- หน้าแรก
- ยอดคุณหมอระบบเยียวยา
- บทที่ 8 - คุณภาพของนักศึกษาสมัยนี้มันจะสูงเกินไปแล้ว
บทที่ 8 - คุณภาพของนักศึกษาสมัยนี้มันจะสูงเกินไปแล้ว
บทที่ 8 - คุณภาพของนักศึกษาสมัยนี้มันจะสูงเกินไปแล้ว
บทที่ 8 - คุณภาพของนักศึกษาสมัยนี้มันจะสูงเกินไปแล้ว
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น จี๋เสียงตื่นนอนตอนตีสี่ครึ่งตรงเป๊ะ
ที่บอกว่าไม่มีแผลใจอะไรนั่น มันก็แค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละ
จี๋เสียงฝันร้ายมาทั้งคืน พอตื่นขึ้นมาก็ยังเผลอเอามือไปจับดูตามสัญชาตญาณ
แข็งๆ ยังอยู่ดี แถมตอนคั่งเลือดก็ไม่เจ็บด้วย ชีวิตนี้ช่างงดงามเสียจริง
มันก็แค่การสัมผัสประสบการณ์ครั้งหนึ่งอย่างที่คิดจริงๆ ถึงแม้มันจะไม่ได้น่าอภิรมย์นัก แต่ยาชาเฉพาะที่ที่เอ็นพีซีระบบสอนให้หลังจากนั้นกลับทรงพลังสุดๆ
นอกจากนี้ การผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลายผ่านการฝึกฝนแบบลมปากเปล่าไปหนึ่งครั้ง สามารถอัปเกรดได้แล้ว! เมื่อคืนจี๋เสียงเหนื่อยเกินไป หัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย
ตอนนี้พอตื่นขึ้นมาเห็นว่าบนหน้าจอระบบมีค่าประสบการณ์เพียงพอแล้ว จี๋เสียงก็กดอัปเกรดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งปรากฏขึ้นทั่วสรรพางค์กาย เสียง "ติ๊งต่อง" ดังขึ้น พร้อมกับเสียงอิเล็กทรอนิกส์แห้งแล้งที่ดังแว่วมาข้างหูจี๋เสียง
【ขอแสดงความยินดี การผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลายอัปเกรดเป็นเลเวล 4 รางวัลพิเศษ — ความเร็วมือเมื่อทำการผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลาย +3, อัตราความผิดพลาดลดลง 20%】
อ้อ? เลเวล 3 ไปเลเวล 4 มีรางวัลแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?
แถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความเร็วมือ +3 มันหมายความว่ายังไง
แต่นั่นไม่สำคัญหรอก จี๋เสียงรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ การพัฒนาตัวเองต่างหากที่เป็นเป้าหมายหลัก
จี๋เสียงทบทวนรายละเอียดทางเทคนิคไปพลาง ลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันแล้วออกไปวิ่งจ๊อกกิ้งยามเช้า
สองชั่วโมงกว่าให้หลัง หลังจากวิ่งฮาล์ฟมาราธอนเสร็จ จี๋เสียงก็กลับบ้านอาบน้ำกินข้าว
เหลือเวลาดูงานที่โรงพยาบาลอีกสองวัน หลังจากนั้นก็จะเป็นการสอบ
การฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านตามมาตรฐานจำเป็นต้องสอบให้ผ่านถึงจะเข้าโรงพยาบาลได้ ในเมืองเอกของมณฑลยังถือว่าดีหน่อย แต่โรงพยาบาลในเมืองหลวงอย่างปักกิ่งนั้นอัตราการรับเข้าทำงานต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าขนลุกเลยทีเดียว
พอมาถึงโรงพยาบาล ก็ยังคงรวมตัวกันที่หน้าอาคารสำนักงานเหมือนเดิม
วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน สายตาที่นักศึกษาคนอื่นๆ มองจี๋เสียงเปลี่ยนไปซับซ้อนอย่างยิ่ง
"วันนี้พวกเราจะไปดูงานที่แผนกเทคนิคการแพทย์กัน" เจ้าหน้าที่จากฝ่ายวิชาการกล่าวแนะนำ
เพราะเริ่มเข้าสู่กระบวนการแล้ว ผู้บริหารฝ่ายวิชาการจึงไม่ได้มาด้วย แต่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่พากลุ่มแพทย์ฝึกหัดที่ยังไม่ได้สอบกลุ่มนี้ไปเดินดูรอบๆ
แต่เขาไม่ได้พานักศึกษาไปเดินดูทันที กลับล้วงกระดาษ A4 ที่พับไว้ออกมาจากกระเป๋า
"โรงพยาบาลของเราก่อตั้งขึ้นเมื่อ..."
เหล่านักศึกษาเงียบกริบ
ถึงแม้พวกเขาจะยังเด็ก แต่ก็เคยเห็นผู้บริหารกล่าวรายงานในมหาวิทยาลัยมาบ้างแล้ว
น่าเบื่อ ไร้รสชาติ แต่ดูเหมือนว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ก็จะไม่สามารถแสดงถึงความมีอำนาจน่าเกรงขามได้ล่ะมั้ง ขนาดเจ้าหน้าที่ผู้น้อยในยามที่ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ ยังเลือกที่จะกล่าวรายงานตามสัญชาตญาณเลย
นี่แหละหนาสังคม พวกนักศึกษาฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย
แต่จี๋เสียงกลับรู้สึกว่ามันน่าสนใจดี นอกจากคำกล่าวเปิดที่ต้องมีตามธรรมเนียมแล้ว พัฒนาการของอุปกรณ์ต่างๆ ในแผนกเทคนิคการแพทย์ของโรงพยาบาลในเครือแห่งที่สอง ล้วนบ่งบอกถึงกระบวนการก่อร่างสร้างตัวของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่แห่งหนึ่งจากศูนย์ไปจนถึงความสำเร็จ
"ฉันได้ยินมาว่าการสอบมะรืนนี้สำคัญมากเลยนะ"
มีคนกระซิบกระซาบอยู่ไม่ไกลจากด้านหลังจี๋เสียง
"ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน เห็นว่าคะแนนสอบจะถูกบันทึกไว้ แล้วเอาไปแปลงเป็นคะแนนรวม พอฝึกงานจบก็จะคัดคนเก่งๆ 3-5 คนให้อยู่ต่อที่โรงพยาบาลแพทย์แห่งนี้ล่ะ"
"แต่ก่อนพวกนักศึกษาปริญญาโทยังไม่ได้อยู่ต่อเลย ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพวกเด็กปริญญาตรีอย่างพวกเราที่ไม่ได้ขยันบ้าเลือดเท่าพวกบ้าแข่งขันพวกนั้นจะได้อยู่ต่อ"
"พ่อของจ้าวเทียนเจียวทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแพทย์นี่ ได้ยินมาว่าจะล็อกโควตาไว้ให้ที่หนึ่งด้วยนะ"
นักศึกษาที่สนิทสนมกันหลายคนด้านหลังกดเสียงต่ำคุยกัน แต่จี๋เสียงกลับได้ยินชัดเจนแจ่มแจ้ง
เขารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เมื่อก่อนหูของเขาก็ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีขนาดนี้
หรือว่าพอเข้าไปในระบบแล้ว ร่างกายจะได้รับการพัฒนาในทุกๆ ด้านเลยงั้นเหรอ?
การ "กล่าวสุนทรพจน์" ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการดำเนินไปได้เพียงครึ่งทาง หลอดไฟสว่างจ้าดวงหนึ่งก็เดินตรงเข้ามา
"โจวน้อย ยุ่งอยู่เหรอ"
"ศาสตราจารย์ม่อ จะไปสำนักงานเหรอครับ" เจ้าหน้าที่ทักทายตอบ
"เปล่าหรอก ฉันได้ยินหวังต้าเสี้ยวบอกว่าในกลุ่มนักศึกษาพวกนี้มีเด็กคนหนึ่งหน่วยก้านดี วันนี้ฉันก็เลยจะมาตามเขาไปเป็นลูกมือให้หน่อยน่ะ"
"..."
เจ้าหน้าที่ผู้น้อยชะงักไป นักศึกษาทุกคนก็อึ้งไปตามๆ กัน
มาตามแพทย์ฝึกหัดไปเป็นลูกมือ ศาสตราจารย์ม่อหมายความว่ายังไงกันเนี่ย?
"จี๋เสียง เธอใช่ไหม" ศาสตราจารย์ม่อเห็นจี๋เสียงที่สูงเด่นเป็นสง่า สะดุดตามาก จึงกวักมือเรียก "หล่อใช้ได้เลยนี่ ตามฉันไปที่แผนกผู้ป่วยนอกสิ"
จี๋เสียงเกาหัว สายตามองไปที่เจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ผู้น้อยก็ไม่ลังเล เขาเป็นแค่พนักงานระดับล่างในสำนักงาน ต้องให้ความเคารพต่อศาสตราจารย์ในแผนกคลินิกอย่างเต็มที่
ก็แค่แพทย์ฝึกหัดสำรองคนหนึ่ง ไปก็ไปสิ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย
"นักศึกษาจี๋เสียง เธอตามศาสตราจารย์ม่อไปเถอะ" เจ้าหน้าที่ผู้น้อยมองจี๋เสียงยิ้มๆ "ต้องรักษาโอกาสนี้ไว้ให้ดีนะ"
มองดูศีรษะล้านเลี่ยนสะท้อนแสงของศาสตราจารย์ม่อค่อยๆ ห่างออกไป เจ้าหน้าที่ผู้น้อยก็พูดอย่างภาคภูมิใจว่า "โรงพยาบาลในเครือแห่งที่สองของเรายึดมั่นในอุดมการณ์ที่เปิดกว้างและครอบคลุมมาโดยตลอด เราทุ่มเทให้กับการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านในระดับพื้นฐานอย่างเต็มที่"
"แพทย์ฝึกหัดของโรงพยาบาลอื่นทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง แต่พวกเธอก็เห็นกรณีของนักศึกษาจี๋เสียงแล้วนี่"
"เพราะฉะนั้นขอแค่พวกเธอขยันตั้งใจ ก็ย่อมมีโอกาสได้สัมผัสคลินิกมากกว่าโรงพยาบาลอื่นๆ อย่างแน่นอน..."
...
...
"จี๋เสียง ชื่อนี้ฟังดูเป็นมงคลดีนะ" ศาสตราจารย์ม่อพูดกลั้วหัวเราะ "วันนี้ไปทำผ่าตัดผู้ป่วยนอกกับฉันนะ"
"ได้ครับ ศาสตราจารย์ม่อ" จี๋เสียงเดินตามหลอดไฟมุ่งหน้าไปยังแผนกผู้ป่วยนอก
"ฉันได้ยินหวังต้าเสี้ยวบอกว่าเธอผูกปมเก่งเหรอ?"
"ก็พอได้ครับ ตอนฝึกงานผมเคยทำผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลายกับอาจารย์มาสองสามเคสครับ"
"เก่งมากเลยนี่" ศาสตราจารย์ม่อเอ่ยอย่างมีความหมายแอบแฝง
นักศึกษาฝึกงานที่ไปตามแผนกต่างๆ ก็แค่ไปเดินดู ไปสัมผัสคลินิกแบบผิวเผิน ส่วนจะได้รับประโยชน์กลับมามากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตา นิสัย และอุปนิสัยของแต่ละคน
สามารถลงมือผ่าตัดได้ตั้งแต่ช่วงฝึกงาน คนธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้หรอกนะ
"จุดความรู้เกี่ยวกับการผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลาย เธอพูดมาหน่อยสิ" ศาสตราจารย์ม่อพูดคุยสัพเพเหระอย่างมีนัย
นี่เป็นครั้งที่สองในรอบ 24 ชั่วโมงที่มีคนถามคำถามนี้กับเขา คนก่อนหน้าที่ถามก็คือเอ็นพีซีระบบนั่นเอง
ความรู้ชุดนี้จี๋เสียงเรียนมาอย่างแน่นปึ้กอยู่แล้ว ยิ่งได้การติวเข้มจากเอ็นพีซีระบบเข้าไปอีก ศาสตราจารย์ม่อก็ยิ่งฟังยิ่งเงียบ
คำตอบของจี๋เสียงไม่เหมือนกับที่ศาสตราจารย์ม่อคิดไว้เลย
ถึงแม้หวังต้าเสี้ยวจะชื่นชมนักศึกษาคนนี้มาก แต่ศาสตราจารย์ม่อก็แค่กะจะมาลองเชิงดูเท่านั้น
ถึงยังไงคลินิกก็ขาดแคลนคน โรงพยาบาลเอกชนที่เขาไปรับงานเสริมก็ยิ่งขาดคนหนักเข้าไปอีก การจะหา "แรงงาน" ที่เหมาะสมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พอเจอวัวงานที่เข้าตา ศาสตราจารย์ผู้คุมทีมเหล่านี้ก็ไม่อยากจะพลาดไปเหมือนกัน
ในจินตนาการของศาสตราจารย์ม่อ นักศึกษาตัวสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาคนนี้คงจะพูดอะไรออกมาได้เยอะแยะ แต่ต้องมีจุดบกพร่องอย่างแน่นอน
แล้วเขาค่อยอธิบายเสริม เพื่อแสดงถึงความอ่อนโยนและการสนับสนุนคนรุ่นหลังของตัวเอง
ถ้าจี๋เสียงพูดผิดอะไรไป ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่!
ศาสตราจารย์ม่อจะไม่ดุด่า แต่จะใช้น้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิมในการแก้ไขข้อผิดพลาดให้
เขาไม่ใช่ครูบาอาจารย์อะไร ที่เรียกจี๋เสียงมาก็แค่หาลูกมือเท่านั้น การผ่าตัดเล็กๆ ในแผนกผู้ป่วยนอกไม่มีแม้แต่ผู้ช่วย พยาบาลในห้องผ่าตัดก็เย่อหยิ่งกันทั้งนั้น เขาเรียกใช้ไม่ได้ การหาคนมาช่วยงานจิปาถะก็ดีเหมือนกัน
จี๋เสียงทำผิดพลาดเยอะๆ ยิ่งดี เพราะแบบนั้นเขาจะได้เสนอตัวทำงานอื่นๆ มากขึ้นไปอีก
ตามภาษาวัยรุ่นสมัยนี้ เขาเรียกว่าการปั่นหัวหลอกใช้ (PUA) นั่นแหละ
แต่ทว่า!
แผนการในใจของศาสตราจารย์ม่อกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า จี๋เสียงไม่เปิดโอกาสให้เขาเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มคนนั้นอธิบายการผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลายได้อย่างเป็นฉากๆ แถมยังพูดถึงรายละเอียดทางเทคนิคบางอย่างที่แม้แต่ศาสตราจารย์ม่อเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ ต้องหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงจะเข้าใจความหมายลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่
นี่คือระดับที่แพทย์ฝึกหัดควรจะมีงั้นเหรอ?!
ไอ้นี่มันแพทย์ฝึกหัดจริงๆ เหรอเนี่ย?!
ศาสตราจารย์ม่อหันขวับกลับไปมอง
เขามองเห็นเพียงกล้ามหน้าอกที่โผล่พ้นเสื้อยืดเรียบๆ ของจี๋เสียงมาวับๆ แวมๆ
ยังหนุ่มยังแน่น พลังงานเหลือล้น พลังชีวิตที่พวยพุ่งนั้นไม่อาจปกปิดไว้ได้เลย
สภาพนี้ ฉี่กระเด็นไกลสามจั้งก็คงเอาไม่อยู่มั้ง ศาสตราจารย์ม่อคิดในใจ
ทำงานศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะมานาน ความคิดบางอย่างก็ฝังรากลึกอยู่ในสมองจนกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว
มุกตลกเกี่ยวกับอุจจาระปัสสาวะในสายตาคนทั่วไปอาจจะดูหยาบโลน แต่สำหรับแผนกศัลยกรรมทางเดินปัสสาวะและอายุรกรรมโรคไตแล้ว คำว่า "มีฉี่" หมายถึงการต่อลมหายใจเลยทีเดียว
ไม่มีอะไรสกปรกหรอก ถ้าวันไหนไม่มีฉี่ออกมาจริงๆ ล่ะก็ คงได้ร้องไห้จนตายแน่ๆ
พลังชีวิตอันพวยพุ่งของจี๋เสียงสาดกระเซ็นใส่หน้าศาสตราจารย์ม่อเต็มๆ
ถ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญรับเชิญจากปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์หลังผ่าตัดเสร็จ ศาสตราจารย์ม่อคงจะกราบกรานด้วยความเลื่อมใส
แต่จี๋เสียงยังเด็กขนาดนี้ กลับพูดจาเหมือนเป็นพวกจิ้งจอกเฒ่าคลุกคลีอยู่ในวงการคลินิกมานาน นั่นทำให้เขาสับสนมึนงงจนรับไม่ได้
ยิ่งศาสตราจารย์ม่อฟัง หัวล้านของเขาก็ยิ่งสว่างวาบ สะท้อนแสงอาทิตย์ในเดือนกรกฎาคม สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงในการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
สามนาทีผ่านไป จี๋เสียงก็ยังคงพูดจ้อถึงรายละเอียดการผ่าตัดไม่หยุดหย่อน
ศาสตราจารย์ม่อไม่ได้ปริปากพูดอะไรเลยสักคำ ทว่าความรู้สึกหนาวเหน็บกลับค่อยๆ คืบคลานขึ้นมาจากส้นเท้าของเขา
กลางฤดูร้อนแท้ๆ แต่เขากลับรู้สึกเหมือนโดนเวทมนตร์น้ำแข็งโจมตีเข้าให้แล้ว
รายละเอียดทางเทคนิคมากมายที่จี๋เสียงพูด ฟังดูเหมือนจะเป็นการคาดเดาเอาเอง แต่ศาสตราจารย์ม่อที่เคยผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลายมาเป็นหมื่นๆ เคส รู้ดีว่านั่นคือจุดสำคัญที่ใช้แบ่งแยกความสามารถ ระดับ และชั้นเชิงของศัลยแพทย์!
อีกฝ่ายเป็นแค่แพทย์ฝึกหัด แถมยังเป็นแค่แพทย์ฝึกหัดสำรองด้วยซ้ำ
นี่มัน...
จะเป็นไปได้ยังไง!
ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!
ตัวเองต้องกำลังฝันอยู่แน่ๆ !!
ศาสตราจารย์ม่อเบิกตากว้าง
"จี๋เสียง เธอเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแพทย์ไหนมาเนี่ย?" เสียงของศาสตราจารย์ม่อแหบพร่าเล็กน้อย
"มหาวิทยาลัย~~ซวง~~~ยา~~~ซาน~~~ ครับ"
"..."
ศาสตราจารย์ม่อถอนหายใจยาว
มหาวิทยาลัยชั้นนำก็คือมหาวิทยาลัยชั้นนำ คุณภาพของนักศึกษามันสูงจริงๆ
เพียงแค่ไม่กี่นาที ความดูแคลนที่ศาสตราจารย์ม่อมีต่อหวังต้าเสี้ยวเมื่อวานนี้ก็มลายหายไปในอากาศอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งมองจี๋เสียงก็ยิ่งถูกชะตา
ด้วยความรู้พื้นฐานระดับนี้ อย่าว่าแต่จะเอาชนะเขาได้อย่างง่ายดายเลย... เอาเป็นว่าศาสตราจารย์ม่อรู้จักตัวเองดี เขารู้สึกประทับใจมากที่คุณภาพของนักศึกษาสมัยนี้สูงลิ่วจริงๆ
"ทำไมไม่เรียนต่อปริญญาโทล่ะ?" ศาสตราจารย์ม่อถาม
"แม่บอกว่าเรียนปริญญาโทไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ" จี๋เสียงยักไหล่ "ให้ผมกลับมาเป็นแพทย์ฝึกหัดที่เมืองหลวงของมณฑล หางานทำแล้วก็ตั้งหลักปักฐานให้มั่นคงน่ะครับ"
"ซี๊ด~"
ในสายตาของศาสตราจารย์ม่อ จี๋เสียงกลายเป็นคนหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่นแต่กลับถูกครอบครัวตัดอนาคตไปเสียแล้ว
สมัยก่อนเขาก็เคยมีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่ง สอบติดปริญญาโทแต่ไม่ได้เรียนต่อ หลังจากนั้นก็ทำงาน แต่งงาน เสียเวลาไปตั้งห้าหกปี พอชีวิตเริ่มมั่นคงถึงได้ไปสอบปริญญาโทที่โรงพยาบาลเสียเหอ
แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาดีนะ เพื่อนคนนั้นได้เป็นหัวหน้าทีมอยู่ที่โรงพยาบาลเสียเหอนู่น
แพทย์ฝึกหัดตัวน้อยตรงหน้านี้ก็เหมือนกัน ถูกครอบครัวหน่วงเหนี่ยวอนาคตเอาไว้
ปกติศาสตราจารย์ม่อมักจะสงบนิ่งไม่ยินดียินร้าย แต่วันนี้โดนจี๋เสียงสร้างความตกตะลึงให้ ทำเอาเขาคิดเป็นตุเป็นตะไปไกลลิบ
"เลอะเทอะจริงๆ" ศาสตราจารย์ม่อถอนหายใจยาว แต่ก็ไม่ได้ "ตำหนิ" พ่อแม่ของจี๋เสียงต่อ แต่กลับเปลี่ยนเรื่อง "ฉันขอดูฝีมือการผ่าตัดของเธอหน่อย หวังต้าเสี้ยวไม่ค่อยชมใครหรอกนะ แต่เขากลับชื่นชมเธอไม่ขาดปาก ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน"
"ได้ครับ"
จี๋เสียงไม่ได้แสร้งทำเป็นถ่อมตัว แต่ตอบตกลงง่ายๆ แค่คำเดียว
อาชีพหมอน่ะเรียบง่ายมาก ถึงแม้จะมีลูกเล่นอะไรมากมาย แต่โดยปกติแล้วก็มักจะใช้ทักษะเป็นเครื่องพิสูจน์กันทั้งนั้น
ทักษะดี ผ่าตัดได้สวยงาม วินิจฉัยโรคได้แม่นยำ แค่นี้ก็เหนือกว่าคนอื่นแล้ว
ความรู้พื้นฐานอันแน่นปึ้กของจี๋เสียงทำให้ศาสตราจารย์ม่อยอมจำนน ดังนั้นไม่ว่าจี๋เสียงจะทำอะไร เขาก็มองจี๋เสียงได้ขัดหูขัดตาน้อยลงไปเยอะ
พอมาถึงห้องผ่าตัดผู้ป่วยนอก ศาสตราจารย์ม่อก็พาจี๋เสียงไปเปลี่ยนชุด
ทั้งสองคนยังไม่คุ้นเคยกัน ศาสตราจารย์ม่อยังคงจมอยู่กับความรู้พื้นฐานที่จี๋เสียงเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ จึงไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก เปลี่ยนชุดเสร็จก็ขึ้นเตียงผ่าตัด
"รอยแผลเป็นคือเหรียญตราของลูกผู้ชาย คุณรู้ไหมว่าเหรียญตราที่ส่องประกายเจิดจ้าที่สุดคืออะไร..."
จี๋เสียงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน จากหนุ่มมาดขรึมตอนคุยกับศาสตราจารย์ม่อ กลายมาเป็นจิ้งจอกเฒ่าแห่งวงการคลินิกที่ทั้งอัธยาศัยดีและอ้าปากปล่อยมุกสองแง่สองง่ามได้อย่างลื่นไหล
เมื่อได้ยินจี๋เสียงพูดบทที่ตัวเองควรจะเป็นคนพูดกับคนไข้ ศาสตราจารย์ม่อก็กลืนคำพูดทุกอย่างลงคอไป รู้สึกจุกอกอย่างบอกไม่ถูก
แถมท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของจี๋เสียงก็ชวนให้ขนลุก ศาสตราจารย์ม่อถึงกับรู้สึกว่าในใจของเด็กคนนี้ คนไข้มีความสำคัญกว่าอาจารย์แพทย์อย่างเขาเสียอีก
บัดซบเอ๊ย
เด็กคนนี้เรียนรู้ไวเกินไปแล้วนะ ศาสตราจารย์ม่อรู้สึกปลาบปลื้มใจ แต่ก็มีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างปะปนอยู่ด้วย
(จบแล้ว)