- หน้าแรก
- ยอดซินแสไขปริศนากับคดีลี้ลับระดับวีไอพี
- บทที่ 303 - กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
บทที่ 303 - กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
บทที่ 303 - กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
บทที่ 303 - กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
พวกเราล้มลุกคลุกคลาน กองทับกันระเนระนาด เผลอไปกินเต้าหู้ถานไถซูเป่ยกับซืออันโหรวเข้าให้แล้ว
ไอ้อ้วนโดนชนกระเด็นไปอยู่ข้างในสุด เขาส่ายหัวลุกขึ้นยืน พลางพูดว่า "น้องชาย สาวๆ พวกนี้พูดถูก นายมันโรคจิตจริงๆ ดูสิ เอาเปรียบชาวบ้านเขาไปทั่ว ทีฉันล้มเหมือนกัน ทำไมไม่ได้กำไรสักนิดเลยวะ~"
"..."
อธิบายไปจะมีประโยชน์อะไร?
ยังไงก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนด่าว่าโรคจิตอยู่แล้ว รับสมอ้างไปเลยก็แล้วกัน...
จงหลินกับสาวๆ ถลึงตาใส่ฉันอย่างเหลืออด แต่ฉันก็ทำหน้าซื่อตาใส พวกเธอเลยไม่กล้าลงไม้ลงมือกับฉัน
จะว่าไป ที่นี่น่าจะเป็นถ้ำ ผนังถ้ำมีคราบน้ำเกาะอยู่ จับดูแล้วรู้สึกลื่นมาก
พอมองกลับไปข้างหลัง ควันสีเขียวจางหายไปหมดแล้ว แต่ก็มองไม่เห็นปากถ้ำ เห็นแค่กองหินปิดทางเอาไว้
ฉันจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง แล้วถาม "พวกเราเข้ามาได้ยังไง?"
ไอ้อ้วนทำหน้าได้ใจสุดๆ "ความลับสวรรค์ห้ามแพร่งพราย พวกนายรู้แค่ว่าปลอดภัยก็พอ ออกไปแล้วอย่าไปบอกใครล่ะว่ามีทางนี้อยู่"
รับปากคนอื่นไว้ ก็ต้องทำให้ได้
ไอ้อ้วนช่วยให้พวกเราหนีออกจากเขาหลางโข่วได้ ถือว่ามีบุญคุณกับพวกเรามาก!
ตู้เยวี่ยยังสลบไม่ได้สติ อาการบาดเจ็บก็ยังไม่แน่ชัด ต้องรีบพาไปรักษาให้เร็วที่สุด
อุโมงค์นี้ไม่มีร่องรอยการตกแต่งใดๆ มีแสงสว่างลอดเข้ามา แต่ไม่รู้ว่ามาจากไหน
พวกเราเดินตามอุโมงค์ไปเรื่อยๆ ประมาณสามกิโลเมตร ก็โผล่ออกมาที่ลำธารสายเล็กๆ แห่งหนึ่ง
บริเวณลำธารเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า สังเกตดีๆ จะเห็นร่องรอยการถูกเหยียบย่ำแถวปากถ้ำ น่าจะเป็นฝีมือไอ้อ้วนตอนที่เข้ามา
ปีนขึ้นจากลำธารไปอีกสิบกว่าเมตร ถึงจะทุลักทุเลไปบ้าง แต่พวกเราก็ปีนขึ้นมาจนได้
อย่าดูถูกความอ้วนของเขาเชียว ไอ้อ้วนเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไวมาก เขาเกาะกิ่งไม้ปีนขึ้นมาอย่างง่ายดาย เหงื่อสักหยดก็ไม่มีให้เห็น!
เขามองฉันแล้วถาม "นายดูอ่อนแอนะเนี่ย ชื่ออะไรล่ะ?"
ฉันหอบหายใจ หยิบบุหรี่ส่งให้เขามวนหนึ่ง เขาหลับไปจุดสูบ ฉันก็จุดสูบบ้าง อัดควันเข้าปอดลึกๆ แล้วตอบ "หวังจือชู หวังที่มีสามขีด จือชูที่แปลว่าจุดเริ่มต้น"
เขาสูบบุหรี่แล้วแนะนำตัว "เปาเย่ เย่ที่แปลว่ากรรม ไม่ใช่เย่ที่แปลว่ากลางคืน"
จงหลินที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดแทรกขึ้น "ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าชอบเหมาข้ามคืน"
เปาเย่ลูบคางหนาๆ สองชั้นของตัวเอง "ไม่ได้โม้นะ ที่เมืองโจวซาน ถ้านายไปนวดเท้า แล้วอ้างชื่อฉัน รับรองว่าบริการประทับใจ เขารู้กันทั้งนั้นแหละว่าฉันน่ะสายเหมาข้ามคืน"
"..."
ไอ้อ้วนคนนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ถึงจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่ความประทับใจแรกก็ถือว่าผ่าน แถมยังช่วยชีวิตพวกเราไว้อีก
ดูจากหน้าตา เขาน่าจะอายุประมาณยี่สิบเอ็ดยี่สิบสอง ไล่เลี่ยกับฉัน แต่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่า แล้วก็ตัวใหญ่กว่าฉันตั้งสองเท่า
บนใบหน้าเขามีกลิ่นอายของเต๋าแผ่ซ่านออกมา ฉันเลยไม่ได้ลองวิชาดูโหงวเฮ้งกับเขา
หลังจากแนะนำตัวกันพอหอมปากหอมคอ พอบุหรี่หมดมวน ไอ้อ้วนก็ขอตัวแยกไป
พวกเรามีธุระสำคัญ ต้องรีบไปจัดการ เลยไม่ได้รั้งเขาไว้
ตอนนี้พวกเราช่วยตู้เยวี่ยออกมาได้แล้ว ขอแค่เธอฟื้นขึ้นมา เธอก็จะเป็นพยานปากเอกชั้นดี ว่าพวกมู่เต้าซูทำอะไรกับเธอไว้บ้าง!
ดังนั้น มู่เต้าซูกับพวกไม่มีทางปล่อยให้ตู้เยวี่ยรอดกลับไปได้แน่!
วิชาของเต๋ามีเป็นร้อยเป็นพันวิธี ถึงเราจะหนีออกมาได้อย่างแนบเนียน แต่ก็ใช่ว่าพวกมันจะตามหาตู้เยวี่ยไม่เจอ
เมืองโจวซานเป็นถิ่นของมู่เต้าซูกับพวก ขืนอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่ปลอดภัย ทางที่ดีที่สุดคือรีบหนีไปเมืองซูหนาน!
วันนี้คือวันสุดท้ายที่ศูนย์ซื่อหลงรับปากจะคุ้มครองฉัน ถ้าไปถึงซูหนานได้ พวกมู่เต้าซูจะแตะต้องพวกเราก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว!
ส่วนซืออันโหรวไม่ได้ตามพวกเราไป เพราะต้องดูแลเสี่ยวอวิ๋น
ด้วยฝีมือของเธอ ขอแค่ไม่ไปในที่เปลี่ยวๆ กลางวันแสกๆ แบบนี้ ก็ไม่มีใครทำอันตรายเธอได้หรอก
พวกเราหารถไม่ได้ ก็เลยต้องอาศัยรถทัวร์ที่วิ่งผ่านไปมาแทน
พวกเราอยู่ในชุดปีนเขา สภาพมอมแมม แถมยังหอบคนสลบมาด้วย จะไม่ให้เป็นเป้าสายตาก็คงยาก
แต่ขอแค่ปลอดภัย สายตาคนอื่นก็ช่างมันเถอะ
รถทัวร์คันนี้วิ่งไปเมืองซูหนาน ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข ไม่ได้ขึ้นทางด่วน เลยมีจอดรับส่งผู้โดยสารบ้างเป็นระยะ
พอขึ้นรถได้ ฉันก็รีบโทรหาเซียวเฉิงหลิน นัดให้เขาไปรอที่จุดเชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข ระหว่างเมืองโจวซานกับซูหนาน
เขาแปลกใจมากที่พวกเราช่วยตู้เยวี่ยออกมาได้
นอกจากจะแปลกใจแล้ว เขายังมีข่าวร้ายกับข่าวดีมาบอกพวกเราด้วย
ข่าวนี้เกี่ยวกับสีมู่หลี่
ตามหลักแล้ว เซียวเฉิงหลินไม่น่าจะรู้เรื่องที่เราไปเจอกับสีมู่หลี่ได้ แต่การที่เขาพูดถึงสีมู่หลี่ขึ้นมา ก็แสดงว่าเขาแอบสืบรู้มาแล้ว
ข่าวร้ายคือ สีมู่หลี่ฆ่าคนระดับบิ๊กของศูนย์ซื่อหลง แล้วก็หนีหายเข้ากลีบเมฆไป ถ้าพวกเราไปถึงซูหนาน คนของศูนย์ซื่อหลงต้องมาตามล่าพวกเราแน่
ส่วนข่าวดีคือ เซียวเฉิงหลินจะคุ้มครองพวกเราเป็นวันสุดท้าย และภายในวันนี้ เขาจะไม่ยอมให้คนของศูนย์ซื่อหลงแตะต้องพวกเราเด็ดขาด!
จงหลินพูดขึ้น "คนที่สีมู่หลี่ฆ่าต้องไม่ธรรมดาแน่ ศูนย์ซื่อหลงถึงได้เต้นผางขนาดนี้ ถ้าโดนซักไซ้ไล่เลียง พวกเราจะตอบยังไงดีล่ะ?"
ฉันส่ายหน้า "ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน โทรศัพท์ของสีมู่หลี่ก็ปิดเครื่อง ถ้าโดนจับไปสอบสวนจริงๆ ก็ตอบไปตามความจริงนั่นแหละ"
เธอคิดตามแล้วก็พยักหน้า "ก็จริง พวกเราเป็นคนของหน่วยสืบสวนเต๋า ถึงพวกนั้นจะสงสัยอะไร ก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้หรอก"
ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสีมู่หลี่ เป็นแค่ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกันเท่านั้น ฉันเลยไม่ค่อยกังวลว่าศูนย์ซื่อหลงจะเล่นงานเรา
ในมือถือฉัน มีสายที่ไม่ได้รับจากเซี่ยงซื่อหลินตั้งแต่เมื่อวาน แล้วก็มีข้อความทิ้งไว้ บอกว่าฝังศพมู่เซิงเรียบร้อยแล้ว ร่างกายเขากลับมาเดินได้ปกติ และออกเดินทางไปเสฉวนตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
ใช่แล้ว ที่ที่ฉันให้เขาไปก็คือเสฉวน!
เสฉวนมีภูมิประเทศที่แปลกประหลาด ภูเขาสลับซับซ้อน ผู้คนพลุกพล่าน เป็นแหล่งกบดานชั้นยอดของพวกสิ่งชั่วร้ายมาตั้งแต่สมัยโบราณ
ที่ไหนมีสิ่งชั่วร้ายเยอะ ที่นั่นก็มักจะวุ่นวาย และมีการทำเรื่องชั่วช้ามากมาย
ก่อนหน้านี้ฉันเคยคุยกับฉู่เหอ เขาบอกว่าที่เสฉวนมีภารกิจให้ทำเยอะที่สุด และเป็นที่ที่คนในแวดวงเต๋าแข่งขันกันดุเดือดที่สุดด้วย
เซี่ยงซื่อหลินเคยก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก ถ้าเขาสร้างผลงานที่เสฉวนได้ ก็จะเป็นประโยชน์กับเขามาก
แน่นอนว่า โอกาสที่มากขึ้น ก็ย่อมมาพร้อมกับอันตรายที่มากขึ้นด้วย!
รถยังคงแล่นไปตามปกติ
อีกแค่สองกิโลเมตรก็จะถึงซูหนานแล้ว จู่ๆ รถก็เบรกกังเอี๊ยด ตามด้วยเสียงดัง 'โครม' เหมือนชนเข้ากับอะไรสักอย่าง
"ชนคนเข้าแล้ว! เร็วเข้า โทรแจ้งตำรวจ เรียกพยาบาลด่วน!"
"ดูซิว่ามีใครบนรถบาดเจ็บหรือเปล่า!"
"โอ๊ย เป็นผู้หญิงด้วย น่าสงสารจัง..."
"..."
ผู้โดยสารบนรถแตกตื่นกันใหญ่ ลนลานทำอะไรไม่ถูก
หลายคนบาดเจ็บจากการเบรกกะทันหัน แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก
ได้ยินคนข้างหน้าบอกว่า มีผู้หญิงถูกชนจนหัวเละ ตายคาที่ คนที่เห็นสภาพศพถึงกับทนไม่ไหว อาเจียนออกมา
พอมองไปข้างหน้า ก็เห็นเลือดสาดกระเซ็นเต็มกระจกหน้ารถ สยดสยองจนไม่อยากมอง
พวกเราไม่ได้บาดเจ็บอะไร ผู้โดยสารคนอื่นๆ กำลังชุลมุนวุ่นวายกับการลงจากรถ พวกเราก็เลยต้องลงตามไปด้วย
คนใจดีบางคนถอดเสื้อคลุมไปคลุมศพไว้
คนขับรถถูกผู้โดยสารรุมต่อว่า แต่เขาก็ทำหน้าตาตื่นตระหนก บอกว่าผู้หญิงคนนั้นจู่ๆ ก็วิ่งตัดหน้ารถ เหมือนจงใจมาฆ่าตัวตาย
ตอนที่อยู่บนรถ คนที่นั่งเบาะหน้าคอยสังเกตการณ์ตลอด ก็ช่วยยืนยันคำพูดของคนขับ
เฉาฮุ่ยแอบสะกิดไหล่ฉัน "มีเรื่องแล้วค่ะ"
พอได้ยินแบบนั้น ใจฉันก็หล่นวูบทันที
หรือว่า... อุบัติเหตุครั้งนี้จะมีคนจงใจสร้างขึ้นมาจริงๆ?!
ฉันไม่กล้าด่วนสรุป เพราะยังไม่ได้ตรวจสอบอะไรให้แน่ชัด
แต่ที่แน่ๆ ถ้าเรื่องนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา คนที่ฉันนึกถึงก็มีแค่พวกมู่เต้าซูเท่านั้น!
ฉันลดเสียงต่ำ "ไป ปลีกตัวออกจากฝูงชน มุ่งหน้าไปซูหนาน!"
ถ้าเป็นฝีมือพวกมู่เต้าซูจริงๆ ที่นี่คนเยอะขนาดนี้ อาจจะโดนลูกหลงไปด้วย
แต่พอพวกเรากำลังจะเดินออกไป เฉาฮุ่ยก็หยุดกึก คิ้วขมวดมุ่น จ้องมองไปข้างหน้า
ฉันถามด้วยความสงสัย "มีอะไรเหรอ?"
เธอตอบ "ข้างหน้ามีผีบังตาค่ะ"
"ผีบังตา?" ฉันขมวดคิ้ว
ผีบังตา คือวิชาลวงตาที่พวกผีชอบใช้ ทำให้คนหลงทางเหมือนติดอยู่ในเขาวงกต
ฉันหรี่ตาลง "แผนสูงจริงๆ ไม่ยอมเล่นงานเราตรงๆ แต่มาดักหน้าไว้ กลางวันแสกๆ แบบนี้ พวกมันคงมั่นใจว่าเราไม่กล้าใช้วิชาปราบผีต่อหน้าคนเยอะๆ แน่"
จงหลินพูดเสริม "ถ้าเราไม่รีบไป พวกมู่เต้าซูต้องตามมาทันแน่"
ฉันพยักหน้า "ใช่ ผีบังตาก็แค่ตัวถ่วงเวลา รอให้พวกมันมาถึง ค่อยหาข้ออ้างส่งๆ ลากพวกเรากลับไป"
ตอนนี้พวกเราจะเดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ได้ กลายเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปซะแล้ว
(จบแล้ว)