- หน้าแรก
- ระบบสัมผัสรับทรัพย์แสนล้าน
- ตอนที่ 480 : ดูท่า นายคงยังไม่รู้จักครอบครัวฉันดีเท่าไหร่...
ตอนที่ 480 : ดูท่า นายคงยังไม่รู้จักครอบครัวฉันดีเท่าไหร่...
ตอนที่ 480 : ดูท่า นายคงยังไม่รู้จักครอบครัวฉันดีเท่าไหร่...
ตอนที่ 480 : ดูท่า นายคงยังไม่รู้จักครอบครัวฉันดีเท่าไหร่...
คาลิดพูดกับผู้จัดการด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก “ถ้าผู้จัดการของนายไม่เก่งพอ ฉันยังมีคนในมืออีกเยอะที่เหมาะกับตำแหน่งนี้นะ”
เพราะตำแหน่งผู้จัดการโรงแรมนั้นสำคัญมากเพราะเจ้าของอาจไม่ได้มาโรงแรมเลยตลอดทั้งปี แต่ทุกเรื่องในโรงแรมต้องผ่านมือของผู้จัดการและถ้าผู้จัดการไม่เด็ดขาดพอโรงแรมก็มีแต่จะวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด
ผู้จัดการได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเจ็บใจไม่น้อย เดิมทีเขาอยากจะอธิบายอะไรออกไปบ้าง แต่ฉู่เจียงก็โบกมือห้ามไว้ก่อน
“มันไม่เกี่ยวอะไรกับเขาหรอก แค่มีพวกหน้าด้านไม่รู้จักกาลเทศะมาขอเช่าโรงแรมเพื่อถ่ายหนังน่ะ”
ฉู่เจียงพูดพลางยิ้มขี้เกียจ “จริงๆ จะให้เช่าก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่พวกนั้นมันทำตัวโอหังเกินไป ฉันเลยไม่อยากยุ่งด้วย”
แล้วก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาหันไปพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “ว่าแต่...เมื่อกี้พวกนั้นพูดว่าเป็นทีมงานถ่ายหนังเรื่อง ‘The Princess’ แล้วก็บอกว่าเจ้าชายลำดับที่สามเป็นผู้ลงทุน...เจ้าชายลำดับที่สามนั่นไม่ใช่พี่น้องของนายเหรอ?”
คาลิดแทบจะพ่นน้ำออกมา!
“หา? พวกนั้นมาจากกองถ่ายเรื่อง The Princess เหรอ?!”
เขารีบเช็ดปากแล้วหันไปมองฉู่เจียงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “คุณชายฉู่... นายไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม?”
ฉู่เจียงเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเขาที่แค่พูดเล่นลอยๆ กลับไปเกี่ยวข้องกับพี่น้องของคาลิดเข้าจัง ๆ
ถ้าเป็นพี่น้องกันจริง แบบนี้ไม่ใช่น้ำท่วมเข้าวังมังกร แล้วจะเรียกว่าอะไร?
“ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ”
“...งั้นงานนี้ได้ดูของจริงแน่!”
คิ้วของคาลิดขมวดแน่นเสียจนเหมือนจะหนีบแมลงวันตาย “จริงๆ ตอนพี่สามของฉันเริ่มโปรเจกต์ละครเรื่องนี้ ถึงแม้ในเน็ตจะเชียร์กันเยอะ แต่แม่ของฉันกับพี่น้องคนอื่นๆ ไม่มีใครเห็นด้วยเลย”
ฉู่เจียงถามด้วยความสงสัย “แล้วทำไมแม่ของนายถึงไม่เห็นด้วยล่ะ?”
“เพราะเจ้าหญิงในเรื่องนั่นแหละ...คือแม่ฉันเอง”
“แม่ฉันเป็นคนที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายมาก ตั้งแต่แต่งงานเข้าวังมา เธอก็ไม่เคยชอบการออกสื่อเลย ไม่ชอบให้ใครสนใจ อยู่บ้านก็ปลูกดอกไม้ อ่านหนังสือ ใช้ชีวิตเงียบๆ พ่อกับฉันเองก็เคารพในการเลือกของท่านมาตลอด ไม่เคยฝืนใจให้ท่านต้องออกไปเจอสังคมเลย แต่พี่สามของฉัน...”
คาลิดพูดถึงตรงนี้ สีหน้าก็เริ่มมืดครึ้มลงทันที
ก่อนหน้านี้ ฉู่เจียงเคยเห็นคาลิดอยู่กับน้องชายอีกสองคน ก็ดูเหมือนจะสนิทกันดี
แต่พอเห็นสีหน้าคาลิด เขาก็อดสงสัยไม่ได้ “พวกนาย...ไม่ใช่พี่น้องกันหมดเหรอ? ลูกแม่เดียวกันแท้ ๆ ไม่น่าจะมีเรื่องผิดใจกันขนาดนี้นี่นา?”
คาลิดได้แต่ยิ้มขื่น “นายอย่าคิดว่าแม่ฉันให้กำเนิดพวกเราทุกคน แล้วพี่น้องทุกคนจะรักกันหมดสิ”
“...งั้นก็มีเบื้องหลังสินะ?”
“ดูท่า นายคงยังไม่รู้จักครอบครัวฉันดีเท่าไหร่...”
คาลิดถอนหายใจเบา ๆ “พ่อฉันมีผู้หญิงเยอะ แม่ของฉันถึงจะสวยมาก แต่ก็เป็นแค่หนึ่งในผู้หญิงหลายคนของเขาและแม้ว่าแม่จะให้กำเนิดลูกหลายคน แต่คนที่พ่อฉันรักจริงๆ กลับไม่ใช่แม่”
“แม่ของฉันไม่ได้รับความโปรดปรานจากพ่อเลยและผลที่ตามมาก็คือ...พวกเราที่เป็นลูกที่เกิดจากแม่คนนี้ ก็มักจะถูกคนอื่นดูแคลน เวลาอยากได้อะไรสักอย่างก็ต้องแย่งกันเองในหมู่พี่น้อง”
“ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับน้องชายสองคนยังพอใช้ได้ โดยเฉพาะน้องชายคนรอง เราสนิทกันมากที่สุด ส่วนกับพี่สามเนี่ย...ตอนแรกเราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันหรอก แต่พอน้องรองฉันกับพี่สามเริ่มไม่ลงรอยกันมากขึ้น ฉันที่สนิทกับน้องรอง ก็พลอยโดนรังเกียจไปด้วย”
“ตอนนี้น่ะนะ ถ้าพี่คนที่สามเห็นหน้าฉันล่ะก็ ก็คงอยากจะฆ่าฉันให้ตายเลยด้วยซ้ำ...”
ฉู่เจียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ฟังดูแล้ว...ครอบครัวนายก็ซับซ้อนใช่เล่นเหมือนกันนะ”
คาลิดส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่ใช่แค่ครอบครัวฉันหรอก ครอบครัวใหญ่ส่วนมากก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น ถึงจะเรียกกันว่าพี่น้อง แต่เอาเข้าจริงก็เป็นคู่แข่งกันมากกว่า”
เขาตบบ่าฉู่เจียงเบาๆ แล้วพูดจริงจัง “พี่สามฉันเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยมาก ถ้านายทำให้เขาไม่พอใจ เขาไม่มีทางปล่อยผ่านไปแน่...แต่ในฐานะเพื่อน ฉันจะไม่ปล่อยให้นายโดนเล่นคนเดียวหรอก ถึงฉันจะไม่สามารถไปเปิดศึกตรงๆ กับพี่สามได้ แต่ถ้านายอยากได้ความช่วยเหลืออะไรก็บอกมาได้เลย ฉันจะช่วยเต็มที่เท่าที่ช่วยได้”
“อืม ถ้ามีอะไรจะขอ ฉันไม่เกรงใจแน่”
ฉู่เจียงไม่ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือนั้น
เรื่องนี้ก็ถือว่าจบลงไปแล้ว
หลังจากกินข้าวกลางวันกันเรียบร้อย ทุกคนก็กลับไปพักที่โรงแรมกันหนึ่งคืน
วันถัดมา คาลิดก็พาฉู่เจียงไปยังสนามแข่งม้าที่ใหญ่ที่สุดในดูไบทันที!
การแข่งขันม้าได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ หลายประเทศมีสนามแข่งพร้อมคาสิโนเฉพาะสำหรับแข่งม้าโดยเฉพาะ
ดูไบเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นแน่นอน!
สนามแข่งแห่งนี้เปิดร่วมกับศูนย์ประชุมทางธุรกิจโดยรอบ มีร้านอาหารและโรงแรมหรูตั้งอยู่เรียงราย พร้อมสวนขนาดใหญ่ให้นักท่องเที่ยวได้เดินเล่นพักผ่อน นอกจากจะได้เข้าชมคอกม้า ใช้เวลาอยู่กับม้าตัวโปรดแล้ว บรรดาทายาทเศรษฐีทั้งหลายยังสามารถเพลิดเพลินกับอาหารเลิศรสและวิวทิวทัศน์ที่งดงามได้อีกด้วย
พูดได้ว่าเป็นแหล่งรวมความบันเทิงและพักผ่อนอย่างสมบูรณ์แบบ
เนื่องจากสถานที่แห่งนี้ถูกจัดให้อยู่ในโซนระดับสูง และต้องใช้ระบบสมาชิกเท่านั้นในการเข้าใช้งาน คนทั่วไปจึงไม่สามารถเข้าได้เลย ทำให้บรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบมาก
ฉู่เจียงได้รับการพาเข้ามาโดยคาลิด โดยเริ่มต้นจากการพาเดินชมสวนรอบๆ ก่อน
“อีกประมาณชั่วโมงนึงจะมีการแข่งขันรอบหนึ่ง ถึงจะไม่ใช่ระดับท็อปของโลก แต่ก็ดุเดือดใช่เล่น เดี๋ยวฉันจะพานายไปดู แล้วนายก็ลองเดิมพันเล่นๆ ดูได้...”
หลังจากเดินดูรอบสนามอยู่พักหนึ่ง พวกเขาก็มาถึงอัฒจันทร์ของสนามแข่งม้าในที่สุด
พื้นที่อัฒจันทร์ของสนามแข่งแห่งนี้ก็ตกแต่งอย่างหรูหราไม่แพ้กัน ทุกที่นั่งถูกจัดให้อยู่ห่างกันพอสมควร เพื่อให้แขกที่ชื่นชอบความเงียบสงบสามารถชมการแข่งขันได้อย่างสบายใจ
ที่นี่มีพนักงานบริการจำนวนมาก เดินคอยให้บริการแขกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม ก็สามารถสั่งได้อย่างสะดวก
ไป๋อวิ๋นเดินตามฉู่เจียงมาด้วย พอรู้สึกกระหายน้ำเล็กน้อย เธอก็โบกมือเรียกพนักงานเสิร์ฟคนหนึ่ง หวังว่าเขาจะเดินมารับออเดอร์ให้หน่อย แต่พนักงานคนนั้นพอเห็นเธอโบกมือกลับทำเป็นไม่สนใจ แถมยังแอบกลอกตาใส่ด้วยท่าทีหยิ่งยโสอีกต่างหาก
ฉู่เจียงเห็นเข้าก็รู้สึกไม่พอใจทันที รีบโบกมือเรียกพนักงานคนนั้นให้เข้ามา!
เขานึกว่าพนักงานคนนั้นอาจดูถูกหรือเหยียดเชื้อชาติ เพราะพวกเขาเป็นคนจีน
แต่ไม่คาดคิดว่า พอเป็นเขาโบกเรียก พนักงานคนนั้นกลับรีบเดินเข้ามาอย่างนอบน้อมทันที “สวัสดีครับคุณลูกค้า ต้องการอะไรหรือเปล่าครับ?” น้ำเสียงท่าทางสุภาพอย่างถึงที่สุด!
ท่าทีของพนักงานทำให้ฉู่เจียงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขาหันไปถามไป๋อวิ๋นว่า “เมื่อกี้เธอจะเรียกเขาทำไมเหรอ? บอกไปสิ”
ไป๋อวิ๋นไม่อยากใส่ใจเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ในเวลามาเที่ยว เธอเลยพูดเบาๆ ว่า “แค่จะขอเครื่องดื่มค่ะ ขอบคุณค่ะ”
“ได้เลยครับ”
แม้พนักงานคนนั้นจะพูดด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ในแววตาก็ยังคงแฝงไปด้วยความดูแคลนอยู่ลึกๆ…