- หน้าแรก
- ยอดบุรุษทะลุมิติ สยบบัลลังก์ต้าถัง
- บทที่ 220 - ริมลำธาร
บทที่ 220 - ริมลำธาร
บทที่ 220 - ริมลำธาร
บทที่ 220 - ริมลำธาร
หลี่เฉิงเฉียนรู้สึกถูกชะตากับฝางจวิ้นมาโดยตลอด ไม่ใช่ว่ามีคำกล่าวที่ว่า: ศัตรูของศัตรู คือมิตร... หรอกหรือ?
องค์รัชทายาทอาจจะไม่เคยได้ยินประโยคนี้มาก่อน แต่เขาเข้าใจหลักการนี้ดี
บทกวี《ชายชราขายถ่าน》ของฝางจวิ้นสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของอ๋องเวยหลี่ไท่อย่างประเมินค่าไม่ได้ ถือเป็นการช่วยเหลือหลี่เฉิงเฉียนทางอ้อม บุญคุณนี้หลี่เฉิงเฉียนต้องจดจำไว้
จะว่าไปแล้ว ในการ 'ก่อกบฏบุกวัง' ครั้งนี้ ฝางจวิ้นสร้างความดีความชอบใหญ่หลวง แต่กลับได้รับเพียงทรัพย์สินเงินทองที่ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งในเรื่องนี้ย่อมมีความขุ่นเคืองที่ฮ่องเต้หลี่เอ้อร์มีต่อฝางจวิ้นแฝงอยู่ด้วย ทำไมล่ะ? ก็เป็นเพราะบทกวีบทเดียวของฝางจวิ้นไปทำร้ายลูกรักอย่างชิงเชวี่ย (หลี่ไท่) เข้าอย่างจังน่ะสิ...
แต่ทว่าในตอนนี้ ความรู้สึกดีๆ ที่หลี่เฉิงเฉียนเคยมีต่อฝางจวิ้นกลับมลายหายไปจนแทบหมดสิ้น สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความรู้สึกอัปยศอดสูอย่างรุนแรง!
ข้าเป็นถึงองค์รัชทายาท เสด็จพ่อยังไม่ได้ปลดข้าออกจากตำแหน่งเลย เจ้าก็กล้าเสียมารยาทกับข้าถึงเพียงนี้แล้วหรือ? ต่อให้วันข้างหน้าข้าจะถูกปลดจริงๆ ข้าก็ยังคงเป็นเชื้อพระวงศ์ เจ้ากล้ามาหยามเกียรติข้าเช่นนี้ได้อย่างไร?!
รังแกกันเกินไปแล้ว!
ฝางจวิ้นย่อมสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหลี่เฉิงเฉียน เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ
อารมณ์แสดงออกทางสีหน้า จิตใจว้าวุ่นและหวั่นไหวง่าย นิสัยเช่นนี้ จะไปทนต่อการแก่งแย่งชิงบัลลังก์ ซึ่งเป็นการแข่งขันที่โหดร้ายที่สุดในโลกได้อย่างไร?
ถูกต้องแล้ว มันคือการแก่งแย่งชิงบัลลังก์!
ต่อให้ได้รับการสถาปนาเป็นรัชทายาทแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าแค่รอรับการสืบทอดแผ่นดินได้อย่างสบายใจ!
หากเป็นราชวงศ์อื่น หรือฮ่องเต้องค์อื่นก็คงพอจะพูดได้ แต่สำหรับฮ่องเต้หลี่เอ้อร์แล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้น เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้แล้ว
ต่อให้ฮ่องเต้หลี่เอ้อร์ตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะให้ราชบุตรองค์โตเป็นผู้สืบทอด ต่อให้เพื่อรักษาเสถียรภาพของราชสำนัก เพื่อความมั่นคงของราชวงศ์หลี่สืบไปนับพันปี ต่อให้ราชบุตรองค์โตคนนี้จะเป็นหมู พระองค์ก็ต้องกลั้นใจยอมรับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงใช้ไม่ได้ผลอยู่ดี!
ทำไมล่ะ?
เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่ฮ่องเต้หลี่เอ้อร์ก้าวเข้าสู่ประตูเสวียนอู่ และกวัดแกว่งดาบฟาดฟันพี่น้องของตนเอง ก็เป็นอันกำหนดไว้แล้วว่า ทายาทของพระองค์จะต้องมีความทะเยอทะยานและปรารถนาที่จะครอบครองตำแหน่งอันสูงสุดในใต้หล้านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
เพราะฮ่องเต้หลี่เอ้อร์ได้ทำเป็นแบบอย่าง เพื่อบอกกับทายาทของพระองค์ว่า ลูกชายคนรองก็สามารถพลิกโผขึ้นมาผงาดได้!
ในเมื่อมีตัวอย่างที่ดีที่สุดอย่างพระองค์เป็นข้อพิสูจน์ ลองถามดูสิว่า พระราชโอรสของพระองค์จะไม่มีความคิดที่ไม่บังควรเหล่านั้นได้อย่างไร?
อย่าพูดถึงเรื่องใครถูกใครผิด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอำนาจเด็ดขาดเบ็ดเสร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา...
ในชาติก่อน สมัยที่ฝางจวิ้นเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เขาเคยคบหากับแฟนสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหญิงเก่งจากคณะประวัติศาสตร์
ทั้งสองคนเคยโต้เถียงกันเกี่ยวกับชะตากรรมของหลี่เฉิงเฉียนผู้นี้หลายครั้งอย่างไม่สบอารมณ์นัก และแน่นอนว่าผลลัพธ์ก็คือ ฝางจวิ้น เด็กคณะเกษตรศาสตร์ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้...
ในสายตาของฝางจวิ้น จุดจบทั้งหมดของหลี่เฉิงเฉียน ล้วนเป็นการทำตัวเองทั้งสิ้น
หากจะพูดด้วยถ้อยคำที่ไม่ค่อยสุภาพนัก ก็ต้องบอกว่า รนหาที่ตายเอง!
ได้เป็นถึงองค์รัชทายาทแล้ว พ่อก็แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะสนับสนุนลูกชายคนโตให้สืบทอดบัลลังก์ ขุนนางคนสำคัญและผู้มีอิทธิพลในราชสำนักก็อยู่ข้างเจ้าตั้งมากมาย แต่เจ้าก็ยังดันทุรังทำเรื่องวุ่นวายตั้งมากมาย ขี่ม้าจนขาหัก เล่นรักร่วมเพศ ลอบสังหารน้องชายหลี่ไท่ หรือแม้กระทั่งคิดกบฏจะโค่นล้มพ่อของตัวเอง...
ถ้าไม่ใช่การรนหาที่ตาย แล้วมันคืออะไร?
แต่แฟนสาวของเขากลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ตามคำบอกเล่าของเธอ ก็คือ "อยู่ในยุทธภพ ไม่อาจทำตามใจปรารถนา" หรือ "ต้นไม้ประสงค์จะอยู่นิ่ง แต่สายลมไม่ยอมหยุดพัด"...
ในเมื่อนั่งอยู่บนตำแหน่งนั้น ในเมื่อมีคนรุ่นก่อนทำไว้เป็นเยี่ยงอย่าง ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับการท้าทายจากผู้ที่จ้องจะแย่งชิง!
หลี่เฉิงเฉียนขี่ม้าทำไม จนทำให้ขาหักและกลายเป็นโรคประจำตัวที่ปกปิดไว้ มันเป็นแค่อุบัติเหตุจริงๆ หรือ?
ทั้งๆ ที่รู้ว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายประดุจเดินบนน้ำแข็งบางๆ ทำไมถึงยังไปชอบพอชายบำเรอ จนเป็นเหตุให้ฮ่องเต้หลี่เอ้อร์ไม่พอใจอย่างรุนแรง?
การลอบสังหารน้องชายก็ถือเป็นเรื่องที่โง่เขลาพออยู่แล้ว แต่ทำไมถึงยังโง่เขลาจนปล่อยให้คนอื่นจับได้อีกล่ะ?
ส่วนเรื่องที่คิดก่อกบฏเพื่อกำจัดฮ่องเต้หลี่เอ้อร์ผู้เป็นพ่อ... เขาต้องมีความมั่นใจขนาดไหน ถึงได้คิดว่าตัวเองจะสามารถสั่นคลอนความภักดีของพวกแม่ทัพ แล้วดึงพวกนั้นมาร่วมมือกำจัดฮ่องเต้หลี่เอ้อร์ได้?
แม้นี่จะเป็นเพียงหลักวิภาษวิธี โดยไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ฝางจวิ้นก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
ทุกสิ่งทุกอย่าง แท้จริงแล้วล้วนซ่อนเร้นอยู่ในม่านหมอกแห่งประวัติศาสตร์ สิ่งที่คนรุ่นหลังมองเห็น ก็เป็นเพียงสิ่งที่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ต้องการให้เห็นเท่านั้น นี่แหละคือประวัติศาสตร์...
ดังนั้น สำหรับหลี่เฉิงเฉียนแล้ว ความรู้สึกของฝางจวิ้นจึงค่อนข้างสับสน ทั้งสงสารในความโชคร้าย และโกรธเคืองที่เขาไม่ยอมสู้เพื่อตัวเอง
แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไม่มีรอยร้าว หากเจ้าไม่มีข้อบกพร่องทางนิสัยจุกจิกจู้จี้เช่นนี้ แล้วจะถูกคนอื่นเพ่งเล็งได้อย่างไร และคนเหล่านั้นจะทำสำเร็จได้อย่างไร?
และเสียงถอนหายใจของเขา ก็ดังเข้าหูของหลี่เฉิงเฉียนอย่างชัดเจน
เขาไม่เข้าใจ เจ้ากำลังผิดหวังในตัวข้าอย่างนั้นหรือ?
เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาผิดหวัง?
เจ้ามีคุณสมบัติอะไรที่จะมาผิดหวัง?!
ความโกรธปะทุขึ้นในอกของหลี่เฉิงเฉียน กำลังจะอ้าปากคาดคั้น แต่ก็ถูกเสียงหนวกหูของตู้เหอขัดจังหวะเสียก่อน
"คุณชายรองฝาง ก็แค่ปลาสองตัวไม่ใช่หรือไง? ถึงขนาดจะต้องตีข้าให้ตายเลยหรือ! ข้าจะบอกอะไรให้นะ ไม่ใช่ว่าข้าสู้เจ้าไม่ได้ แต่ข้าแค่ยอมให้เจ้าต่างหาก! ไอ้โง่ ไอ้ทึ่ม ข้าจะ..."
เจ้านี่อยู่ฝั่งตรงข้ามของลำธาร คิดไปเองว่าฝางจวิ้นมีแผลที่ขาจึงทำอะไรเขาไม่ได้ เลยกระโดดโลดเต้นด่าทอฉอดๆ หวังจะกู้หน้าจากความอับอายที่เพิ่งถูกฟาดไปเมื่อครู่
ฝางจวิ้นโมโหขึ้นมาทันที เขามองไปรอบๆ เห็นม้านั่งตัวเล็กที่ช่างไม้หลิ่วเหลาสือทำไว้วางอยู่บนพื้น จึงเอื้อมมือไปคว้าขึ้นมา แล้วปาใส่ตู้เหอที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสุดแรงเกิด
"ไอ้บรรลัยเอ๊ย!"
"ฝางจวิ้น ถ้าเจ้าด่าข้าอีก ข้าจะ... โอ๊ย!" ตู้เหอกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ ไม่ทันระวังความแม่นยำอันยอดเยี่ยมของฝางจวิ้น ม้านั่งตัวเล็กลอยละลิ่วเข้ามาใกล้ด้วยความรวดเร็ว วาดเป็นเส้นโค้งพาราโบลาอย่างสวยงาม กระแทกเข้ากลางหน้าผากของตู้เหออย่างจัง จนเขาล้มหงายหลังตึง
โลกกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง...
หางตาของหลี่เฉิงเฉียนกระตุกยิกๆ คนผู้นี้ กล้าลงมือจริงๆ แฮะ...
เขารีบสั่งการใหองครักษ์ที่พามาเข้าไปช่วยคน หากตู้เหอถูกฝางจวิ้นฟาดตายไปจริงๆ เขาก็ต้องพลอยซวยรับเคราะห์ไปด้วย...
องครักษ์หลายคนรีบลุยน้ำวิ่งเข้าไปหา ช่วยกันตรวจดูอาการอย่างชุลมุน ก็พบว่ามีเพียงรอยปูดขนาดเท่าไข่ห่านบนหน้าผาก เลือดสักหยดก็ไม่มี
หลี่เฉิงเฉียนฝืนยิ้ม "เหตุใดต้องลงมือหนักถึงเพียงนี้?"
ฝางจวิ้นพูดอย่างไม่ใส่ใจ "ใครจะไปรู้ว่ามันจะตอบสนองช้าขนาดนั้น คงเอาแรงไปใช้บนหน้าท้องผู้หญิงหมดแล้วล่ะมั้ง"
หลี่เฉิงเฉียนชะงักไปเล็กน้อย ปรายตามองฝางจวิ้นอย่างสงสัย แล้วลูบจมูกตัวเองด้วยความเขินอาย
คำพูดนี้ฟังดูยังไงก็เหมือนเป็นการหลอกด่า ช่วงนี้ผู้ตรวจการราชสำนักถวายฎีกาตำหนิเรื่องที่เขาหลงใหลนักดนตรีชาย ซึ่งกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวโด่งดังไปทั่ว ไม่มีใครในกวนจงที่ไม่รู้เรื่องนี้...
ฝางจวิ้นชี้ไปที่องครักษ์วังตะวันออกคนหนึ่งแล้วสั่งว่า "เจ้า... ใช่ อย่ามองคนอื่น เจ้าแหละ ไปที่หมู่บ้านส่งข่าวหน่อย บอกว่าข้ากับองค์รัชทายาทจะนั่งชมวิวรับลมวสันต์ และเสวนากันเรื่องสัพเพเหระที่ริมลำธารสายนี้ ให้พวกบ่าวไพร่รีบไปเตรียมสุราอาหารชั้นเลิศมาให้หมด"
องครักษ์ผู้นั้นชะงักไปครู่หนึ่ง นึกในใจว่าข้าเป็นถึงองครักษ์วังตะวันออก เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาชี้นิ้วสั่ง? แต่เมื่อหันไปมองหลี่เฉิงเฉียน และเห็นหลี่เฉิงเฉียนพยักหน้าอย่างจำยอม เขาจึงหันหลังเดินจากไป
ทางด้านตู้เหอก็เลิกแกล้งตาย ลุยน้ำกลับมาอีกครั้ง เขาถอดเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออก แล้วกระชากเสื้อผ้าขององครักษ์วังตะวันออกคนหนึ่งมาสวมใส่เอง โดยไม่สนใจสายตาตัดพ้อขององครักษ์ผู้นั้น เขายัดเสื้อผ้าเปียกๆ กองหนึ่งใส่อ้อมอกขององครักษ์ พลางด่าทอว่า "ทำหน้าตาไม่พอใจอะไร? ไอ้คนไม่เคยเห็นโลกกว้าง! รู้ไหมว่าชุดของนายน้อยชุดนี้ราคาเท่าไหร่? ต่อให้เอาไปโรงรับจำนำ ก็ยังจำนำได้ตั้งสามห้าก้วนเชียวนะโว้ย!"
องครักษ์ผู้นั้นไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี...
เมื่อบรรดาบ่าวไพร่ในหมู่บ้านได้ยินว่าองค์รัชทายาทเสด็จมา ใครจะกล้าชักช้า ภายใต้การนำของฝางเฉวียน พวกเขารีบระดมคนกว่ายี่สิบคน จัดเตรียมโต๊ะอาหารอย่างรวดเร็ว ขนทั้งโต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง ถ้วยชามรามไหทั้งหมดมาไว้ที่ริมลำธาร
ต่อให้องค์รัชทายาทจะไม่เป็นที่โปรดปรานสักแค่ไหน แต่ก็ยังคงเป็นถึงองค์รัชทายาท ระดับการต้อนรับย่อมต้องไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
หลี่เฉิงเฉียนจิบสุรา 'เซาเตาจื่อ' (สุรามีดเพลิง) เข้าไปอึกหนึ่ง น้ำสุราอันร้อนผ่าวราวกับมีดเล่มเล็กๆ กรีดคอจนเจ็บแปลบ แต่กลับรู้สึกร้อนวูบวาบจนสะใจ!
เขาอ้าปากพ่นกลิ่นสุราออกมา พลางเอ่ยชม "สุราชั้นยอดจริงๆ! เมื่อก่อนเคยได้ยินมาว่า 'เซาเตาจื่อ' ในจวนของคุณชายรองเป็นสุราแรงอันดับหนึ่งในใต้หล้า ข้ายังไม่เชื่อ แต่ตอนนี้เพิ่งจะรู้ว่าข่าวลือนั้นไม่เกินจริงเลย เรียกได้ว่าเป็นยอดสุราแห่งยุคอย่างแท้จริง!"
เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการหมักบ่ม ยังไม่มีวิธีกลั่นเพื่อสกัดความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ สุราในสมัยราชวงศ์ถังส่วนใหญ่จึงมีรสชาติหวานๆ อย่างมากก็มีความแรงแค่สิบหรือยี่สิบดีกรีเท่านั้น จะเคยเห็นสุราแรงที่ได้จากการกลั่นเช่นนี้ได้อย่างไร?
เป็นเพราะการกลั่นสุราต้องใช้ธัญพืชจำนวนมาก ฝางจวิ้นกลัวว่าจะทำให้ฮ่องเต้หลี่เอ้อร์ไม่พอใจ ดังนั้นเขาจึงทำแค่เล็กๆ น้อยๆ เพื่อไว้ดื่มกินเองในจวน ไม่กล้าผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก
ตู้เหอจิบไปนิดเดียว ก็เผ็ดจนต้องแลบลิ้น เจ้านี่ก็เหมือนผู้หญิงที่คออ่อนอยู่แล้ว จะไปทนความแรงของสุราชนิดนี้ได้อย่างไร?
แต่เมื่อเห็นสายตาเหยียดหยามของฝางจวิ้น ตู้เหอก็หน้าแดงด้วยความอาย เขากลอกตาไปมา แล้วเอ่ยถาม "เมื่อกี้ไม่ใช่บอกว่าจะชมวิวรับลมวสันต์หรอกหรือ? วิวก็ชมแล้ว เหตุใดจึงยังไม่แต่งบทกวีมาให้ฟังสักบทเล่า?"
ถูกฝางจวิ้นทั้งเฆี่ยนทั้งปาข้องใส่ปลาใส่ แถมยังมาถูกดูหมิ่นอีก ตู้เหอรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงคิดจะเอาคืนบ้าง
การชมวิวรับลมวสันต์ ก็เป็นเพียงการสร้างบรรยากาศเท่านั้น ใครเขาจะมานั่งแต่งบทกวีกันจริงๆ จังๆ เล่า?
ไม่รู้ว่าหลี่เฉิงเฉียนคิดอะไรอยู่ จึงเอ่ยสนับสนุน "คุณชายรองมีบทกวีอยู่ในใจแล้วหรือยัง?"
ฝางจวิ้นเหล่ตามองตู้เหอในชุดองครักษ์ที่ดูไม่เข้าท่า พลางกล่าวยิ้มๆ "น้องตู้ อยากจะให้ข้าแต่งบทกวีจริงๆ หรือ?"
"เอ่อ... คือว่า..." (จบแล้ว)