เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6: ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นยืนแล้วงั้นหรือ? คุกเข่าลงไปซะ

บทที่ 6: ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นยืนแล้วงั้นหรือ? คุกเข่าลงไปซะ

บทที่ 6: ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นยืนแล้วงั้นหรือ? คุกเข่าลงไปซะ


บทที่ 6: ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นยืนแล้วงั้นหรือ? คุกเข่าลงไปซะ

ร่างของหลี่ชิงเฟิงร่วงหล่นลงกระแทกพื้นภายในโถงวิหาร

ศีรษะของเขาหลุดลอยแยกออกจากลำตัว

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง กลิ่นคาวเลือดจากด้านนอกก็ลอยโชยเข้ามาภายในโถง

สมาชิกตระกูลหลี่ต่างพากันตื่นตระหนกสุดขีด

พวกเขาลุกขึ้นและรีบคุกเข่าลงกับพื้นโถงวิหารทีละคนๆ

หากมองให้ดีจะเห็นว่าใบหน้าของพวกเขานั้นซีดเผือดไร้สีเลือด

แม้ว่าก่อนหน้านี้ตี้เจวี๋ยเทียนจะดูเย็นชาและสูงส่งยามที่อยู่กับตระกูลหลี่ของพวกเขา ทว่าเขาไม่เคยปลดปล่อยเจตนาสังหารอันมหาศาลเช่นในวันนี้มาก่อนเลย

ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตอบสนองสิ่งใด พวกเขาก็สัมผัสได้ว่าท้องฟ้าเบื้องนอกกำลังมืดมิดลง

สายฟ้าฟาดฟันลงมาในฉับพลัน

มันฉีกกระชากความมืดมิดให้เปิดออก

ฝ่ามือยักษ์ทะลวงสวรรค์ร่วงหล่นลงมาจากความมืดมิดนั้น

และประทับตบลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่ง

ทั่วทั้งเขตแดนสุริยันสวรรค์ถึงกับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

ทุกคนภายในโถงวิหารไม่อาจนั่งติดที่ได้อีกต่อไป

มีเพียงตี้เจวี๋ยเทียนเท่านั้นที่ยังคงดูไม่แยแสต่อสิ่งใด

ในวินาทีนี้ ผู้คนแห่งเขตแดนสุริยันสวรรค์ต่างเฝ้ามองฝ่ามือยักษ์ที่ตกลงมายังพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์ โดยไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจ

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์ถือเป็นหนึ่งในขุมกำลังที่ทรงพลังที่สุดในเขตแดนสุริยันสวรรค์

กระนั้น มันกลับถูกกวาดล้างจนสิ้นซากภายในฝ่ามือเดียว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือตัวตนระดับที่พวกเขาไม่อาจไปล่วงเกินได้อย่างเด็ดขาด

ในเวลานี้ เย่เฉินเองก็สูญเสียความเยือกเย็นที่เคยมีไปจนสิ้น สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง

แม้แต่บุตรแห่งโชคชะตา เมื่อได้กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในอากาศ และได้สบเข้ากับดวงตาที่เย็นชาไร้ความรู้สึกของตี้เจวี๋ยเทียน ในวินาทีนี้เย่เฉินก็ตระหนักได้แล้วว่าตนเองไปล่วงเกินตัวตนระดับไหนเข้า

หลี่ซีหวาดกลัวจนเป็นอัมพาตไปแล้ว นางทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น

นางมองไปที่ชายหนุ่มผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เคย 'ตามใจ' นางมาตลอด

แววตาของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดผวา

"เจ้าอยากจะฆ่ามันไม่ใช่หรือ? ข้าจัดการให้เจ้าแล้วนะ ไม่ต้องขอบใจข้าหรอก"

ตี้เจวี๋ยเทียนมองไปที่เย่เฉินพร้อมกับเอ่ยขึ้น

"ตี้เจวี๋ยเทียน ข้าจะฆ่าเจ้า!"

เย่เฉินเงยหน้ามองตี้เจวี๋ยเทียน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยเจตนาสังหาร

คนเหล่านี้ต้องตายก็เพราะเขา

หากไม่ใช่เพราะเขา คนเหล่านี้ก็คงไม่ต้องตาย

เมื่อคิดได้เช่นนี้ จิตใจของเย่เฉินก็แทบจะพังทลายลง

สิ้นเสียงของเย่เฉิน เขาก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที

เขากำหมัดแน่นจนเกิดแสงสว่างจ้าปรากฏขึ้น

ในเวลานี้ เย่เฉินเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ

กลิ่นอายพลังขอบเขตหลอมความว่างเปล่าขั้นที่หกถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ปิดบัง

เขากระทืบเท้าขวาลงบนพื้นอย่างแรง

พื้นดินแตกออกเป็นหลุมลึกขนาดครึ่งเมตร

ผสานเข้ากับย่างก้าวเมฆาหยาง

เหลือทิ้งไว้เพียงภาพติดตาของเย่เฉินเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้

สีหน้าของผู้คนในโถงวิหารต่างเปลี่ยนไป

"สามหาว!"

"รนหาที่ตาย!"

ในจังหวะที่คนตระกูลหลี่กำลังจะลงมือขัดขวาง พวกเขากลับตระหนักว่าพวกตนถูกสกัดพลังเอาไว้ และร่างที่คุกเข่าอยู่บนพื้นก็ไม่อาจลุกขึ้นมาได้เลย

สีหน้าของพวกเขากลายเป็นตื่นตระหนก

ความเร็วของเย่เฉินนั้นรวดเร็วยิ่งนัก

ทว่าสำหรับตี้เจวี๋ยเทียน ผู้ครอบครองเนตรเทวะมิติ มันกลับเชื่องช้าราวกับหอยทากคลาน

เมื่อเย่เฉินพุ่งเข้ามาจนเหลือระยะห่างจากตี้เจวี๋ยเทียนเพียงห้าเมตร

กลิ่นอายขุมหนึ่งก็ปรากฏขึ้นรอบกายของตี้เจวี๋ยเทียน

แม้มันจะปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียว ทว่าสีหน้าของเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง

ร่างของเขาปลิวละลิ่วกระเด็นถอยหลังกลับไป

เขาพุ่งเข้าชนกระแทกกับเสาภายในโถงวิหารอย่างจัง

เลือดอุ่นๆ คำโตพ่นกระอักออกมา

ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

นั่นคือความหวาดกลัวต่อตี้เจวี๋ยเทียน

เพียงกระบวนท่าเดียว

ไม่สิ มันยังนับเป็นหนึ่งกระบวนท่าไม่ได้ด้วยซ้ำ

ตี้เจวี๋ยเทียนเพียงแค่ปลดปล่อยกลิ่นอายพลังออกมาเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น

เขากลับต้องรับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้

ในเวลานี้ ตี้เจวี๋ยเทียนยังคงรักษาสีหน้าท่าทีที่เฉยเมยเอาไว้

นั่นยิ่งทำให้เย่เฉินดูเป็นเพียงแค่ตัวตลกเท่านั้น

ขณะที่เย่เฉินกำลังพยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืน

"ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นยืนแล้วงั้นหรือ? คุกเข่าลงไปซะ"

ตี้เจวี๋ยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

อุณหภูมิภายในโถงวิหารลดฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็งอย่างรวดเร็ว

เย่เฉินกระอักเลือดสดๆ ออกมาอีกคำ

ร่างของเขาทรุดลงคุกเข่ากับพื้นในทันที

ศีรษะของเขาก้มต่ำลง

ดวงตาของตี้เจวี๋ยเทียนแฝงไว้ด้วยความผิดหวัง

บุตรแห่งโชคชะตามีน้ำยาเพียงแค่นี้เองหรือ?

หลี่ซีถึงกับโง่งมไปแล้ว ชายหนุ่มที่นางเทใจให้ ในความทรงจำของนาง เขาสามารถเอาชนะอัจฉริยะทุกคนที่เผชิญหน้าได้เสมอ ต่อให้ต้องจ่ายด้วยค่าตอบแทนแสนสาหัส เขาก็จะเป็นผู้กำชัยชนะได้ในท้ายที่สุด

ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าตี้เจวี๋ยเทียน เขากลับไม่มีพลังแม้แต่จะต่อต้านเลยสักนิด

แก่นแท้ พลังปราณ และจิตวิญญาณของเขาแทบจะแหลกสลาย

"ที่แท้... เขาก็คือคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดจริงๆ"

ในเวลานี้ หลี่ซีตระหนักได้แล้วว่าตี้เจวี๋ยเทียนต่างหากที่เป็นผู้ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง และสายตาที่นางใช้มองเย่เฉินก็เริ่มเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

สีหน้าของเย่เฉินกลายเป็นน่าเกลียดทันทีที่เห็นการเปลี่ยนแปลงในแววตาของหลี่ซี

ที่เขาทำลงไปทั้งหมดนี่เพื่อใครกัน?

ที่เขาต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ไม่ใช่เพราะนางหรอกหรือ? ทว่าตอนนี้ ในแววตาของนางกลับมีความดูถูกเหยียดหยามเขาแฝงอยู่

"เรียนพระบุตร พบตัวมันแล้วขอรับ"

ทันทีที่ความเงียบงันปกคลุมโถงวิหาร ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น

เมื่อได้เห็นร่างนี้ ผู้คนจำนวนมากในโถงวิหารต่างเผยแววตาดูแคลนออกมา

มันไม่ใช่ความดูถูกต่อยอดฝีมือผู้ทรงพลังที่ปรากฏตัวขึ้น แต่เป็นความดูถูกต่อบุคคลที่ยอดฝีมือผู้นั้นหิ้วร่างมาด้วย ผู้ซึ่งมีสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและมอมแมมสกปรก

ใบหน้าของเขาถูกบดบังจนมองไม่ชัดเจน

ทว่าเมื่อคนผู้นี้มองเห็นเย่เฉิน ดวงตาของเขากลับเบิกโพลง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง

เย่เฉินรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดเมื่อมองไปที่ร่างนั้น

และในไม่ช้า สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไป

เขาจดจำได้อย่างชัดเจนแล้วว่าคนผู้นี้คือใคร

"เย่มู่ เจ้ายังไม่ตายอีกงั้นหรือ?"

เย่มู่ เจ้านี่ไม่ใช่อดีตบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์หรอกหรือ?

เขาถูกทำลายวรยุทธ์จนกลายเป็นคนพิการก็เพราะไปล่วงเกินเย่เฉินเข้า

ในเวลานี้ เย่มู่ดึงเส้นผมที่ปรกหน้าออก

เผยให้เห็นใบหน้าที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งถูกทำลายจนเสียโฉมอย่างหนัก

หลี่ซีถึงกับแสดงความรังเกียจออกมาเมื่อได้เห็นสภาพของเขา

"น้อมคารวะพระบุตร"

เย่มู่มองไปที่ตี้เจวี๋ยเทียนและคุกเข่าลงกับพื้น

"ที่ข้าเรียกเจ้ามาในวันนี้ เจ้าคงรู้แล้วสินะว่าต้องทำสิ่งใด?"

"ขอพระบุตรโปรดวางใจ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอนขอรับ"

"ตี้เจวี๋ยเทียน นี่เจ้าคิดจะทำอะไร?"

จู่ๆ เย่เฉินก็เกิดลางสังหรณ์เลวร้ายขึ้นมาตงิดๆ

"ไม่มีอะไรมาก ก็แค่จะให้เจ้าได้ชมงิ้วฉากเด็ดก็เท่านั้น"

ตี้เจวี๋ยเทียนคลี่ยิ้ม

เย่มู่ชักมีดสั้นออกมา

เขามองไปที่สมาชิกตระกูลเย่ แล้วพุ่งเข้าลงมือทันทีโดยไม่เอ่ยคำพูดใดๆ

เขาตวัดมีดฟันลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่นานนัก สมาชิกตระกูลเย่นับสิบคนก็ร่วงหล่นลงไปนอนจมกองเลือดบนพื้น

แววตาของพวกเขาดับวูบลง ไร้ซึ่งสัญญาณแห่งชีวิต

"เย่มู่ ข้าขอสาปแช่งโคตรเหง้าของเจ้า!"

"เอาเลย! แช่งเลย! ตั้งแต่ที่วรยุทธ์ของข้าถูกทำลาย ตระกูลของข้าก็พินาศย่อยยับ ทุกคนตายกันหมดแล้ว! อยากให้ข้าไปขุดหลุมศพท่านย่ามาให้เจ้าด้วยเลยไหมล่ะ?!"

"ไหนให้ข้าดูหน่อยสิว่าเจ้าจะทำยังไง อย่างมากจะให้ข้าเรียกเจ้าว่าท่านปู่เลยเอามั้ยล่ะ?!"

ดวงตาของเย่มู่เต็มเปี่ยมไปด้วยความบ้าคลั่ง

"ตี้เจวี๋ยเทียน เจ้าต้องการอะไรกันแน่?!"

"ความแค้นส่วนตัว ไม่ควรลากครอบครัวเข้ามาเกี่ยวนะ!"

"เจ้ารู้ด้วยหรือว่าไม่ควรลากครอบครัวมาเกี่ยว? ตอนที่เจ้าเหยียบย่ำหยามเกียรติข้า เจ้าลากคนทั้งตระกูลข้ามาพัวพันด้วย! ข้าก็แค่สนองคืนให้เจ้าบ้างแค่นั้นเอง นี่เจ้าจะบอกว่ารับไม่ไหวแล้วงั้นหรือ?"

"ฆ่าเพิ่มอีกสักสองสามคนสิ จะได้ช่วยสร้างความสำราญให้ยอดอัจฉริยะเย่ของเราหน่อย"

ตี้เจวี๋ยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใดๆ

"เจ้ามันต่ำช้าและไร้ยางอายที่สุด!"

"คุกเข่าลงอ้อนวอนข้าสิ" ตี้เจวี๋ยเทียนกล่าวขึ้น

"เฉินเอ๋อร์ อย่าเด็ดขาดนะ!"

บิดาของเย่เฉินร้องตะโกนห้ามทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น

"พวกเรายอมตายเสียดีกว่าจะต้องมาทนรับความอัปยศเช่นนี้! มันไม่เคยคิดจะละเว้นชีวิตพวกเราอยู่แล้ว!"

ตี้เจวี๋ยเทียนยกยิ้มบางๆ

คลื่นพลังสายหนึ่งแผ่ซ่านออกไป

บิดาของเย่เฉินไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้อีก

แต่แววตาที่เขามองไปยังเย่เฉินยังคงเต็มไปด้วยความร้อนใจ

เย่เฉินไม่กล้าเอาชีวิตคนในครอบครัวมาเดิมพัน

ทว่าใต้เข่าลูกผู้ชายมีทองคำ หากเขายอมคุกเข่าในครั้งนี้ เขาจะยังสามารถยืนหยัดขึ้นมาได้อย่างสง่าผ่าเผยในภายภาคหน้าได้อยู่อีกหรือ?

เย่เฉินตกอยู่ในความสับสนและขัดแย้งในใจอย่างหนัก!

นี่ข้าทำผิดจริงๆ อย่างนั้นหรือ?

ไม่ ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด! ความผิดเพียงอย่างเดียวก็คือความแข็งแกร่งของข้ามันยังอ่อนด้อยเกินไป และไอ้ตี้เจวี๋ยเทียนมันก็ต่ำช้าเกินไปต่างหาก!

หากข้ามีพลังอำนาจอันแข็งแกร่ง ใครหน้าไหนจะมาบังคับขืนใจข้าได้?

ใบหน้าของเย่เฉินเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง ภายในใจเปี่ยมไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ!

แต่เมื่อมองไปที่ใบหน้าของบิดา เย่เฉินก็สงบสติอารมณ์ลงได้ในฉับพลัน!

ความอัปยศอดสูในวันนี้ ข้าจะต้องชำระคืนในวันหน้าอย่างแน่นอน ตี้เจวี๋ยเทียนจะต้องตาย และตระกูลตี้จะต้องถูกถอนรากถอนโคน!

ข้า เย่เฉิน ขอสาบาน!

เย่เฉินเงยหน้าขึ้น!

เขาจ้องมองไปยังใบหน้าที่แสนจะเย็นชาไร้ความรู้สึกของตี้เจวี๋ยเทียน

หัวเข่าของเขาค่อยๆ งอพับลงช้าๆ

ราวกับว่าการกระทำนั้นถูกทำให้เชื่องช้าลงเป็นร้อยเท่า!

ข้อนิ้วมือของเขาขาวซีดจากการกำหมัดแน่นจนเกินไป!

ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไม่หยุด!

เต็มเปี่ยมไปด้วยความคับแค้นใจและไม่ยินยอม!

บิดาของเย่เฉินมีน้ำตาคลอเบ้า เขาพยายามส่ายหน้าห้ามปราม!

เมื่อมองไปที่บิดา เย่เฉินก็คลี่ยิ้มออกมาบางๆ!

เป็นการส่งสัญญาณให้บิดาไม่ต้องเป็นห่วง!

ตึง!

เย่เฉินคุกเข่าลงกระแทกพื้น!

พื้นดินเบื้องล่างถึงกับแตกร้าว!

ทันทีที่เย่เฉินคุกเข่าลง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังก้องขึ้นในหัวของตี้เจวี๋ยเทียนอีกครั้ง!

จบบทที่ บทที่ 6: ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นยืนแล้วงั้นหรือ? คุกเข่าลงไปซะ

คัดลอกลิงก์แล้ว