- หน้าแรก
- ระบบหมาโง่ แกจำคนผิดแล้ว
- บทที่ 106 คู่กัดคู่ฮา พี่น้องเครื่องปรุง!
บทที่ 106 คู่กัดคู่ฮา พี่น้องเครื่องปรุง!
บทที่ 106 คู่กัดคู่ฮา พี่น้องเครื่องปรุง!
หน้าประตูโรงเรียนมัธยมสิบแปด นักเรียนทยอยแยกย้ายกันไปเกือบหมดแล้ว
พวกหลินลั่วสี่คนเดินทอดน่องออกจากประตูโรงเรียน บังเอิญมองเห็นรถแกรนด์เชอโรกีจอดอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามพอดี
เป็นรุ่นเดียวกับของหน่วยสืบคดีเดือดทีมหก รถคันนี้ดูสวยงามมาก ขับก็สบาย เป็นรถออฟโรดอันดับแรกในใจผู้ชายหลายคน
แน่นอนว่าถ้าคนมีเงินก็ยังชอบซื้อแลนด์โรเวอร์มากกว่า
ประตูรถเปิดออก ฉู่เจี้ยนจวินลงมาจากรถ วันนี้เขายังสวมชุดลำลองเหมือนเดิม
ตราบใดที่ไม่ได้ออกปฏิบัติภารกิจ ฉู่เจี้ยนจวินก็แทบจะไม่ใส่เครื่องแบบเลย ข้อแรกคือเพื่อไม่ให้สะดุดตา เวลาเจอพวกหัวขโมยก็จะไม่ทำให้พวกมันไหวตัวทัน
อีกข้อคือไม่ล่อเป้า เวลาสวมหมวกแก๊ป หากบังเอิญเจอคู่อริ อีกฝ่ายก็จะจำไม่ได้ในทันที
"คุณอาสอง~"
ฉู่เจียวเจียวเห็นฉู่เจี้ยนจวิน ดวงตาก็เป็นประกาย รีบโบกมือให้เขาอย่างดีใจ
"คุณอาฉู่!"
พวกหลินลั่วก็ทักทายฉู่เจี้ยนจวินอย่างมีมารยาทเช่นกัน
เมื่อวานฉู่เจี้ยนจวินเพิ่งเลี้ยงป่านเมี่ยน แถมยังเป็นคุณอาสองของฉู่เจียวเจียว ดังนั้นทุกคนจึงถือว่ารู้จักกันแล้ว
เจินจื่อคังเองก็เคยติดต่อกับเขามาหลายครั้งแล้ว จึงทำตัวสบายๆ
มีแต่เหล่าเวยที่ยังดูประหม่าอยู่บ้างเล็กน้อย
"หึๆ พวกเธอกำลังจะไปกินข้าวกันเหรอ?"
บนใบหน้าเหลี่ยมของฉู่เจี้ยนจวินเผยให้เห็นรอยยิ้มบางๆ
"ใช่ครับ กำลังจะไปกินป่านเมี่ยน"
หลินลั่วพยักหน้า เขารู้ว่าฉู่เจี้ยนจวินจะมารับเขา แต่ไม่คิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้
"งั้นก็พอดีเลย อาเองก็ยังไม่ได้กินข้าวเหมือนกัน พวกเราไปกินด้วยกันเถอะ"
ฉู่เจี้ยนจวินพูดพลางยกมือขึ้นดูนาฬิกา
ตอนนี้ถ้าไปที่กองร้อยหน่วยสวาท คนที่นั่นก็คงกำลังกินข้าวอยู่เหมือนกัน สู้กินข้าวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปดีกว่า
อีกอย่างลูกสาวอยู่ข้างนอกคนเดียว เขาก็ไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่
"ดีเลยค่ะ! พวกเราจะไปกินป่านเมี่ยนกัน คุณอาสองเป็นคนเลี้ยงนะ!"
ฉู่เจียวเจียวตบมือพลางยิ้มหวาน
ในความทรงจำของเธอ โอกาสที่จะได้กินข้าวกับฉู่เจี้ยนจวินนั้นมีน้อยมาก
และจำนวนครั้งที่ได้ออกมากินข้าวด้วยกันข้างนอกก็ยิ่งน้อยลงไปอีก
"ยัยเด็กคนนี้นี่~"
ฉู่เจี้ยนจวินส่ายหน้าอย่างจนใจ เสื้อกันหนาวตัวน้อยที่แสนอบอุ่นเริ่มมีลมรั่วซะแล้ว!
ระหว่างที่พูดคุยกัน ทั้งกลุ่มก็เดินมาถึงร้านป่านเมี่ยน
ป้ายร้าน 'ป่านเมี่ยนถนนอู่ชีสูตรต้นตำรับอันฮุย' เพิ่งจะติดขึ้นไปได้ไม่นาน ตัดกับป้ายร้านเก่าๆ ที่แขวนอยู่รอบๆ อย่างเห็นได้ชัด
ตอนนี้ในร้านมีคนไม่น้อย แต่พอพวกหลินลั่วเดินเข้าไป ก็พอดีมีโต๊ะหนึ่งกินเสร็จและลุกออกไปพอดี
หลังจากนั่งลงเรียบร้อยแล้ว แต่ละคนก็สั่งป่านเมี่ยนชามใหญ่ไปคนละชาม มีทั้งเส้นใหญ่และเส้นเล็ก
ฉู่เจี้ยนจวินใจป้ำสั่งเพิ่มทั้งไข่ ลูกชิ้น และหมูตุ๋นให้ทุกคนด้วย
เหล่าเวยถึงกับรู้สึกเกรงใจขึ้นมาเล็กน้อย
เขาไม่ได้สนิทกับฉู่เจียวเจียว แต่กลับมากินข้าวฟรีจากคุณอาของเธอถึงสองมื้อแล้ว ในใจจึงคิดว่าถ้ามีโอกาสจะต้องเลี้ยงคืนให้ได้
ไม่ใช่เลี้ยงฉู่เจี้ยนจวินนะ แต่เลี้ยงฉู่เจียวเจียว
การไปมาหาสู่กันถึงจะเรียกว่ามีน้ำใจ ถ้ามีแต่รับไม่เคยให้ก็เป็นแค่ปี่เซียะ ไม่มีใครชอบหรอก
เส้นยังไม่มาเสิร์ฟ ฉู่เจียวเจียวที่นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างหลินลั่วและฉู่เจี้ยนจวิน ก็ส่งยิ้มหวานมองฉู่เจี้ยนจวินที มองหลินลั่วที ความรู้สึกยินดีพวยพุ่งขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
"คุณอาสอง ทำไมจู่ๆ ถึงนึกอยากมาที่โรงเรียนของพวกเราล่ะคะ?" ฉู่เจียวเจียวเอียงคอถาม
"ตอนบ่ายอากับเสี่ยวลั่วมีธุระต้องไปจัดการนิดหน่อยน่ะ" ฉู่เจี้ยนจวินยิ้มบางๆ
เขาไม่ได้อธิบายรายละเอียด และฉู่เจียวเจียวก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
ฉันว่าแล้วเชียว พ่อจะจู่ๆ วิ่งมาที่โรงเรียนเพื่อกินข้าวกับเธอได้ยังไง ที่แท้ก็มาเพื่อหลินลั่วนี่เอง
พอคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวานนี้ ฉู่เจียวเจียวก็รู้ความและข้ามหัวข้อนี้ไป
"อี๋ พวกนายสองคนปอกกระเทียมให้น้อยลงหน่อยไม่ได้หรือไง?"
เด็กสาวมองดูกลีบกระเทียมที่เจินจื่อคังและเว่ยไท่จ้งปอกออกมากองพะเนินเป็นภูเขาเลากา แล้วกะพริบตาปริบๆ อย่างตกตะลึง
คนละหัวเลยเหรอ พวกนายกะจะกินให้เถ้าแก่ร้านหมดตัวเลยหรือไง?
"กินบะหมี่ไม่กินกระเทียม ความหอมจะหายไปครึ่งนึง!"
เจินจื่อคังและเว่ยไท่จ้งพูดขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
หลินลั่วถึงกับหมดคำจะพูดแล้ว
คนอื่นเขากินบะหมี่แกล้มกระเทียม แต่พวกนายสองคนนี่ทำตรงกันข้ามเลย!
มิน่าล่ะพวกนายถึงได้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย เป็นพวกคอเดียวกันของแท้เลย
"บะหมี่ชามใหญ่มาแล้วจ้า!"
ตอนนี้เองเถ้าแก่ร้านก็ยกป่านเมี่ยนสองชามเดินเข้ามา บนใบหน้ามีรอยยิ้มเบิกบาน ทว่าพอเห็นกลีบกระเทียมบนโต๊ะ รอยยิ้มก็พลันหุบลง
ไม่สิ รอยยิ้มไม่ได้หายไปไหน แค่ย้ายไปอยู่บนหน้าคนอื่นต่างหาก!
เว่ยไท่จ้งกับเจินจื่อคังเห็นว่าเป็นเส้นเล็ก ก็หัวเราะแฮะๆ แล้วรับมาทันที
"ขอบคุณครับ!"
ทั้งสองคนปากก็พูดตามมารยาท จากนั้นภายใต้สายตาจับจ้องของเถ้าแก่ร้านบะหมี่ พวกเขาก็หยิบขวดน้ำส้มสายชูบนโต๊ะขึ้นมา เปิดฝา แล้วเทพรวดลงไปในชามทันที
"นายเทให้น้อยลงหน่อยสิ เหลือให้ฉันบ้าง!"
"โธ่เอ๊ย ยังมีอีกตั้งเยอะ อย่าแย่งสิ!"
น้ำส้มสายชูเต็มขวด!
แถมยังใช้ขวดเครื่องดื่มเกลือแร่ไมดงอีกต่างหาก
เจินจื่อคังเทลงไปในชามครึ่งหนึ่ง เว่ยไท่จ้งก็รีบแย่งไป แล้วเทอีกครึ่งที่เหลือลงในชามของตัวเอง
น้ำส้มสายชูหกร้อยมิลลิลิตร หายวับไปกับตาทันที!
มุมปากของเถ้าแก่ร้านกระตุกยิกๆ เขาจำเจินจื่อคังและเว่ยไท่จ้งได้แล้ว จึงถอนหายใจออกมา ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยกบะหมี่ต่ออย่างเงียบๆ
ปีศาจน้ำส้มสายชูสองตนนี้จุติลงมาเกิด เขาคงไปตอแยไม่ไหว หลบไปให้พ้นๆ ดีกว่า!
ถือซะว่ามองไม่เห็นก็แล้วกัน
"เถ้าแก่ครับ ยังมีน้ำส้มสายชูอีกไหม ขออีกขวดนึงครับ!"
แม่มเอ๊ย~
"บนโต๊ะอื่นมี หยิบเอาเองเลย~" เถ้าแก่ร้านเสียงสั่น กัดฟันกรอดๆ ตอบกลับไป
หลินลั่ว ฉู่เจี้ยนจวิน และฉู่เจียวเจียวพากันส่ายหน้า
การที่เถ้าแก่คนนี้มาเจอลูกค้าสองคนอย่างพวกนาย ช่างเป็นกรรมของเขาซะจริงๆ
หลินลั่ว ฉู่เจี้ยนจวิน และฉู่เจียวเจียวสั่งบะหมี่เส้นใหญ่ชามโตกันทุกคน
ชามที่ใช้ก็คือชามกะละมังขนาดใหญ่ทั่วไป ใหญ่กว่าชามที่ใช้ที่บ้านมาก ทว่าเมื่อเทียบกับร้านบะหมี่ส่านซี ชามแบบนี้ถือว่าเป็นแค่เด็กๆ ไปเลย
บะหมี่ในร้านส่านซีมีหลากหลายชนิดและอร่อยมาก ที่ขึ้นชื่อก็มีบะหมี่เปี๋ยงเปี๋ยง บะหมี่ราดน้ำมันร้อน ขนมปังแช่ซุปเนื้อแกะ เป็นต้น
ชามใหญ่นั่นควรจะเรียกว่ากะละมังถึงจะถูก
ใหญ่ชนิดที่สามารถเอาหน้าจุ่มลงไปได้เลย!
ดูเหมือนจะคุ้มค่าคุ้มราคามาก แต่น่าเสียดายที่ของข้างในมีไม่เยอะ
ชามเดียวกินไม่อิ่ม สองชามก็ยังไม่อิ่ม นิสัยเสียเหมือนกันกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยไม่มีผิด
"บะหมี่เส้นใหญ่ชามโตมาแล้วจ้า~" เถ้าแก่ร้านยกบะหมี่เส้นใหญ่สองชามเดินเข้ามา
ฉู่เจี้ยนจวินและหลินลั่วรับมาแล้ววางลงบนโต๊ะ
"เจียวเจียว กินก่อนเลย~" ทั้งสองคนพูดขึ้นมาพร้อมกัน น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเอ็นดู
เจินจื่อคังและเว่ยไท่จ้งที่กำลังสูดบะหมี่อยู่ฝั่งตรงข้ามเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกัน
จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเติมน้ำส้มสายชูในชามเยอะเกินไป ทำไมกินแล้วถึงได้รู้สึกเปรี้ยวขนาดนี้นะ
"โธ่เอ๊ย พวกคุณกินก่อนเถอะค่ะ หนูรอเดี๋ยวค่อยกินก็ได้"
ฉู่เจียวเจียวยิ้มหวาน พลางดันบะหมี่สองชามที่ถูกเลื่อนมาตรงหน้าเธอ กลับไปให้หลินลั่วและฉู่เจี้ยนจวิน จากนั้นก็ยิ้มแย้มหยิบตะเกียบอนามัยยัดใส่มือของทั้งสองคน
"กินเถอะค่ะ รีบกินเลย"
"ฮ่าๆ ไม่เป็นไรๆ ลวกเสร็จพอดี เดี๋ยวผมไปยกบะหมี่มาให้"
เถ้าแก่ร้านพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะหันกลับไปยกมาให้อีกชามหนึ่ง
บะหมี่มาเสิร์ฟครบแล้ว ทั้งห้าคนก็ก้มหน้าก้มตาสูดบะหมี่
เจินจื่อคังและเว่ยไท่จ้งราวกับกำลังแข่งขันกัน กินบะหมี่หนึ่งคำ ตามด้วยกระเทียมหนึ่งกลีบ
เมื่อวานแข่งกันว่าใครกินน้ำส้มสายชูเยอะกว่า วันนี้ดูเหมือนจะแข่งกันว่าใครกินกระเทียมเยอะกว่า
เห็นสองคนนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อยขนาดนั้น ฉู่เจี้ยนจวินก็ถึงกับน้ำลายสอขึ้นมา
น่าเสียดายที่พอนึกขึ้นได้ว่าตอนบ่ายยังมีธุระสำคัญต้องทำ เขาจึงต้องอดทนไม่กินมันเข้าไป
สิ่งที่เด็กสองคนนี้พูดก็ไม่ผิดหรอก กินบะหมี่ไม่กินกระเทียม มันก็ขาดรสชาติไปจริงๆ นั่นแหละ!
ฉู่เจี้ยนจวินเม้มปาก คีบบะหมี่ขึ้นมาหนึ่งตะเกียบ แล้วสูดเข้าปากคำโต
หลินลั่วไม่ได้คลั่งไคล้กระเทียมขนาดนั้น
นานๆ จะกินที แต่เขาชอบกินหอมหัวใหญ่มากกว่า
หอมหัวใหญ่สีม่วงที่ปอกเปลือกแล้ว ดูเหมือนกับแอปเปิลสีม่วง รสชาติหวานอมเผ็ดอร่อยและยังช่วยแก้เลี่ยนได้ดี
เพื่อนทางฝั่งซินเจียงเรียกมันว่า ผียาจื่อ ซึ่งถือว่ามีบทบาทสำคัญในเมนูอาหารของพวกเขามาก
แต่เมื่อดูพี่น้องปีศาจน้ำส้มสายชูฝั่งตรงข้าม ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังดื่มด่ำกับรสชาติอย่างมาก
โดยเฉพาะเว่ยไท่จ้ง กินบะหมี่คำกระเทียมคำ กินอย่างเอร็ดอร่อยสุดๆ เขายกขาเก้าอี้ขึ้นมาเอนหลังโยกเยกไปมา
"โอ๊ย!"
เจินจื่อคังและเว่ยไท่จ้งร้องขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน ใบหน้าของทั้งสองบิดเบี้ยวเข้าหากัน สีหน้าดูเจ็บปวดทรมานสุดๆ ทำเอาพวกหลินลั่วทั้งสามคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสะดุ้งตกใจ
"พวกนายสองคนเป็นอะไรไป?" หลินลั่วเอ่ยถาม
เว่ยไท่จ้งเอามือกุมปาก พลางร้องอู้อี้อย่างหัวเสีย "กัดลิ้นตัวเอง อูย เจ็บชะมัดเลย"
พูดจบ เว่ยไท่จ้งก็โยนกระเทียมเข้าปากไปอีกกลีบ เคี้ยวกร้วมๆ
เจ้านี่ก็เป็นคนจริงเหมือนกัน
ในปากกัดจนเป็นแผลแล้ว ยังจะกินกระเทียมอีก ไม่กลัวแสบหรือไง
นี่กะจะฆ่าเชื้อหรือไงเนี่ย?
หลินลั่วหันไปมองคังจื่อ เห็นเขาน้ำตาไหลพราก ก็หลงคิดว่าเขาถูกความเผ็ดของกระเทียมเล่นงานที่โคนลิ้นอีกแล้ว จึงกลั้นขำแล้วถามไปว่า
"แล้วนายล่ะ คังจื่อ?"
คังจื่อตบผัวะเข้าที่กลางหลังของเว่ยไท่จ้ง
"เว่ยไท่จ้ง ไอ้บ้าเอ๊ย ขาเก้าอี้ทับเท้าฉันโว้ย!"
"ให้ตายสิ ฉันก็ว่าอยู่ทำไมขาเก้าอี้ถึงสูงข้างต่ำข้าง!"
"นายยังจะทับอยู่อีก โอ๊ย~~"
พรืด!
หลินลั่วและฉู่เจียวเจียวทนไม่ไหว หลุดขำก๊ากออกมา
...