- หน้าแรก
- ยอดบุรุษทะลุมิติ สยบบัลลังก์ต้าถัง
- บทที่ 120 - หลี่โย่วจอม 'เบียว'
บทที่ 120 - หลี่โย่วจอม 'เบียว'
บทที่ 120 - หลี่โย่วจอม 'เบียว'
บทที่ 120 - หลี่โย่วจอม 'เบียว'
"บุตรหลานเป็นเสมือนรั้วกั้น คอยปกป้องรักษาบ้านเมืองให้มั่นคงดั่งหินผา"
นี่คืออุดมการณ์ของหลี่ซื่อหมิน ดังนั้นในปีที่สิบแห่งรัชศกเจินกวาน พระองค์จึงทรงแต่งตั้งพระอนุชาและพระราชโอรสไปปกครองหัวเมืองต่างๆ ทั่วแผ่นดิน ให้สืบทอดตำแหน่งอ๋องชั่วลูกชั่วหลาน เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันศูนย์กลางอำนาจ
ในฐานะองค์ชายผู้ปกครองหัวเมือง ในเขตเมืองฉีโจวนี้ หากจะกล่าวไปแล้ว ฉีอ๋องหลี่โย่วก็เปรียบเสมือนตัวตนที่อยู่เหนือผู้ใดทั้งปวง
ดังนั้น เมื่อฉีอ๋องหลี่โย่วปรากฏตัวที่จวนสกุลฟาง ทั่วทั้งจวนจึงวุ่นวายกันไปหมด
ประตูใหญ่เปิดกว้าง นอกเหนือจากหลานชายสายตรงสองคนที่ต้องอยู่เฝ้าศพแล้ว คนอื่นๆ ล้วนออกมาต้อนรับกันจนหมด แม้แต่บรรดาญาติมิตรที่อยู่ในจวนเวลานี้ ก็มายืนเรียงรายอยู่สองข้างประตูใหญ่
ตระกูลฟางจัดเตรียมการต้อนรับในระดับที่รองจากการรับเสด็จองค์จักรพรรดิเพียงเล็กน้อย เพื่อต้อนรับฉีอ๋องหลี่โย่ว
หลี่โย่วยังคงมีใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากซีดเผือด ดูเป็นลูกผู้ดีเสเพลรูปงาม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเมืองปกครองท้องถิ่น ก็ไม่เห็นจะมีความสุขุมเยือกเย็นเพิ่มขึ้นมาเลย
ขบวนรถม้าจอดเรียงรายอยู่หน้าประตูใหญ่
หลี่โย่วสวมชุดคลุมปักลายมังกรขด สวมผ้าพันคอขนจิ้งจอกสีขาวบริสุทธิ์ เอามือไพล่หลังเดินทอดน่องเข้าไปในประตูใหญ่ เบื้องหลังคือเหล่าองครักษ์ประจำจวนอ๋องที่ล้วนมีรูปร่างกำยำล่ำสัน สวมชุดเกราะเต็มยศ ยืนตระหง่านอย่างน่าเกรงขาม แผ่รังสีอำมหิตและดุดันออกมา
เขาเดินตรงไปจนถึงหน้าฟางอี๋ซวิ่น จึงหยุดเดิน
คนตระกูลฟางโค้งคำนับอยู่สองข้างประตูใหญ่ ชายอยู่หน้า หญิงอยู่หลัง ทุกคนล้วนสวมชุดไว้ทุกข์สีขาว
ฟางอี๋ซวิ่นประสานมือกล่าวอย่างนอบน้อม "ขอน้อมรับเสด็จฉีอ๋องพันปี"
หลี่โย่วเบ้ปาก สีหน้าเต็มไปด้วยความรำคาญ "พอเถอะๆ จัดงานซะใหญ่โต ก็แค่พวกพิธีรีตองจอมปลอม ปากก็ทำเป็นเคารพนพอบ แต่ในใจไม่รู้แอบด่าข้าไปถึงไหนแล้ว... ข้าไม่ได้ใส่ใจกับพวกธรรมเนียมจอมปลอมพวกนี้หรอก รีบนำข้าไปเคารพศพนายท่านผู้เฒ่าซะทีสิ แล้วพวกเจ้าก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะ ข้าก็รีบจะกลับไปดื่มเหล้าต่อ พวกเจ้าเองก็จะได้สบายใจด้วย"
ฟางอี๋ซวิ่นพูดไม่ออก นึกในใจว่าทำไมท่านถึงพูดจาตรงไปตรงมาขนาดนี้นะ?
จึงทำได้เพียงเอ่ยว่า "การที่พระองค์เสด็จมาด้วยองค์เอง ทำให้คนตระกูลฟางรู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งใจยิ่งนัก สลักลึกอยู่ในใจ..."
นี่ก็เป็นแค่คำพูดตามมารยาทเท่านั้น พี่ชายของฟางเสวียนหลิงเสียชีวิต การที่หลี่โย่วมาเคารพศพด้วยตัวเอง ก็ถือว่าถูกต้องตามมารยาทของขุนนาง เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว หากเขาไม่มาสิ ถึงจะถือเป็นการเสียมารยาทอย่างรุนแรง ดีไม่ดีอาจจะโดนผู้ตรวจการถวายฎีการ้องเรียน ทำให้ต้องปวดหัวเปล่าๆ
ใครจะไปรู้ว่าหลี่โย่วได้ยินดังนั้น กลับแสยะยิ้มที่เหมือนไม่ได้ยิ้มออกมา แล้วเอ่ยว่า "คุณชายใหญ่พูดเช่นนี้ หรือว่ากำลังขุ่นเคืองใจและผูกใจเจ็บข้าอยู่ลึกๆ?"
ทุกคนตกตะลึง!
มีใครพูดแบบนี้กันด้วยหรือ?
ตระกูลฟางอย่างน้อยก็เป็นถึงตระกูลขุนนางระดับสูง ฟางเสวียนหลิงไม่เพียงมีความดีความชอบในการช่วยให้จักรพรรดิขึ้นครองราชย์ แต่ตอนนี้ยังเป็นถึงซ่างซูผูเย่อที่จักรพรรดิทรงไว้วางพระทัย การที่ท่านตามมาระรานถึงบ้าน พูดจาพล่อยๆ แบบนี้ กะจะหักหน้าตระกูลฟางให้หมดสิ้นเลยใช่ไหม?
ฉีอ๋องผู้นี้ สมกับคำร่ำลือจริงๆ...
ฟางอี๋ซวิ่นหน้าแดงก่ำ ในใจเต็มไปด้วยความโกรธ การกระทำที่ขวางทางสุสานบรรพบุรุษของคนอื่น ยังจะห้ามไม่ให้โกรธอีกหรือ? แต่ก็ไม่รู้จะตอบกลับอย่างไรดี จึงทำได้เพียงก้มหน้าลง แล้วตอบรับเบาๆ ว่า "กระหม่อม มิกล้า!"
หลี่โย่วยิ้มเยาะ "มิกล้า แต่ไม่ได้แปลว่าไม่โกรธแค้น ถูกไหม?"
ทุกคนต่างสูดหายใจเข้าลึกพร้อมกัน นี่กะจะบีบให้ตระกูลฟางฉีกหน้ากากใส่กันเลยใช่ไหม?
ไม่ใช่แค่คนตระกูลฟาง บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างก็เป็นคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลฟาง แม้ตอนนี้จะไม่มีใครกล้าออกโรงแสดงความไม่พอใจ แต่ลึกๆ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะโกรธเคืองกับคำพูดของหลี่โย่ว
เขากำลังจัดงานศพกันอยู่ ทำแบบนี้มันเกินไปหน่อยไหม!
เมื่อเห็นพี่ชายคนโตโกรธจนหน้าแดงก่ำ ฟางอี๋เจี่ยนที่อารมณ์ร้อนกว่าก็ยิ่งโกรธจัด
ทำไมถึงได้กดขี่ข่มเหงกันขนาดนี้ เป็นองค์ชายแล้วจะทำไม หรือคิดจะกวาดล้างตระกูลฟางให้สิ้นซากเลยหรือไง?
เขากำลังจะก้าวออกไปเพื่อต่อว่าหลี่โย่วสักตั้ง แต่ก็ถูกใครบางคนดึงชายเสื้อจากด้านหลังเอาไว้เสียก่อน
ฟางอี๋เจี่ยนหันขวับไปมอง ก็เห็นฟางจวิ้นเดินออกมาจากด้านหลังของตน ใบหน้าดำคล้ำมีรอยยิ้มที่เหมือนไม่ได้ยิ้ม "ไม่เจอกันหลายวัน ฝ่าบาทสบายดีหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
เมื่อหลี่โย่วเห็นฟางจวิ้น ในใจก็เกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ถึงกับยืนอึ้งอยู่กับที่
ไอ้บ้ากล้ามคนนี้... มาตั้งแต่เมื่อไหร่?
เขายังไม่ทันได้สติ จู่ๆ คนข้างๆ ก็ตะโกนขึ้นมาสุดเสียง "คุ้มครองฝ่าบาท! คุ้มครองฝ่าบาท!"
เหล่าองครักษ์ประจำจวนอ๋องแม้จะงุนงง แต่ก็ตอบสนองไปตามสัญชาตญาณ พากันก้าวไปข้างหน้า ชักดาบออกจากฝักและง้างธนูขึ้นสาย เข้าล้อมรอบคุ้มครองฉีอ๋องหลี่โย่วไว้ตรงกลางอย่างแน่นหนา
ทุกคนต่างส่งเสียงฮือฮา สีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมกัน และก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ฟางอี๋ซวิ่นยิ่งหน้าถอดสี หลี่โย่วคิดจะทำอะไรกันแน่?
มีเพียงฟางจวิ้นเท่านั้นที่ยืนตระหง่านอยู่ที่เดิม มองดูคมดาบขาววับและหัวลูกศรที่แหลมคมราวกับพงหนามตรงหน้าด้วยสายตาดูแคลน มุมปากยกยิ้มขึ้นมา "หลี่โย่ว เจ้าก็ยังทำตัวไม่เอาไหนเหมือนเดิมเลยนะ..."
ขุนพลข้างกายหลี่โย่วที่ตะโกน 'คุ้มครองฝ่าบาท' เมื่อครู่ ได้ยินดังนั้นก็ตวาดกลับ "ฟางจวิ้น! บังอาจเรียกขานพระนามของฝ่าบาทโดยตรง รู้ไว้ซะว่าที่นี่ไม่ใช่ฉางอัน ระวังข้าจะจัดการเจ้าให้..."
ยังพูดไม่ทันจบ หมวกเกราะเหล็กบนหัวก็ถูกใครบางคนเคาะอย่างแรง ชายคนนั้นโกรธจัด "ใครตีข้า?"
แล้วก็ได้ยินเสียงคำรามดังก้องอยู่ข้างหู
"ข้าตีเอง เจ้าจะทำไม? หือ?! ไอ้เยี่ยนหงเลี่ยง ใครให้ความกล้าเจ้า มาสั่งการแทนข้าฮะ? เห็นข้าเป็นหัวหลักหัวตอหรือไง? แค่ฟางเสี่ยวเอ้อร์คนเดียวก็ทำเอาเจ้ากลัวจนหัวหดขนาดนี้ วันๆ เอาแต่คุยโวโอ้อวดว่าตัวเองเก่งกาจนักหนา ช่างน่าขายหน้าจริงๆ..."
หลี่โย่วที่กำลังโกรธจัด ประเคนทั้งหมัดทั้งเตะใส่เยี่ยนหงเลี่ยงไม่ยั้ง ทั้งตีทั้งด่า
เขาโกรธมากจริงๆ
ไอ้บ้าฟางเสี่ยวเอ้อร์เพิ่งจะโผล่หน้ามา เจ้าก็รีบตะโกน 'คุ้มครองฝ่าบาท' ซะเสียงหลง จะบ้าหรือไง! ทำแบบนี้ มันก็เหมือนป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ว่าข้ากลัวไอ้ฟางเสี่ยวเอ้อร์นี่จนหัวหดไม่ใช่หรือไง? ทนไม่ได้เว้ย!
ถึงแม้ตอนที่เขาเห็นฟางจวิ้นเมื่อกี้ เขาเองก็ตกใจสะดุ้งเหมือนกัน... แต่จะแสดงออกให้ใครเห็นไม่ได้เด็ดขาด!
เยี่ยนหงเลี่ยงแค้นฟางจวิ้นฝังใจ ตอนอยู่ที่หอจุ้ยเซียน เขาถูกหมอนี่อัดซะน่วมจนเสียหน้าไปหมด... ดังนั้นพอเจอหน้าฟางจวิ้น ความแค้นก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที อยากจะฉวยโอกาสนี้สั่งสอนไอ้ทึ่มนี่ให้หลาบจำ
แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า แม้หลี่โย่วจะเกลียดฟางจวิ้นเข้าไส้เหมือนกัน แต่สิ่งที่หลี่โย่วทนไม่ได้ยิ่งกว่า ก็คือการแสดงความขลาดกลัวต่อหน้าฟางจวิ้น!
หลี่โย่วจำได้อย่างแม่นยำ ตอนที่เขามีเรื่องชกต่อยกับฟางจวิ้นจนถูกเสด็จพ่อลงโทษ หลังจากนั้นเสด็จพ่อก็มาพูดคุยกับเขา ซึ่งไม่ได้โกรธที่เขาไปก่อเรื่อง แต่โกรธที่ไปก่อเรื่องแล้วดันเสียเปรียบ โกรธที่เขาไม่ได้เรื่อง...
คิดดูสิ เด็กสองบ้านชกต่อยกัน ไม่ได้มีความแค้นฝังลึกอะไร ต่อยก็ต่อยไปสิ แต่ลูกบ้านตัวเองเป็นคนเริ่มหาเรื่องแท้ๆ กลับโดนลูกบ้านอื่นซ้อมซะงั้น คนเป็นพ่อแม่จะไม่เสียหน้าได้ยังไง? ยิ่งไปกว่านั้น เสด็จพ่อหลี่เอ้อร์เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ภาคภูมิใจในความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ของตนเอง จะให้ทนเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร...
ดังนั้นตั้งแต่นั้นมา หลี่โย่วจึงตั้งปณิธานไว้ว่า หากเจอหน้าฟางจวิ้นอีกครั้ง เขาจะไม่ยอมแสดงความหวาดกลัวเด็ดขาด ต่อให้ต้องโดนอัด ก็ต้องสู้กับไอ้ทึ่มฟางนี่ให้ถึงที่สุด!
แล้วผลลัพธ์ล่ะ?
เพิ่งจะเจอกันแท้ๆ เยี่ยนหงเลี่ยงก็ดันมาทำเรื่องแบบนี้ นี่มันจงใจประจานให้คนอื่นรู้ว่า ฉีอ๋องหลี่โย่วเจอหน้าฟางจวิ้นแล้วก็กลัวจนหัวหดเหมือนหนูเจอแมว ต้องอาศัยพวกมากลากไปเพื่อสร้างความกล้าให้ตัวเองชัดๆ?
สำหรับหลี่โย่วในตอนนี้ เรื่องนี้มันเลวร้ายยิ่งกว่าโดนอัดซะอีก ทนไม่ได้เว้ย!
ฟางจวิ้นก็ยืนอ้าปากค้าง เขาจะไปรู้ความคิดแบบพวกเบียวๆ ของหลี่โย่วได้อย่างไร? นึกว่าหลี่โย่วอยากจะคืนดีกับเขาซะอีก...
สถานการณ์พลิกผันเร็วจนทุกคนตั้งตัวไม่ติด รับสถานการณ์แทบไม่ทัน
ทว่า ทุกคนก็ต่างมองมาที่ฟางจวิ้นด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย
สำหรับเรื่องราวระหว่างฟางจวิ้นกับหลี่โย่ว ทุกคนต่างก็พอได้ยินมาบ้าง แต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ตอนนี้มาอยู่ในถิ่นของหลี่โย่วที่ฉีโจว ฉีอ๋องผู้นี้นอกจากจะไม่ฉวยโอกาสแก้แค้นแล้ว กลับซ้อมคนสนิทของตัวเองซะน่วม...
หรือว่าฟางจวิ้นจะมีบารมีน่าเกรงขามขนาดนั้นจริงๆ?
สายตาของสองพี่น้องตระกูลฟางเป็นประกายขึ้นมาทันที
(จบแล้ว)