- หน้าแรก
- ข้าคือตัวร้ายผู้วางหมากเหนือโชคชะตา
- บทที่ 3: ต้องขออภัยด้วย ข้าลืมแนะนำตัวไป ข้าคือเย่เฉิน บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์
บทที่ 3: ต้องขออภัยด้วย ข้าลืมแนะนำตัวไป ข้าคือเย่เฉิน บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์
บทที่ 3: ต้องขออภัยด้วย ข้าลืมแนะนำตัวไป ข้าคือเย่เฉิน บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์
บทที่ 3: ต้องขออภัยด้วย ข้าลืมแนะนำตัวไป ข้าคือเย่เฉิน บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์
หลังจากที่หลี่มู่ลงมือ หลี่ซีก็ก้าวออกไปข้างหน้า
ทว่ากลับมีร่างหนึ่งก้าวมาขวางหน้าหลี่ซีเอาไว้จากด้านหลัง
"ข้ายังไม่ตาย เจ้าไม่จำเป็นต้องปกป้องข้าหรอก จากนี้ไป ข้าจะเป็นคนปกป้องเจ้าเอง ใครก็ตามที่คิดจะฆ่าเจ้า มันต้องข้ามศพข้าไปก่อน"
น้ำเสียงของเย่เฉินเต็มไปด้วยความโอหังและทรงอำนาจ
เขามองไปที่หลี่มู่อย่างไม่เร่งร้อน ในแววตาเจือปนไปด้วยความดูแคลนเสียด้วยซ้ำ
พวกคุณชายน้อยเหล่านี้ มีทรัพยากรมากมายก่ายกองแท้ๆ แต่กลับไปถึงแค่ขอบเขตทลายมิติ ช่างโง่เง่าราวกับสุกรก็ไม่ปาน
เย่เฉินปรายตามองตี้เจวี๋ยเทียนอย่างลวกๆ ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่สามารถมองทะลุชายหนุ่มผู้ซึ่งไม่ปลดปล่อยกลิ่นอายใดๆ ออกมาเลยผู้นี้ได้
อย่างไรก็ตาม เย่เฉินหาได้ใส่ใจไม่ เขามีไพ่ตายอันทรงพลังซ่อนอยู่
เมื่อมองดูการโจมตีของหลี่มู่ เย่เฉินก็ยังคงไม่แสดงกลิ่นอายพลังใดๆ ออกมา
เขาเพียงแค่ชกหมัดสวนกลับไปยังหลี่มู่
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลี่มู่ก็สบถด่าในใจ เขาไม่คิดเลยว่าน้องสาวของตนจะไปตกหลุมรักไอ้โง่คนหนึ่ง
มีเพียงเหล่าผู้อาวุโสยอดฝีมือของตระกูลหลี่เท่านั้นที่หน้าถอดสี
"ไม่นะ มู่เอ๋อร์ รีบถอยออกมาเร็วเข้า!"
จู่ๆ หลี่มู่ก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความร้อนใจของบิดา จากนั้นเขาก็เห็นสีหน้าหยอกล้อของเย่เฉิน สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไปทันที
หมัดที่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งความผันผวนของพลังใดๆ กลับทำให้เกิดเสียงระเบิดแหวกอากาศดังกึกก้อง
"พรวดดด!"
รอยประทับฝ่ามือและแสงหมัดปะทะเข้าหากัน วินาทีที่สัมผัส ร่างของหลี่มู่ก็ปลิวละลิ่วกลับหลังไป
เขาปลิวกลับไปรวดเร็วยิ่งกว่าตอนที่พุ่งเข้าโจมตีเย่เฉินเสียอีก
เลือดสดๆ คำโตพ่นออกมาจากปาก ท่อนแขนของเขาบิดเบี้ยวและหักสะบั้น
โชคดีที่ในเวลานี้ บิดาของหลี่มู่พุ่งเข้ามารับตัวเขาเอาไว้ได้ทัน มิฉะนั้นเขาคงกระเด็นไปอัดกระแทกกับกำแพงอย่างจัง
เพียงแค่การโจมตีของเย่เฉินก็ทำให้หลี่มู่บาดเจ็บสาหัสแล้ว หากเขาต้องกระแทกเข้ากับกำแพงอีก มีหวังเขาคงได้ตกตายเป็นแน่
เย่เฉินชักหมัดกลับและยืนไพล่มือไว้ด้านหลัง
ราวกับว่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไร้สาระ ซึ่งสำหรับเย่เฉินแล้ว มันก็เป็นเพียงแค่นั้นจริงๆ
เย่เฉินมองไปที่หลี่ซี
แววตาของหลี่ซีเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ นางรู้ดีว่าเย่เฉินกำลังออกโรงปกป้องนาง ทว่าความกังวลใจก็เริ่มตามมาติดๆ
ตี้เจวี๋ยเทียนซึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ได้มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้
เขาถึงกับพูดไม่ออกอยู่บ้าง
ตัวเขาคนก่อนเคยมอบของล้ำค่ามากมายเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้หลี่ซี แต่เขากลับไม่เคยเห็นสีหน้าเช่นนี้ของนางเลย
พอมีคนลงมือทำร้ายพี่ชายแท้ๆ ของตัวเอง เจ้ากลับรู้สึกซาบซึ้งใจซะอย่างนั้น?
รัศมีค่าโชคชะตาของบุตรแห่งโชคชะตานี่มันไร้เหตุผลจริงๆ ไม่รู้จักแยกแยะมิตรหรือศัตรูเอาเสียเลย
ดูเหมือนว่าการเป็นตัวร้ายนี่แหละ ดีที่สุดแล้ว
ตี้เจวี๋ยเทียนมองไปที่เย่เฉิน
ชื่อ: เย่เฉิน
สถานะ: บุตรแห่งโชคชะตา, บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์, นายน้อยตระกูลเย่แห่งเขตแดนชิงมู่
ค่าโชคชะตา: 2,000
ระดับพลัง: ขอบเขตหลอมความว่างเปล่า ขั้นที่หก
กายา: กายาศักดิ์สิทธิ์เก้าหยาง (เพิ่งตื่นรู้)
เคล็ดวิชาบ่มเพาะ: คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เก้าหยาง, ย่างก้าวเมฆาหยาง, ดรรชนีเก้าหยาง...
ตี้เจวี๋ยเทียนเผลอยิ้มออกมา ทว่ามันก็ปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้น
ลำดับต่อไป ตระกูลหลี่สมควรจะลงมือ ทว่าตอนนี้เย่เฉินมีฐานะเป็นถึงบุตรศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สถานะสูงส่งยิ่งนัก ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์คือผู้นำแห่งเขตแดนสุริยันสวรรค์
ตระกูลหลี่นั้นด้อยกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์อยู่มากโข
ในเมื่อตระกูลหลี่ไม่กล้าลงมือ พวกเขาก็คงจะต้องยืมมือเขาให้เป็นผู้ลงหน้าแทน
บางที หากเป็นตัวเขาคนก่อน เขาอาจจะพ่ายแพ้ไปแล้ว ท้ายที่สุดแล้ว บุตรแห่งโชคชะตาก็มักจะไร้เหตุผลแบบนี้ การต่อสู้ข้ามระดับขั้นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ตัวเขาคนก่อนเป็นพวกชอบใช้กำลังข่มเหง บางทีเขาอาจจะเผลอเปิดเผยกายามารออกมา แล้วจากนั้นคนพวกนี้ทั้งหมดก็คงต้องตาย แน่นอนว่าบุตรแห่งโชคชะตาย่อมไม่มีทางตาย
และหลังจากนั้น มันก็จะกลายเป็นวันตายของเขาเอง
ความรู้สึกที่สามารถมองทะลุปรุโปร่งไปซะทุกเรื่องแบบนี้ มันช่างดีจริงๆ
แต่ในเมื่อข้าเป็นตัวร้าย แล้วทำไมข้าต้องไปมีเหตุผลกับพวกเจ้าด้วยล่ะ?
การเป็นตัวร้ายถือเป็นอาชีพที่เสี่ยงอันตรายยิ่งนัก คนเราจึงยิ่งต้องรู้จักปกป้องชีวิตตัวเองให้ดี
โชคดีที่เขาได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตฤทธิ์เทวะขั้นที่ห้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่เห็นหลี่มู่บาดเจ็บสาหัส หลี่ซีไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกเจ็บปวดใจ ทว่านางกลับเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมา
"บังอาจทำร้ายลูกชายข้า รนหาที่ตายนักนะ!"
หลี่ไค บิดาของหลี่มู่และยังเป็นถึงผู้นำตระกูลหลี่ บัดนี้แววตาของเขาเต็มไปด้วยโทสะ
การที่หลี่ไคได้เป็นผู้นำตระกูลหลี่ ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะเขามีลูกสาวที่ดี
เมื่อเห็นลูกสาวของตนไปเข้าข้างคนนอก จะไม่ให้เขารู้สึกหวาดกลัวได้อย่างไร
ในสายตาของตี้เจวี๋ยเทียน ตระกูลหลี่ก็เป็นเพียงแค่หมากที่ใช้แล้วทิ้งได้ทุกเมื่อ
และในจังหวะที่หลี่ไคกำลังจะลงมือ ร่างร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่าอย่างกะทันหัน
เขามองไปที่หลี่ไคด้วยสายตาดูแคลน พร้อมกันนั้น กลิ่นอายอันทรงพลังก็กดทับลงมา
สีหน้าของหลี่ไคอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนไป เขาไม่คาดคิดเลยว่าเย่เฉินจะมีผู้พิทักษ์คอยติดตามมาด้วย
ทว่ากลิ่นอายอันทรงพลังนั้นกลับสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อมันพุ่งเข้าใกล้ตี้เจวี๋ยเทียน
สีหน้าของซีเหมินชิงเปลี่ยนไป จากนั้นเขาก็รีบชักรั้งกลิ่นอายของตนกลับมา
ตี้เจวี๋ยเทียนยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ
"ไม่เลวเลย!"
ไม่มีใครรู้ว่าประโยคนั้นของตี้เจวี๋ยเทียนหมายถึงสิ่งใดกันแน่
กลิ่นอายคุกคามในโถงวิหารสลายหายไปในฉับพลัน กลับคืนสู่สภาวะปกติ
ซีเหมินชิงมองไปที่ตี้เจวี๋ยเทียน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความยำเกรง จากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก และหันไปมองสมาชิกตระกูลหลี่
"ตระกูลหลี่ของพวกเจ้าช่างกล้าหาญชาญชัยนักนะ"
"ถึงกับกล้ารังแกบุตรศักดิ์สิทธิ์คนใหม่แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์ของข้าเชียวหรือ"
ซีเหมินชิงกล่าวด้วยเจตนาสังหาร ท้ายที่สุดแล้ว เขาคือผู้พิทักษ์เต๋าของเย่เฉิน หากมีเรื่องเลวร้ายใดๆ เกิดขึ้นกับเย่เฉิน เขาก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และโดยทั่วไปแล้วก็คงต้องถูกฝังกลบตายตามไปด้วย
สีหน้าของสมาชิกตระกูลหลี่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ในเวลานี้ หลี่มู่ก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา เขามองไปที่เย่เฉินด้วยความริษยาและเคียดแค้น
"ข้าลืมแนะนำตัวไปเลย ข้าคือเย่เฉิน บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์"
หลังจากเย่เฉินกล่าวจบ เขาก็เอียงศีรษะเล็กน้อย เหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าในมุมสี่สิบห้าองศา
"ซี๊ดดด..."
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้น สีหน้าของคนในตระกูลหลี่เปลี่ยนไป
"เขาคือบุตรศักดิ์สิทธิ์คนใหม่ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์อย่างนั้นหรือ!"
"ดูเหมือนจะไม่มีทางผิดพลาดไปได้แน่"
"ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินมาว่า บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ต่อสู้ดิ้นรนมาจากเมืองเล็กๆ อันห่างไกล"
"ใช้เวลาสามปีในขอบเขตหลอมกายา ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตทะเลปราณขั้นที่สี่ แล้วจู่ๆ ก็ทำลายระดับพลังของตนเองทิ้งไป"
"ตอนนั้นใครๆ ก็บอกว่าหมอนี่มันเป็นแค่ไอ้สวะขยะเปียก"
"แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า หนึ่งปีต่อมา เขาจะกระโดดขึ้นมาเป็นยอดฝีมือขอบเขตทะเลปราณขั้นสูงสุดได้โดยตรง!"
เมื่อครึ่งปีก่อน อัจฉริยะลึกลับคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์ พร้อมกับครอบครองกายาอันทรงพลัง
ตอนที่เขาปรากฏตัว เขาก็บรรลุถึงขอบเขตหลอมความว่างเปล่าไปแล้ว
จากนั้น เขาก็เข้าท้าประลองกับบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์คนก่อน
ด้วยพลังเพียงขอบเขตหลอมความว่างเปล่าขั้นที่หนึ่ง เขากลับสามารถต่อสู้ข้ามระดับขั้น จนเกือบจะทำลายวรยุทธ์ของอดีตบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นถึงอัจฉริยะในขอบเขตหลอมความว่างเปล่าขั้นที่ห้าได้สำเร็จ
ตัวเขาเองเพียงแค่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเท่านั้น
ผลลัพธ์ก็คือ เพียงครึ่งเดือนต่อมา เขาก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับระดับพลังที่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมความว่างเปล่าขั้นที่สอง!
บุตรศักดิ์สิทธิ์คนก่อนถูกขับไล่ออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์ ข้อหาไปล่วงเกินเจ้านี่เข้า และตอนนี้ก็คงไปใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ที่ไหนสักแห่ง
เสียงอุทานของคนในตระกูลหลี่ดังอื้ออึง
แม้แต่ศัตรูก็ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชื่นชมเขา
มีเพียงตี้เจวี๋ยเทียนเท่านั้นที่รับฟังด้วยท่าทีเฉยเมย
มันคงจะเป็นของปลอมแน่ หากบุตรแห่งโชคชะตาไม่มีความสามารถแค่นี้
แม้แต่สีหน้าของหลี่ซีก็ยังเปลี่ยนไป
นางไม่คาดคิดเลยว่าเย่เฉินจะเป็นถึงบุตรศักดิ์สิทธิ์คนใหม่ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สุริยันสวรรค์
เมื่อมองไปที่เย่เฉิน นางก็อดไม่ได้ที่จะถูกเสน่ห์ของเขาดึงดูด ใบหน้างามแดงระเรื่อ
เย่เฉินทำทีเป็นไม่แยแสต่อคำพูดเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม ต่อให้เป็นถึงบุตรแห่งโชคชะตา เขาก็ยังเป็นเพียงชายหนุ่มคนหนึ่ง แม้จะพยายามวางท่าสงบนิ่ง แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความอ่อนหัดอยู่ดี
ไม่เห็นหรือไงว่ามุมปากของเจ้านั่นมันแทบจะฉีกไปถึงใบหูอยู่แล้วน่ะ?
"คุณชายเจวี๋ยเทียน ไม่ทราบว่าท่านมีอะไรจะกล่าวหรือไม่"
"ข้ารู้ว่าก่อนหน้านี้ซีเอ๋อร์เคยได้รับการดูแลจากท่าน หากเป็นไปได้ ข้ายินดีจะชดใช้ทรัพยากรเหล่านั้นคืนให้ทั้งหมด"
"ท่านเองก็เห็นแล้วว่าข้ากับซีเอ๋อร์รักกันลึกซึ้งเพียงใด ท่านคงไม่ใช่คนใจแคบอะไรพรรค์นั้นหรอกใช่ไหม?"