- หน้าแรก
- ข้าคือตัวร้ายผู้วางหมากเหนือโชคชะตา
- บทที่ 6: ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นยืนแล้วงั้นหรือ? คุกเข่าลงไปซะ
บทที่ 6: ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นยืนแล้วงั้นหรือ? คุกเข่าลงไปซะ
บทที่ 6: ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นยืนแล้วงั้นหรือ? คุกเข่าลงไปซะ
บทที่ 6: ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นยืนแล้วงั้นหรือ? คุกเข่าลงไปซะ
ร่างของหลี่ชิงเฟิงร่วงหล่นลงกระแทกพื้นภายในโถงวิหาร
ศีรษะของเขาหลุดลอยแยกออกจากลำตัว
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง กลิ่นคาวเลือดจากด้านนอกก็ลอยโชยเข้ามาภายในโถง
สมาชิกตระกูลหลี่ต่างพากันตื่นตระหนกสุดขีด
พวกเขาลุกขึ้นและรีบคุกเข่าลงกับพื้นโถงวิหารทีละคนๆ
หากมองให้ดีจะเห็นว่าใบหน้าของพวกเขานั้นซีดเผือดไร้สีเลือด
แม้ว่าก่อนหน้านี้ตี้เจวี๋ยเทียนจะดูเย็นชาและสูงส่งยามที่อยู่กับตระกูลหลี่ของพวกเขา ทว่าเขาไม่เคยปลดปล่อยเจตนาสังหารอันมหาศาลเช่นในวันนี้มาก่อนเลย
ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตอบสนองสิ่งใด พวกเขาก็สัมผัสได้ว่าท้องฟ้าเบื้องนอกกำลังมืดมิดลง
สายฟ้าฟาดฟันลงมาในฉับพลัน
มันฉีกกระชากความมืดมิดให้เปิดออก
ฝ่ามือยักษ์ทะลวงสวรรค์ร่วงหล่นลงมาจากความมืดมิดนั้น
และประทับตบลงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่ง
ทั่วทั้งเขตแดนสุริยันสวรรค์ถึงกับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
ทุกคนภายในโถงวิหารไม่อาจนั่งติดที่ได้อีกต่อไป
มีเพียงตี้เจวี๋ยเทียนเท่านั้นที่ยังคงดูไม่แยแสต่อสิ่งใด
ในวินาทีนี้ ผู้คนแห่งเขตแดนสุริยันสวรรค์ต่างเฝ้ามองฝ่ามือยักษ์ที่ตกลงมายังพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์ โดยไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจ
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์ถือเป็นหนึ่งในขุมกำลังที่ทรงพลังที่สุดในเขตแดนสุริยันสวรรค์
กระนั้น มันกลับถูกกวาดล้างจนสิ้นซากภายในฝ่ามือเดียว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือตัวตนระดับที่พวกเขาไม่อาจไปล่วงเกินได้อย่างเด็ดขาด
ในเวลานี้ เย่เฉินเองก็สูญเสียความเยือกเย็นที่เคยมีไปจนสิ้น สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
แม้แต่บุตรแห่งโชคชะตา เมื่อได้กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในอากาศ และได้สบเข้ากับดวงตาที่เย็นชาไร้ความรู้สึกของตี้เจวี๋ยเทียน ในวินาทีนี้เย่เฉินก็ตระหนักได้แล้วว่าตนเองไปล่วงเกินตัวตนระดับไหนเข้า
หลี่ซีหวาดกลัวจนเป็นอัมพาตไปแล้ว นางทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น
นางมองไปที่ชายหนุ่มผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เคย 'ตามใจ' นางมาตลอด
แววตาของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดผวา
"เจ้าอยากจะฆ่ามันไม่ใช่หรือ? ข้าจัดการให้เจ้าแล้วนะ ไม่ต้องขอบใจข้าหรอก"
ตี้เจวี๋ยเทียนมองไปที่เย่เฉินพร้อมกับเอ่ยขึ้น
"ตี้เจวี๋ยเทียน ข้าจะฆ่าเจ้า!"
เย่เฉินเงยหน้ามองตี้เจวี๋ยเทียน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยเจตนาสังหาร
คนเหล่านี้ต้องตายก็เพราะเขา
หากไม่ใช่เพราะเขา คนเหล่านี้ก็คงไม่ต้องตาย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จิตใจของเย่เฉินก็แทบจะพังทลายลง
สิ้นเสียงของเย่เฉิน เขาก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที
เขากำหมัดแน่นจนเกิดแสงสว่างจ้าปรากฏขึ้น
ในเวลานี้ เย่เฉินเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ
กลิ่นอายพลังขอบเขตหลอมความว่างเปล่าขั้นที่หกถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เขากระทืบเท้าขวาลงบนพื้นอย่างแรง
พื้นดินแตกออกเป็นหลุมลึกขนาดครึ่งเมตร
ผสานเข้ากับย่างก้าวเมฆาหยาง
เหลือทิ้งไว้เพียงภาพติดตาของเย่เฉินเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้
สีหน้าของผู้คนในโถงวิหารต่างเปลี่ยนไป
"สามหาว!"
"รนหาที่ตาย!"
ในจังหวะที่คนตระกูลหลี่กำลังจะลงมือขัดขวาง พวกเขากลับตระหนักว่าพวกตนถูกสกัดพลังเอาไว้ และร่างที่คุกเข่าอยู่บนพื้นก็ไม่อาจลุกขึ้นมาได้เลย
สีหน้าของพวกเขากลายเป็นตื่นตระหนก
ความเร็วของเย่เฉินนั้นรวดเร็วยิ่งนัก
ทว่าสำหรับตี้เจวี๋ยเทียน ผู้ครอบครองเนตรเทวะมิติ มันกลับเชื่องช้าราวกับหอยทากคลาน
เมื่อเย่เฉินพุ่งเข้ามาจนเหลือระยะห่างจากตี้เจวี๋ยเทียนเพียงห้าเมตร
กลิ่นอายขุมหนึ่งก็ปรากฏขึ้นรอบกายของตี้เจวี๋ยเทียน
แม้มันจะปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียว ทว่าสีหน้าของเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ร่างของเขาปลิวละลิ่วกระเด็นถอยหลังกลับไป
เขาพุ่งเข้าชนกระแทกกับเสาภายในโถงวิหารอย่างจัง
เลือดอุ่นๆ คำโตพ่นกระอักออกมา
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
นั่นคือความหวาดกลัวต่อตี้เจวี๋ยเทียน
เพียงกระบวนท่าเดียว
ไม่สิ มันยังนับเป็นหนึ่งกระบวนท่าไม่ได้ด้วยซ้ำ
ตี้เจวี๋ยเทียนเพียงแค่ปลดปล่อยกลิ่นอายพลังออกมาเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น
เขากลับต้องรับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้
ในเวลานี้ ตี้เจวี๋ยเทียนยังคงรักษาสีหน้าท่าทีที่เฉยเมยเอาไว้
นั่นยิ่งทำให้เย่เฉินดูเป็นเพียงแค่ตัวตลกเท่านั้น
ขณะที่เย่เฉินกำลังพยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืน
"ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นยืนแล้วงั้นหรือ? คุกเข่าลงไปซะ"
ตี้เจวี๋ยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
อุณหภูมิภายในโถงวิหารลดฮวบลงจนถึงจุดเยือกแข็งอย่างรวดเร็ว
เย่เฉินกระอักเลือดสดๆ ออกมาอีกคำ
ร่างของเขาทรุดลงคุกเข่ากับพื้นในทันที
ศีรษะของเขาก้มต่ำลง
ดวงตาของตี้เจวี๋ยเทียนแฝงไว้ด้วยความผิดหวัง
บุตรแห่งโชคชะตามีน้ำยาเพียงแค่นี้เองหรือ?
หลี่ซีถึงกับโง่งมไปแล้ว ชายหนุ่มที่นางเทใจให้ ในความทรงจำของนาง เขาสามารถเอาชนะอัจฉริยะทุกคนที่เผชิญหน้าได้เสมอ ต่อให้ต้องจ่ายด้วยค่าตอบแทนแสนสาหัส เขาก็จะเป็นผู้กำชัยชนะได้ในท้ายที่สุด
ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าตี้เจวี๋ยเทียน เขากลับไม่มีพลังแม้แต่จะต่อต้านเลยสักนิด
แก่นแท้ พลังปราณ และจิตวิญญาณของเขาแทบจะแหลกสลาย
"ที่แท้... เขาก็คือคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดจริงๆ"
ในเวลานี้ หลี่ซีตระหนักได้แล้วว่าตี้เจวี๋ยเทียนต่างหากที่เป็นผู้ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง และสายตาที่นางใช้มองเย่เฉินก็เริ่มเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
สีหน้าของเย่เฉินกลายเป็นน่าเกลียดทันทีที่เห็นการเปลี่ยนแปลงในแววตาของหลี่ซี
ที่เขาทำลงไปทั้งหมดนี่เพื่อใครกัน?
ที่เขาต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ไม่ใช่เพราะนางหรอกหรือ? ทว่าตอนนี้ ในแววตาของนางกลับมีความดูถูกเหยียดหยามเขาแฝงอยู่
"เรียนพระบุตร พบตัวมันแล้วขอรับ"
ทันทีที่ความเงียบงันปกคลุมโถงวิหาร ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
เมื่อได้เห็นร่างนี้ ผู้คนจำนวนมากในโถงวิหารต่างเผยแววตาดูแคลนออกมา
มันไม่ใช่ความดูถูกต่อยอดฝีมือผู้ทรงพลังที่ปรากฏตัวขึ้น แต่เป็นความดูถูกต่อบุคคลที่ยอดฝีมือผู้นั้นหิ้วร่างมาด้วย ผู้ซึ่งมีสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและมอมแมมสกปรก
ใบหน้าของเขาถูกบดบังจนมองไม่ชัดเจน
ทว่าเมื่อคนผู้นี้มองเห็นเย่เฉิน ดวงตาของเขากลับเบิกโพลง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง
เย่เฉินรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดเมื่อมองไปที่ร่างนั้น
และในไม่ช้า สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไป
เขาจดจำได้อย่างชัดเจนแล้วว่าคนผู้นี้คือใคร
"เย่มู่ เจ้ายังไม่ตายอีกงั้นหรือ?"
เย่มู่ เจ้านี่ไม่ใช่อดีตบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์หรอกหรือ?
เขาถูกทำลายวรยุทธ์จนกลายเป็นคนพิการก็เพราะไปล่วงเกินเย่เฉินเข้า
ในเวลานี้ เย่มู่ดึงเส้นผมที่ปรกหน้าออก
เผยให้เห็นใบหน้าที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งถูกทำลายจนเสียโฉมอย่างหนัก
หลี่ซีถึงกับแสดงความรังเกียจออกมาเมื่อได้เห็นสภาพของเขา
"น้อมคารวะพระบุตร"
เย่มู่มองไปที่ตี้เจวี๋ยเทียนและคุกเข่าลงกับพื้น
"ที่ข้าเรียกเจ้ามาในวันนี้ เจ้าคงรู้แล้วสินะว่าต้องทำสิ่งใด?"
"ขอพระบุตรโปรดวางใจ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอนขอรับ"
"ตี้เจวี๋ยเทียน นี่เจ้าคิดจะทำอะไร?"
จู่ๆ เย่เฉินก็เกิดลางสังหรณ์เลวร้ายขึ้นมาตงิดๆ
"ไม่มีอะไรมาก ก็แค่จะให้เจ้าได้ชมงิ้วฉากเด็ดก็เท่านั้น"
ตี้เจวี๋ยเทียนคลี่ยิ้ม
เย่มู่ชักมีดสั้นออกมา
เขามองไปที่สมาชิกตระกูลเย่ แล้วพุ่งเข้าลงมือทันทีโดยไม่เอ่ยคำพูดใดๆ
เขาตวัดมีดฟันลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่นานนัก สมาชิกตระกูลเย่นับสิบคนก็ร่วงหล่นลงไปนอนจมกองเลือดบนพื้น
แววตาของพวกเขาดับวูบลง ไร้ซึ่งสัญญาณแห่งชีวิต
"เย่มู่ ข้าขอสาปแช่งโคตรเหง้าของเจ้า!"
"เอาเลย! แช่งเลย! ตั้งแต่ที่วรยุทธ์ของข้าถูกทำลาย ตระกูลของข้าก็พินาศย่อยยับ ทุกคนตายกันหมดแล้ว! อยากให้ข้าไปขุดหลุมศพท่านย่ามาให้เจ้าด้วยเลยไหมล่ะ?!"
"ไหนให้ข้าดูหน่อยสิว่าเจ้าจะทำยังไง อย่างมากจะให้ข้าเรียกเจ้าว่าท่านปู่เลยเอามั้ยล่ะ?!"
ดวงตาของเย่มู่เต็มเปี่ยมไปด้วยความบ้าคลั่ง
"ตี้เจวี๋ยเทียน เจ้าต้องการอะไรกันแน่?!"
"ความแค้นส่วนตัว ไม่ควรลากครอบครัวเข้ามาเกี่ยวนะ!"
"เจ้ารู้ด้วยหรือว่าไม่ควรลากครอบครัวมาเกี่ยว? ตอนที่เจ้าเหยียบย่ำหยามเกียรติข้า เจ้าลากคนทั้งตระกูลข้ามาพัวพันด้วย! ข้าก็แค่สนองคืนให้เจ้าบ้างแค่นั้นเอง นี่เจ้าจะบอกว่ารับไม่ไหวแล้วงั้นหรือ?"
"ฆ่าเพิ่มอีกสักสองสามคนสิ จะได้ช่วยสร้างความสำราญให้ยอดอัจฉริยะเย่ของเราหน่อย"
ตี้เจวี๋ยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ใดๆ
"เจ้ามันต่ำช้าและไร้ยางอายที่สุด!"
"คุกเข่าลงอ้อนวอนข้าสิ" ตี้เจวี๋ยเทียนกล่าวขึ้น
"เฉินเอ๋อร์ อย่าเด็ดขาดนะ!"
บิดาของเย่เฉินร้องตะโกนห้ามทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น
"พวกเรายอมตายเสียดีกว่าจะต้องมาทนรับความอัปยศเช่นนี้! มันไม่เคยคิดจะละเว้นชีวิตพวกเราอยู่แล้ว!"
ตี้เจวี๋ยเทียนยกยิ้มบางๆ
คลื่นพลังสายหนึ่งแผ่ซ่านออกไป
บิดาของเย่เฉินไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้อีก
แต่แววตาที่เขามองไปยังเย่เฉินยังคงเต็มไปด้วยความร้อนใจ
เย่เฉินไม่กล้าเอาชีวิตคนในครอบครัวมาเดิมพัน
ทว่าใต้เข่าลูกผู้ชายมีทองคำ หากเขายอมคุกเข่าในครั้งนี้ เขาจะยังสามารถยืนหยัดขึ้นมาได้อย่างสง่าผ่าเผยในภายภาคหน้าได้อยู่อีกหรือ?
เย่เฉินตกอยู่ในความสับสนและขัดแย้งในใจอย่างหนัก!
นี่ข้าทำผิดจริงๆ อย่างนั้นหรือ?
ไม่ ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด! ความผิดเพียงอย่างเดียวก็คือความแข็งแกร่งของข้ามันยังอ่อนด้อยเกินไป และไอ้ตี้เจวี๋ยเทียนมันก็ต่ำช้าเกินไปต่างหาก!
หากข้ามีพลังอำนาจอันแข็งแกร่ง ใครหน้าไหนจะมาบังคับขืนใจข้าได้?
ใบหน้าของเย่เฉินเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง ภายในใจเปี่ยมไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ!
แต่เมื่อมองไปที่ใบหน้าของบิดา เย่เฉินก็สงบสติอารมณ์ลงได้ในฉับพลัน!
ความอัปยศอดสูในวันนี้ ข้าจะต้องชำระคืนในวันหน้าอย่างแน่นอน ตี้เจวี๋ยเทียนจะต้องตาย และตระกูลตี้จะต้องถูกถอนรากถอนโคน!
ข้า เย่เฉิน ขอสาบาน!
เย่เฉินเงยหน้าขึ้น!
เขาจ้องมองไปยังใบหน้าที่แสนจะเย็นชาไร้ความรู้สึกของตี้เจวี๋ยเทียน
หัวเข่าของเขาค่อยๆ งอพับลงช้าๆ
ราวกับว่าการกระทำนั้นถูกทำให้เชื่องช้าลงเป็นร้อยเท่า!
ข้อนิ้วมือของเขาขาวซีดจากการกำหมัดแน่นจนเกินไป!
ร่างกายของเขาสั่นสะท้านไม่หยุด!
เต็มเปี่ยมไปด้วยความคับแค้นใจและไม่ยินยอม!
บิดาของเย่เฉินมีน้ำตาคลอเบ้า เขาพยายามส่ายหน้าห้ามปราม!
เมื่อมองไปที่บิดา เย่เฉินก็คลี่ยิ้มออกมาบางๆ!
เป็นการส่งสัญญาณให้บิดาไม่ต้องเป็นห่วง!
ตึง!
เย่เฉินคุกเข่าลงกระแทกพื้น!
พื้นดินเบื้องล่างถึงกับแตกร้าว!
ทันทีที่เย่เฉินคุกเข่าลง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังก้องขึ้นในหัวของตี้เจวี๋ยเทียนอีกครั้ง!