- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากลูกหนี้สู่มหาเศรษฐีด้วยการแจ้งเบาะแส
- บทที่ 15 : บัญชีสื่อที่ไร้ยางอาย
บทที่ 15 : บัญชีสื่อที่ไร้ยางอาย
บทที่ 15 : บัญชีสื่อที่ไร้ยางอาย
บทที่ 15 : บัญชีสื่อที่ไร้ยางอาย
ขากลับเขาซื้อกับข้าวกลับมาด้วยสองอย่าง
เขารู้สึกขอบคุณจินเอ๋อร์กับพวกมาก แม้เขาจะเป็นคนชี้เป้าหมายหลักเองก็ตาม แต่หากไม่มีชายทั้งสามคนนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดจึงจะได้เรื่องราวของจางเฉาหยาง
แม้จะจ่ายค่าจ้างไปแล้ว แต่การซื้ออาหารมาเลี้ยงพี่ชายทั้งสามก็ยังอยู่ในวิสัยที่เขาพอจะทำได้
เมื่อหลินหนิงกลับมาถึงห้องพัก ทั้งสามคนตื่นกันแล้ว กำลังนอนเล่นเกมบนมือถือกันอยู่
หลินหนิงตะโกนบอก “พี่ ๆ ลุกมากินข้าว! ดูสิว่าผมซื้ออะไรมา!”
ทั้งสามดีใจเมื่อเห็นกับข้าวเนื้อสัตว์ชิ้นโตที่หลินหนิงซื้อมา
จินเอ๋อร์เอ่ยขึ้น “เฮ้ มีของกินถุงนี้ นายคือพี่ใหญ่เลยล่ะ!”
สวีซานถึงกับบีบเสียงเล็กเสียงน้อยพูดว่า “ขอบคุณนะจ๊ะพี่ใหญ่~~~”
“แหวะ~~~”
หลินหนิงรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างแรง
ชายวัยกลางคนที่เพิ่งตื่นนอน ตาบวมฉุ หน้าตามันแผล็บ บีบเสียงเรียกเขาว่า “พี่ใหญ่” ภาพนั้นช่าง ‘งดงาม’ เสียจนหลินหนิงกินอะไรไม่ลง
จินเอ๋อร์คีบหมูสามชั้นตุ๋นชิ้นโตสีสดใส มันเยิ้ม และนุ่มละมุนขึ้นมาอย่างอารมณ์ดี พลางถามหลินหนิงว่า “รวยแล้วหรือไง ถึงซื้อของหนักท้องขนาดนี้?”
หลินหนิงยิ้มกว้าง “เถ้าแก่พอใจกับข้อมูลที่พวกพี่หามาได้ ก็เลยจ่ายเงินแล้วน่ะสิ!”
ทุกคนกินข้าวกันไปหัวเราะพูดคุยกันไปจนอิ่มหนำ
หลินหนิงเอนหลังพิงหัวเตียงแล้วเอ่ยขึ้น “ผมกะว่าจะหาห้องพักส่วนตัวสักห้อง”
“เอาสิ ยังจะหาแถวนี้อยู่ไหม?”
จินเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ค่อนข้างดีใจกับหลินหนิง
น้องชายคนนี้เป็นคนดี พวกเขาชอบนิสัยใจคอ อีกอย่างเขายังหนุ่มยังแน่น จะมาทนอุดอู้อยู่แบบพวกเขาก็ใช่ที่
“ครับ ในเมื่อพวกพี่คุ้นเคยกับแถวนี้ มีที่ไหนแนะนำบ้างไหม? ไม่ต้องใหญ่ ขอแค่เงียบ ๆ แล้วก็ราคาไม่แพงมากก็พอ”
จินเอ๋อร์คิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตึกขาวเล็ก ๆ หลังเราไง เจ้าของตึกนิสัยดี มีห้องราคาตั้งแต่หกร้อยถึงพันนึง มีห้องน้ำในตัว ใช้เตาแม่เหล็กไฟฟ้าได้ เพิ่งปรับปรุงใหม่ สะอาด แล้วก็ไม่ติดถนนด้วย”
สวีซานกับจางสือโถวพยักหน้าเห็นด้วย พร้อมกับแนะนำห้องเช่าดี ๆ ที่รู้จักอีกสองสามแห่ง
หลินหนิงจะไปหาห้องเองก็ได้ แต่เขาก็ยังอยากบอกจินเอ๋อร์กับพวกอยู่ดี
ในอนาคตยังมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีกสูง จึงไม่อยากให้ขาดการติดต่อ
อีกอย่าง เขาอยากดูปฏิกิริยาของพวกพ้อง หากพวกนั้นอิจฉาริษยาเพียงเพราะเขาได้ดีกว่านิดหน่อย คนพวกนี้ก็ไม่ควรคบหาให้ลึกซึ้ง
แต่จินเอ๋อร์กับพวกไม่ได้อิจฉาริษยาหรือเคืองแค้นอะไร กลับยินดีกับเขาจากใจจริง
สามคนนี้ใช้ได้เลยทีเดียว!
หลินหนิงต้องพักผ่อนในช่วงสองวันนี้แน่ ๆ เขาไม่ได้ชอบความทรมาน แถมแขนก็ยังจับแฮนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไม่ไหวเลยด้วยซ้ำ
เขาใช้เวลาสองวันนี้หาห้องแล้วย้ายของได้
พวกจินเอ๋อร์เป็นคนที่เขาชอบคบค้าสมาคมด้วย แต่สภาพแวดล้อมที่นี่มันแย่เกินไปจริง ๆ
ตึกแถวนี้เป็นตึกสร้างเองทั้งหมด จินเอ๋อร์และคนอื่น ๆ เดินเป็นเพื่อนเขาไปดูสามที่ สุดท้ายเขาก็ตกลงเลือกที่จินเอ๋อร์แนะนำ
ห้องกว้างแค่สิบตารางเมตร แต่มีห้องน้ำในตัว เครื่องปรับอากาศ และยังมีตู้เย็นขนาดเล็กสูงระดับเอวอีกด้วย หลังจากต่อรองราคา ค่าเช่าอยู่ที่แปดร้อยแปดสิบต่อเดือน แม้จะแพงกว่าห้องอื่น แต่ก็สะอาดมากจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะเพิ่งปล่อยเช่าเป็นครั้งแรกหลังจากปรับปรุงใหม่
นอกจากที่นอนแล้ว หลินหนิงก็ไม่มีของอะไรมากนัก
จัดการทุกอย่างเสร็จภายในวันเดียว จินเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ก็มาช่วยหลินหนิงย้ายของ
หลินหนิงรู้สึกเกรงใจไม่น้อย เพราะแขนเขายกของไม่ได้ จางสือโถวจึงเป็นคนแบกทุกอย่างมาให้
“คืนนี้หาร้านนั่งดื่มกันเถอะ”
จินเอ๋อร์ถอนหายใจ “นายจะไม่เก็บเงินไว้ใช้วันหน้าเลยหรือไง? พอได้เงินมาก็ต้องใช้ให้หมดกระเป๋าเลยใช่ไหม?”
สวีซานเสริม “นั่นสิ เมื่อคืนก็กินไปแล้ว เที่ยงนี้ก็กินอีก จะกินอะไรกันนักหนา?”
จางสือโถวตบไหล่หลินหนิง “ให้พี่สอนอะไรหน่อยนะไอ้หนู คนหนุ่มจะขี้เกรงใจก็ไม่แปลก แต่ถ้าลูกผู้ชายมานั่งคิดเล็กคิดน้อยเรื่องเงินทอง ความสัมพันธ์มันจะห่างเหินกันเปล่า ๆ”
“เอาล่ะ ไปพักผ่อนเถอะ แขนแบบนั้นอย่างน้อยอีกสองวันถึงจะออกไปทำงานได้ เก็บเงินไว้เถอะ”
ทั้งสามคนโบกมือลาและจากไปโดยไม่สนใจหลินหนิงอีก
หลินหนิงรู้สึกอบอุ่นในใจ
ในชาติก่อน พ่อไม่รัก แม่ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก เขาเติบโตมาได้ แต่ก็ไม่มีใครเคยสอนเรื่องมารยาททางสังคมให้เลย
พอออกมาเผชิญโลก สิ่งที่เขาเรียนรู้คือการให้ของขวัญเพื่อให้งานราบรื่น ให้ของขวัญเพื่อตอบแทนบุญคุณ และให้ของขวัญถ้าอยากจีบสาว
หลินหนิงยังไม่เข้าถึงศิลปะการเข้าสังคมขั้นสูงนัก ทว่าในฐานะคนที่ไม่มีใครหนุนหลัง เขาไม่อยากติดค้างใคร กลัวคนอื่นจะรำคาญหรือดูถูกว่าไม่รู้จักมารยาท
เจ้าของร่างเดิมฐานะดีกว่าหลินหนิงนิดหน่อย แต่ก็ยังเป็นเด็กหนุ่ม ยังคงคลำหาทางในโลกแห่งความสัมพันธ์อันซับซ้อนของผู้คน
แต่หลินหนิงเข้าใจความหมายของจางสือโถว พวกเขาเป็นพี่น้องที่นิสัยเข้ากันได้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เรื่องเงินทองก็ต้องชัดเจน ให้บุญคุณหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปมา ความสัมพันธ์ถึงจะยืนยาว
หลินหนิงพยักหน้ายิ้มรับ พลางคิดในใจว่า ‘นั่นสิ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล!’
...
หลินหนิงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงพร้อมกับถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุด...
ถึงจะเป็นแค่ห้องเช่า แต่มันก็ทำให้เขาผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่ แถมยังจ่ายด้วยเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองอีกต่างหาก ฮิฮิ
เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาไถดูวิดีโอ สาวสวยที่รอคอย กีบเท้าลา และการสร้างที่พักเพื่อเอาชีวิตรอดในป่า พี่มาแล้ว!
ใครจะไปเข้าใจความสุขของการอยู่คนเดียว! ไม่มีกลิ่นเท้าเหม็นเปรี้ยวมากวนใจ ภาพสาวสวยในกล้องก็ดูคมชัดขึ้นเป็นกอง~~
“อืม คนนี้ใช้ได้เลย ไม่เลว ๆ!”
“โอ้โห? ขาวจั๊วะน่าเจี๊ยะ!”
“จะมามัวทำตัว ‘ผู้ดี’ ไปทำไมล่ะจ๊ะสาวน้อย? พวกผู้ชายอย่างเราชอบความ ‘ใจถึง’ ของน้องมากกว่านะ!”
จนกระทั่ง—
หลินหนิงจ้องมองวิดีโอจากบัญชีสื่อแห่งหนึ่ง ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“ตำรวจทำร้ายประชาชนที่สถานีตำรวจในปักกิ่ง”—ในวิดีโอปรากฏภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายกำลังกดผู้ชายคนหนึ่งลงกับพื้นอย่างรุนแรง ชายคนนั้นดิ้นรนไม่หยุด ไม่มีเสียงเหตุการณ์จริง มีเพียงดนตรีประกอบเศร้า ๆ
นี่มันเรื่องที่เกิดที่สถานีตำรวจเมื่อวานไม่ใช่หรือไง?
วิดีโอมีข้อความบรรยายว่าชายคนหนึ่งถูกทำร้ายและไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แต่คนร้ายกลับกำแหงหนักกว่าเดิม คว้าเก้าอี้ฟาดเขาต่อหน้าตำรวจ แทนที่ตำรวจจะจับคนร้าย กลับจับเหยื่อเสียเอง แถมยังมีคำถามทิ้งท้ายว่า “โลกใบนี้มันเกิดอะไรขึ้น?”
หลินหนิง: “??? บ้าอะไรเนี่ย ‘เกิดอะไรขึ้น’ บ้าบออะไร?”
หลินหนิงเปิดดูช่องแสดงความคิดเห็น ซึ่งเต็มไปด้วยความโกรธแค้น มีการคาดเดาไปต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับตัวตนของคนร้าย และการประณามตำรวจ...
ถ้าเขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเอง ก็คงเกือบจะเชื่อไปแล้ว พูดตามตรง เพลงประกอบก็เข้าจังหวะ แถมข้อความก็ดึงดูดความสนใจได้ดีทีเดียว
แต่คนที่ถ่ายคลิปต้องรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ! อย่างน้อยก็ต้องได้ยินเขาร้องตะโกนว่า “เขามีปืน!” แน่ ๆ
อีกอย่าง ใครที่ไถดูวิดีโอมาหลายวันก็ต้องดูออกว่าวิดีโอพวกนี้มีรูปแบบการนำเสนออย่างไร
ทำไมถึงไม่ถ่ายคนที่ลงมือทำร้ายล่ะ? อ๋อ เพราะตอนนั้นหลินหนิงใส่ชุดพนักงานส่งของอยู่ มันเลยไม่เข้ากับตรรกะในเรื่องแต่งของคุณใช่ไหมล่ะ?
ผมทำความดีเป็นฮีโร่แท้ ๆ แต่ในเรื่องของคุณ ผมกลับกลายเป็นอันธพาลไปเสียนี่?
หลินหนิงข่มความโกรธไว้ในใจแล้วเริ่มพิมพ์ข้อความแสดงความคิดเห็น
เขาเล่าลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยละเว้นเรื่องที่เขาแก้แค้นตำรวจ และเล่าเฉพาะเหตุการณ์ทั้งหมดในมุมมองของเขา เขาชี้ให้เห็นกลอุบายของวิดีโอและเจตนาของคนอัปโหลดที่จงใจตัดคนร้ายออกไป
ที่เขาพิมพ์ลงไปไม่ได้หวังจะเตือนสติบัญชีสื่อพวกนั้นหรอก แต่ทำเพื่อคนที่เข้ามาอ่านความคิดเห็น อย่างน้อยพวกเขาก็ควรจะได้รับรู้ความจริง
อย่าปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเครื่องมือของคนอื่นเลย พับผ่าสิ
หลังจากพิมพ์ข้อความชี้แจงอย่างมีเหตุมีผลเสร็จ หลินหนิงก็ค้นหาแฮชแท็ก
พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เหตุการณ์เพิ่งเกิดเมื่อบ่ายวานนี้ แต่มีวิดีโอที่เล่าเรื่องไปในทิศทางเดียวกันนี้โผล่มาเป็นสิบ ๆ คลิปแล้ว
เดี๋ยวสิ—พวกสื่อทางการมาร่วมวงกับเขาด้วยทำไม? ได้ตรวจสอบความจริงก่อนแชร์หรือเปล่าเนี่ย?
หลินหนิงตามไปแสดงความคิดเห็นในทุก ๆ คลิปด้วยความภาคภูมิใจ อย่างน้อยเขาก็เป็นประจักษ์พยานตัวจริงในเหตุการณ์นี้ นี่มันข้อมูลจริงจากวงในเชียวนะ!
เขากดออกจากหน้าค้นหาเพื่อจะกลับไปดูสาวสวยต่อ แต่กลับเห็นตัวเลขแจ้งเตือนสีแดงด้านล่างหน้าจอพุ่งขึ้นไม่หยุด เพียงไม่กี่วินาทีก็พุ่งทะลุ 99+
หลินหนิงกดเข้าไปดู แล้วก็พบว่าความคิดเห็นที่เขาเพิ่งโพสต์ไปเมื่อครู่นี้กลายเป็นกระแสไวรัลไปเสียแล้ว