ไม่จริงใช่ไหม?”
“ท่านเทพ! พูดอะไรหน่อยเถอะ!”
“ฆ่ามันก่อนเลย! ถึงตายก็ขอลากมันลงนรกด้วยกัน!”
“พวกเรามีเป็นหมื่น! จะกลัวอะไร! บุกไปพร้อมกัน!”
มวลชนเหมือนน้ำหลากที่พร้อมไหลทะลัก
ได้ยินเสียงแกร๊กพร้อมกันทั่วทั้งแนวฟางต้าซานออกสัญญาณขั้นแรกของการรบ
ทหารทั้งสามพันคนขึ้นไกพร้อม ยิงทันทีหากคำสั่งออก
และในขณะนั้นเอง...
หลิวเหวิน “ตื่น” จากนิทรา แววตาสดใสชำเลืองรอบเดียวก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด
เขาสะบัดมือสลัดคนที่พยายามคว้าตัวเขาออก เสียงของเขาดังชัดเจน
“พี่น้องทั้งหลาย!”
เขาเพิ่มระดับแสงเล็กน้อย เดินลงเขาด้วยความเร็วที่มั่นคง
“จงเชื่อมั่น!”
เพียงคำเดียว ทำให้ฝูงชนสงบลงอย่างมาก
มีคนจำนวนไม่น้อยร่ำไห้ออกมาเมื่อเห็นเขาในแสงทอง
“ฟางต้าซาน!”
เสียงดังก้องกังวาน
ฟางต้าซานตื่นเต้นสุดขีด ตอบกลับด้วยเสียงสูง
“รับคำสั่ง!”
แม้เขาตะโกนเต็มเสียง แต่เทียบกับเสียงของหลิวเหวินก็ยังเหมือนเสียงยุง
“รับคำสั่ง!”
“วางอาวุธ! ประจำที่!”
ฟางต้าซานปลื้มจนอยากกระโดด ตะโกนสุดเสียง
“วางอาวุธ! ประจำที่!”
เขาเป็นคนแรกที่ทำตามคำสั่ง
คลิก! ปลดไกปืน โยนปืนลงพื้น
เสียงแกร๊กดังพร้อมกันทั่วสนาม
ทหารทั้งสามพันคนปลดไก โยนปืนลงดิน ฝุ่นลอยขึ้นสามพันหย่อม
สายลมพัดผ่าน พัดทุกอย่างกลับสู่ความสงบ
ตรงหน้าพวกเขา มีเพียงชายหนุ่มผู้เปล่งแสงทองราวกับเทพจากสวรรค์
หลิวเหวินหันกลับมา ชูมือขวาสูง
“ผมคือหลิวเหวิน ผู้ว่าฉางซาน!”
“ผมจะนำอาหาร น้ำสะอาด เต็นท์ ยา ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีมาให้พวกคุณ!”
“ใครดูถูกพวกคุณ ใครเหยียบย่ำพวกคุณ ใครไม่เห็นหัวพวกคุณ ฆ่ามันให้หมด!”
“แม้แต่เทพสวรรค์ก็ห้ามผมไม่ได้! ผมเป็นผู้บัญชาเอง!”
ราวกับลมพายุขั้นสิบแปดพัดกระหน่ำ
ทลายความสงสัยทุกประการ
ผู้ที่ไม่เชื่อก็เปลี่ยนใจ
ผู้ที่ลังเลก็มั่นใจ
ผู้ที่เคยศรัทธา ก็เต็มไปด้วยความคลั่งไคล้
ไม่มีใครอีกแล้วที่จะต้านทานได้
แม้แต่ฟางต้าซานยังแอบเหลือบมองแสงทองบนร่างหลิวเหวิน แล้วมองฟ้าอันมืดครึ้ม ในใจก็รู้สึกมหัศจรรย์นัก
หลิวเหวินลดความสว่างลงเล็กน้อย พูดว่า
“ฟางต้าซาน ทิ้งกองกำลังไว้หนึ่งกอง เก็บอาวุธทั้งหมดไป ไม่ต้องพกติดตัว”
เขากล่าวกับฝูงชนด้วยเสียงกังวาน
“พี่น้องทั้งหลาย ตามมา”
“รับทราบ” เสียงตอบรับดังกึกก้องราวฟ้าถล่ม แม้แต่ฟางต้าซานเองก็ยังไม่เคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อน
หลิวเหวินเดินนำข้ามเขา ผู้ประสบภัยล้อมรอบเขาด้วยความเคารพบูชา ขณะที่กองทัพเดินตามหลัง
ระหว่างทาง มีฝูงชนเพื่มขึ้นเรื่อยๆ บางคนรีบวิ่งกลับไปแจ้งข่าว คนใหม่ก็กำลังหลั่งไหลมา
หนังสือพิมพ์จักรวรรดิฉบับที่ 81 ถูกส่งต่อจนยับเยิน เต็มไปด้วยคราบฝุ่น
ชั้นนอกของฝูงชนคอยเล่าเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยความตื่นเต้น
ชั้นในสุดคือผู้ติดตามระดับศรัทธาสุดขีด ไม่ละสายตาจากหลิวเหวินแม้แต่น้อย
เมื่อเดินถึงคันกั้นน้ำแห่งหมู่บ้านฉางไป่ ฝูงชนทะยานสู่เจ็ดแปดหมื่นคน และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
หลิวเหวินเลือกผู้ติดตามบางคนขึ้นคันกั้นน้ำ คนอื่นรออยู่ด้านล่าง ไม่มีใครคัดค้าน
สำหรับพวกเขา ท่านเทพจะทำอะไรก็ไม่มีข้อสงสัย
หญิงวัยกลางคนแม่ของเด็กน้อยทั้งสาม ซิ่วอวี้ เธออยู่ในสภาพใกล้จะเป็นลม ความกลัวว่าลูกจะตายยังไม่จาง เธอแทบเดินไม่ไหว ต้องมีคนพยุงขึ้นเขา
เมื่อขึ้นสู่แนวคันกั้น ลมเย็นกระหน่ำ แต่อุณหภูมิไม่อาจลดทอนความศรัทธาของพวกเขา
หลิวเหวินทอดสายตาไป นี่คือสนามรบที่เขาเคยป้องกัน เสียดายที่ยังไม่ตายและไม่สามารถกลับไปฝึกฝนเซียนได้
แต่ไม่นาน...เมื่อเขาได้บุญสัมพันธ์เพียงพอ จะเปิดเกมใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่า เดินบนทางแห่งเซียน ปราบเทพพิชิตฟ้า!
เมื่อเห็นป้ายหินที่สลักชื่อเขา พร้อมคำว่า “เปี่ยมด้วยคุฯธรรม”เต็มไปด้วยเมตตา “ช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยาก” และ “เทพแห่งแสงผู้ทำลายความมืด” ก็รู้สึกหัวใจกระตุก
นี่มันชื่อบ้าบออะไรฟะ!? เหมือนหลุดมาจากนิยายพุทธสายบ้านนอก
เขาอยากได้ชื่อที่แกร่งกร้าวกว่านี้ ดุดัน สะบั้นสวรรค์!
ช่างมันเถอะ...เป็นเพียงศิลาในโลกแห่งวัตถุ ไม่มีค่าอะไร
เขามุ่งหน้าไปทางต้นน้ำของคันกั้น ซึ่งมีภูเขาเล็กๆ เรียกว่าภููเขาชิงเฟิง
ระหว่างเฝ้าคันกั้น เขาเคยนอนในถ้ำแห่งหนึ่งที่นั่นหลายวัน
และที่นั่น...เป็นที่ซ่อนของเด็กทั้งสามคน
นั่นคือคำตอบจาก (เซียนชี้ทาง)
แรกเริ่มเขาใช้ (เซียนชี้ทาง) ถาม
ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงลิ่ว
เขางงมาก ทำไมแค่ถามว่า “เด็กอยู่ไหน” ถึงต้องใช้บุญสัมพันธ์เยอะขนาดนี้? ข้ามมิติไปอยู่ในสวรรค์เรอะ?
แต่ถ้าไม่หาก็ไม่ได้
เพียงแค่ความสงสัยจากมารดา ก็อาจทำให้เขา “จิตไม่สะอาด” เสียแผนบ่มเพาะหมด
จนเขานึกขึ้นได้ว่า
คำถามนี้คือข้อเท็จจริง ใช้ (เซียนชี้ทาง) น่าจะถูกกว่า
และจริงด้วย ใช้เพียง 10% ของพลังวิญาณเท่านั้น แต่เพราะตอนนั้นมีแค่ 4% จึงใช้บุญสัมพันธ์ 13 แต้ม แทน
ยังดีที่สมองไว แก้ไขทัน
เขาเข้าไปในถ้ำโดยใช้วิชากายวิญญาณ กระโดดเหยียบหินลัดผ่านพุ่มไม้ และในที่สุด ก็พบเด็กทั้งสาม
พวกเขาขดตัวอยู่ในมุมถ้ำ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เต็มไปด้วยคราบโคลนและน้ำตา รอยฟกช้ำ รอยถลอก เต็มตัวไปหมด
เด็กชายหนึ่ง เด็กหญิงสอง
อายุราวห้าหกขวบ ตัวผอมแห้งแขนเรียว มีรอยเข็มบนผิวหนัง แสดงว่าถูกฉีดยาสลบ
ใบหน้าหลิวเหวินเปลี่ยนสี
ต้องตรวจร่างกายพวกเขาอย่างละเอียด หวังว่าคงไม่มีผลข้างเคียงระยะยาว
ส่วนพวกสารเลวที่อยู่ในหมู่สายลับพวกนั้ ต้องส่งให้กรมตรวจสอบลงโทษแบบ “พิเศษ” เป็นกรณีตัวอย่าง