- หน้าแรก
- เนตรสีเลือดใต้ตะวันวิปริตกับระบบบัฟโกงสยบสิ่งลี้ลับ
- บทที่ 607 - ศิษย์น้อง ข้าชอบนิสัยเจ้าจริงๆ!
บทที่ 607 - ศิษย์น้อง ข้าชอบนิสัยเจ้าจริงๆ!
บทที่ 607 - ศิษย์น้อง ข้าชอบนิสัยเจ้าจริงๆ!
บทที่ 607 - ศิษย์น้อง ข้าชอบนิสัยเจ้าจริงๆ!
จางหยางไม่ปริปากพูดจา ปล่อยหมัดกระหน่ำซัดเข้าใส่เย่ซานไม่ยั้ง
ทุกครั้งที่เกิดการปะทะ เลือดเนื้อบนหมัดของเย่ซานก็จะปริแตกออก
ไม่เพียงเท่านั้น ไม่ว่าจะโดนหมัดตรงไหน เลือดเนื้อก็สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้องสอบสวน
"ปะ... เป็นไปได้อย่างไร ท่านพี่ของข้าบรรลุถึงระดับเนื้อจินกังแล้ว แถมยังได้รับมรรคผลผิวหนังซ่าตั๋วด้วยซ้ำ..."
เย่ฮ่าวหงเบิกตาโพลงมองดูภาพตรงหน้าอย่างเหม่อลอย
เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจางหยางที่อยู่เพียงระดับผิวหนังซ่าตั๋ว จะสามารถต่อกรกับพี่ชายของเขาได้อย่างสูสี
ยิ่งไปกว่านั้น ยังดูเหมือนจะเป็นต่ออยู่นิดๆ ด้วยซ้ำ นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว
เย่เสวี่ยที่อยู่ด้านข้างได้ยินเสียงพึมพำของอันหรูอี้ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย "หรูอี้ นี่หรือคือพลังสั่นสะเทือน?"
นางรู้ดีว่าพลังสั่นสะเทือนคือปมในใจของเพื่อนสนิทมาโดยตลอด
เมื่อปีก่อนๆ เพราะความใจร้อนอยากสำเร็จวิชาโดยเร็ว ทำให้อันหรูอี้ฝึกฝนคัมภีร์ฝึกผิวหนังพุทธะไม่สำเร็จ จนต้องหันไปฝึกวิชาอื่นแทน
เป็นเหตุให้นางไม่สามารถบรรลุพลังสั่นสะเทือน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำสายของกู่ชวนซ่างเหรินได้
"ย๊าก~"
เย่ซานที่ถูกกดดันตั้งแต่ต้นจนจบ บังเกิดความโกรธเกรี้ยวขึ้นในใจ
เขาคำรามลั่น เลือดเนื้อบนร่างกายเริ่มขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต เพียงไม่นานก็ขยายร่างกลายเป็นสัตว์ประหลาดกล้ามเนื้อสูงสามเมตร
"ตายซะเถอะ! จางหยาง..."
เหวินโม่ที่เดิมทีกำลังรอดูเรื่องสนุกของเย่ซานอยู่ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขากระทืบเท้า "เย่ซาน เจ้ากล้ารึ!"
ทว่าเพิ่งจะขยับตัว ก็ถูกพลังสายหนึ่งดึงกระชากกลับมาเสียก่อน
เหวินโม่หันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นเย่เสวี่ยที่กำลังยืนยิ้มกริ่มมองเขาอยู่
"พวกเจ้าถึงกับ..."
เขานึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคนกลุ่มนี้จะกล้ามาทำกำเริบเสิบสานในหอกฎระเบียบ
หากจางหยางได้รับบาดเจ็บขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็ เรื่องคงจะบานปลายแน่
"ศิษย์พี่อัน ที่นี่คือหอกฎระเบียบนะ ท่านไม่กลัวว่าท่านเจ้าหอจะลงโทษหรือขอรับ?"
เมื่อได้ยินคำถามของเหวินโม่ อันหรูอี้ก็ปรายตามองเขาด้วยความเย็นชาโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ในขณะที่ทั้งสองกำลังโต้เถียงกันอยู่ หมัดของเย่ซานก็พุ่งเข้ามาถึงตรงหน้าจางหยางแล้ว
แววตาของจางหยางหดเกร็ง เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานอันมหาศาลที่แฝงอยู่ในหมัดนั้น
ทว่าไม่รู้ทำไม เขากลับรู้สึกว่าตัวเองน่าจะ... รับมือไหว
"ตายซะ!"
หมัดที่อาบไล้ด้วยแสงสีทองพุ่งสวนกลับไปหาเย่ซาน พลังสั่นสะเทือนถูกรีดเค้นออกมาจนถึงขีดสุด
ทันทีที่ปะทะกัน หมัดของจางหยางก็ทำหน้าที่ดุจสว่านเจาะไชเข้าใส่เย่ซานอย่างต่อเนื่อง
ชั่วพริบตาเดียว เลือดสดๆ และเศษเนื้อก็สาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ...
ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน มัดกล้ามเนื้อที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ กลับช่วยลดทอนอานุภาพของพลังสั่นสะเทือนลงได้
'นี่สินะ... ระดับเนื้อจินกัง?'
จางหยางหรี่ตาลง
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ต่อให้มีพลังสั่นสะเทือนคอยช่วยเหลือ ตัวเขาที่อยู่ในระดับผิวหนังซ่าตั๋วขั้นสมบูรณ์ก็ไม่อาจสร้างบาดแผลให้เย่ซานได้แล้ว
"จางหยาง ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า"
"แต่ความเจ็บปวดที่น้องชายข้าได้รับ ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสมันเหมือนกัน"
เย่ซานในร่างยักษ์สูงสามเมตรหัวเราะเหี้ยมเกรียมแล้วคำรามลั่น
จางหยางถอยร่นไปด้านหลังสองสามก้าวด้วยแววตาเย็นชา เบื้องหลังของเขาปรากฏเปลวไฟสุริยันแท้จริงลุกโชนขึ้น เปลวไฟนั้นเริ่มควบแน่นกลายเป็นรูปร่าง...
"หึ... วิชาอาคมรึ? คงจะเป็นวิชาที่เจ้าเรียนมาก่อนจะเข้าวิหารราชันโอสถสินะ?"
เย่ซานแค่นเสียงเย็นอย่างดูแคลน "เจ้าไม่รู้หรือว่าผู้ฝึกกายาอย่างพวกเราวิหารราชันโอสถ ไม่เคยเกรงกลัววิชาอาคมเลยแม้แต่น้อย?"
"วิชากระจอกๆ... ตายซะ!"
แขนของเย่ซานเริ่มปูดโปน เส้นเลือดบนหมัดปูดโปนเด่นชัด เขาพุ่งเข้าโจมตีจางหยางอย่างดุดัน
ปัง~
ฝ่ามือข้างหนึ่งคว้าหมัดของเย่ซานเอาไว้แน่นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
"อะ... อะไรกัน?"
เย่ซานมองฝ่ามือที่โผล่มาอย่างกะทันหัน ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นผู้มาเยือน รูม่านตาของเขาก็หดเกร็งอย่างรุนแรง "ฝะ... ฝูซู่!"
บนใบหน้าของฝูซู่ปรากฏรอยยิ้มอบอุ่น "หึหึ... มาตีศิษย์น้องของข้าถึงในถิ่นของข้าเลยรึ?"
"ดี ดี ดี..."
"ไม่ใช่... ไม่..."
ฝูซู่ไม่ปล่อยให้เย่ซานมีโอกาสอธิบาย เขาชูหมัดที่อาบไล้ด้วยแสงสีทองขึ้น ก่อนจะซัดเข้าใส่ศีรษะของเย่ซานเต็มแรง จนหัวผลุบหายเข้าไปในช่องอก
ทว่าเขายังไม่หยุดเพียงเท่านั้น หมัดแล้วหมัดเล่ากระหน่ำซัดเข้าใส่ร่างยักษ์สูงสามเมตรของเย่ซานไม่ยั้ง
ตูม~
ตูม~
ตูม~
ทั่วทั้งห้องสอบสวนเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
"พอได้แล้ว!"
เย่เสวี่ยคลายมือที่ควงแขนอันหรูอี้ออก เอ่ยเสียงขรึมด้วยใบหน้าดำคร่ำเครียด
ฝูซู่ชะงักมือที่กำลังจะซัดลงไป หันไปมองเย่เสวี่ย "โย่ เย่เสวี่ย ไม่ยอมอยู่แต่ในวิหารเสวี่ยเยี่ยของเจ้า กลับมาวางก้ามอวดเบ่งที่หอกฎระเบียบของข้าเนี่ยนะ"
"นี่เจ้าไปกินขี้เสือดาวเกล็ดเงิน หรือว่าดื่มน้ำล้างเท้าของหนอนหมื่นปีมากันแน่?"
"ถึงได้ใจกล้าหน้าด้านขนาดนี้..."
"ฝูซู่ เจ้า..."
เย่เสวี่ยโกรธจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง พลังพุทธะบนร่างเริ่มก่อตัวขึ้น
"อยากสู้รึ? ข้าก็จัดให้..."
ฝูซู่ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันแปดซี่ ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต
อันหรูอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตบหลังมือเย่เสวี่ยเบาๆ เพื่อให้นางใจเย็นลง
"ศิษย์พี่ฝูซู่ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิดนะเจ้าคะ สาเหตุของเรื่องมันลึกซึ้งมาก ไม่ใช่แค่คำพูดประโยคเดียวจะอธิบาย..."
เพียะ~
ไม่มีใครมองเห็นการลงมือของฝูซู่ได้ทัน ทว่าบนใบหน้าของอันหรูอี้กลับปรากฏรอยนิ้วมือห้าสายให้เห็นอย่างชัดเจน
เงียบกริบ ทั่วทั้งห้องสอบสวนเงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มหล่นลงพื้น
"ฝูซู่ เจ้า..."
เย่เสวี่ยเห็นเพื่อนสนิทของตนถูกหยามเกียรติเช่นนี้ ดวงตาก็แดงก่ำ พลังพุทธะรอบกายเริ่มแผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรง
"เจ้าอะไรของเจ้า ถ้าขืนพูดอีกคำล่ะก็ ฝ่ามือต่อไปจะไปอยู่บนหน้าเจ้าแน่"
แม้ฝูซู่จะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทว่ากลับไม่มีใครกังขาในความน่าเชื่อถือของคำพูดนี้เลย
"งั้นก็เข้ามาสิ!"
ยามนี้เย่เสวี่ยไม่สนอะไรอีกแล้ว
อันหรูอี้กระตุกแขนเสื้อเย่เสวี่ยเบาๆ พลางส่ายหน้า
นางรู้ดีว่าเย่เสวี่ยไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฝูซู่
"ศิษย์พี่ ข้าเพียงแค่ปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดนะเจ้าคะ!"
"ปฏิบัติตามกฎรึ? หึ... แล้วจะมีวันที่ข้าทำตามกฎบ้าง เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าก็อย่ามาคร่ำครวญขอความเห็นใจก็แล้วกัน"
ฝูซู่ไม่แม้แต่จะปรายตามองอันหรูอี้ ราวกับว่านางไม่ใช่ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน
เลือดเนื้อของเย่ซานเริ่มขยับเขยื้อนซ่อมแซมตัวเอง เผยให้เห็นถึงพลังการฟื้นฟูของระดับเนื้อจินกัง
ทว่าหลักๆ เป็นเพราะฝูซู่ไม่ได้ลงมือถึงตาย
ตูม~
ฝูซู่อัดหมัดลงไปอีกครั้ง "ข้าอนุญาตให้มึงขยับแล้วหรือไง?"
ก้อนเลือดเนื้อของเย่ซานแน่นิ่งไปในทันที
"ศิษย์น้อง สัมผัสดีทีเดียว เจ้าอยากจะลองดูไหม!"
ฝูซู่หันมายิ้มถามจางหยาง
"เอาสิขอรับ!"
จางหยางคลี่ยิ้มกว้าง
เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมกลืนความโกรธลงคออยู่แล้ว
เปลวไฟสุริยันแท้จริงเบื้องหลังเริ่มควบแน่นกลายเป็นกระบี่เหินเล่มแล้วเล่มเล่า ทว่าเนื่องจากห้องสอบสวนมีขนาดเล็ก จึงสร้างขึ้นมาได้เพียงร้อยเล่มเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น มันก็อัดแน่นจนเต็มพื้นที่ห้องสอบสวนแล้ว
เพียงแค่คิด กระบี่สุริยันบริสุทธิ์ก็พุ่งทะยานเข้าหาเย่ซานทันที
ชั่วพริบตา คลื่นความร้อนก็แผ่กระจาย กระบี่เหินประดุจการลงทัณฑ์เฉือนเนื้อ เฉือนเอาเลือดเนื้อของเย่ซานออกไปอย่างต่อเนื่อง
เพียงไม่นาน ร่างของเย่ซานก็เผยให้เห็นกระดูกพุทธะสีทองอร่าม
แน่นอนว่าการทำเช่นนี้ไม่อาจสังหารเย่ซานได้ ทว่าความเจ็บปวดที่ได้รับย่อมไม่น้อยเลย
ยามนี้ เย่ซานที่ถูกกระบี่เหินพุ่งทะลวงร่าง กำลังชักกระตุกอย่างรุนแรง
"ดี ข้าชอบนิสัยของศิษย์น้องจริงๆ"
ฝูซู่หัวเราะร่วน ตบไหล่จางหยางเบาๆ
"ขอบคุณมากขอรับศิษย์พี่ ไม่อย่างนั้นคนที่ต้องเจ็บปวดในตอนนี้คงจะเป็นข้าแทนแล้ว..."
จางหยางค้อมตัวลง ยิ้มขื่น
"เฮ้ย... ศิษย์พี่ศิษย์น้องอย่างเราจะมาเกรงใจอะไรกัน นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะบรรลุระดับหกขั้นสมบูรณ์แล้ว ดูท่าข้าคงเตรียมยาลูกกลอนฝึกผิวหนังมาเสียเปล่าแล้วล่ะ..."
ฝูซู่หยิบขวดหยกใบใหญ่ออกมาจากแหวนมิติ ดูจากขนาดแล้ว น่าจะมีไม่ต่ำกว่าห้าสิบเม็ด
แววตาของจางหยางฉายแววซาบซึ้งใจ "ลำบากศิษย์พี่แล้วขอรับ"
"เรื่องแค่นี้เอง ไว้คราวหน้าข้าค่อยเอายาลูกกลอนเลือดเนื้อมาแลกกับเจ้ายาลูกกลอนฝึกผิวหนังก็แล้วกัน"
ทั้งสองสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ ราวกับไม่เห็นอันหรูอี้ เย่เสวี่ย และคนอื่นๆ อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย...
(จบแล้ว)