เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 140 - แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

บทที่ 140 - แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

บทที่ 140 - แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน


บทที่ 140 - แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

"ขอดูมอบป้ายประจำตัวของเจ้าหน่อย"

เยวี่ยซานแบมือออกไป

เย่เซวียนหยิบป้ายประจำตัวออกจากมิติกลืนกิน แล้วส่งให้เยวี่ยซาน

"เจ็ดสิบหกล้านหกแสนหกหมื่นแปดพัน..."

เยวี่ยซานอ่านตัวเลขบนป้ายแต้ม ซึ่งเป็นคะแนนสะสมทั้งหมดของเย่เซวียน

"เอ่อ... ท่านผู้บัญชาการ แล้วข้าได้อันดับที่เท่าไหร่หรือขอรับ?" เย่เซวียนถามเสียงอ่อย

"ไม่ต้องห่วงหรอก เจียงเสียนถึงจะทะลวงถึงขอบเขตวิญญาณแท้จริงตอนกลางแล้ว แต่ในด่านที่สองนี้หาแต้มยาก เขาเพิ่งจะได้แค่สิบสามล้านแต้ม ยังห่างจากเจ้าอีกเยอะ" เยวี่ยซานตอบ

ถึงเย่เซวียนจะมั่นใจในตัวเองมาก แต่เขาก็ไม่กล้าฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าตัวเองจะได้ที่หนึ่ง เพราะเจียงเสียนยังไม่ได้ออกมาจากกระจกมิติมายา ใครจะรู้ หมอนั่นอาจจะดวงดีสุดๆ ไปเปิดเจอหีบสมบัติที่มีแต้มเป็นสิบล้านก็ได้

แม้โอกาสจะริบหรี่ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

"ตำแหน่งแชมป์ของเจ้าน่ะ นอนมาแล้วล่ะ เจียงเสียนถึงจะมีระดับพลังสูง แต่ตอนที่ต้องสู้กับเงาตัวเอง ถ้าเขาไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปได้ ก็อาจจะตกรอบเอาได้ง่ายๆ"

เยวี่ยซานมองดูประตูที่ปิดสนิท พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

หากภายในเวลาหนึ่งเดือน ผู้เข้าแข่งขันไม่สามารถเอาชนะเงาของตัวเองได้ ก็จะถือว่าถูกคัดออก และแต้มสะสมทั้งหมดก็จะกลายเป็นโมฆะ ไม่สามารถนำไปแลกรางวัลได้

แต่ถ้ามองในแง่ดี แต้มสะสมเจ็ดสิบหกล้านแต้มของเย่เซวียน ก็สามารถแลกผลึกศิลาระดับต่ำได้ถึงเจ็ดร้อยกว่าเม็ดเลยทีเดียว

"อยากให้งานประลองจบไวๆ จัง ข้าจะได้ทะลวงระดับวิญญาณแท้จริงตอนปลายสักที!" เย่เซวียนเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ

ตอนมาถึงเมืองหนานหลิน เขายังอยู่แค่ระดับวิถีการต่อสู้ขั้นที่เก้าตอนปลายอยู่เลย แต่ตอนนี้ เขาใกล้จะแตะจุดสูงสุดของขอบเขตวิญญาณแท้จริงแล้ว ทั้งที่เวลาเพิ่งผ่านไปแค่สามเดือนเท่านั้น

แต่พอนึกถึงพ่อผู้เก่งกาจราวกับปีศาจของตัวเอง เขาก็รู้สึกว่าแค่นี้มันยังไม่พอ

เมื่อแปดปีก่อน ตอนที่เย่ชงคว้าแชมป์งานประลองเมืองหลวง ระดับพลังที่แท้จริงของเขานั้น ไม่ใช่แค่ขอบเขตปราณแท้จริง แต่ทะลุขอบเขตแก่นแท้ศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วต่างหาก

จดหมายฉบับนั้น พ่อของเขาเขียนขึ้นหลังจากงานประลองจบลง

ตอนนั้นพ่อของเขาอายุแค่ยี่สิบแปดปี ยี่สิบแปดปี ก็ก้าวข้ามขอบเขตแก่นแท้ศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว!

ในขณะที่เยวี่ยซานที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ อายุอานามก็น่าจะปาเข้าไปสี่สิบแล้ว แต่เพิ่งจะอยู่แค่ขอบเขตปราณแท้จริงเท่านั้น

นี่แหละความต่างชั้น!

ที่เย่เซวียนพัฒนาได้รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ก็เพราะพึ่งพาระบบกลืนกิน ส่วนเย่ชงที่มีพรสวรรค์ล้นเหลือขนาดนั้น ก็คงจะไปเจอสุดยอดคัมภีร์วิชา หรือของวิเศษระดับเทพเข้าเหมือนกันนั่นแหละ

เยวี่ยซานเห็นเย่เซวียนเหม่อลอย จึงเอ่ยเตือน "เอาล่ะ ยังเหลือเวลาอีกตั้งยี่สิบกว่าวันกว่างานประลองจะจบ เดี๋ยวข้าให้คนพาเจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนแล้วกัน"

เย่เซวียนจึงถูกส่งตัวกลับไปพักที่เรือนรับรองตามเดิม

เขาเองก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าจะคว้าแชมป์งานประลองมาได้ ถึงแม้จะยังไม่ประกาศผลอย่างเป็นทางการ แต่โอกาสพลาดก็แทบจะเป็นศูนย์

ในเมื่อการแข่งขันยังไม่จบ เขาจึงทำได้แค่นอนตีพุงรออยู่ในเรือนรับรองไปวันๆ

ในวันที่ยี่สิบห้าของการแข่งขันด่านที่สอง จ้าวผานก็โผล่พรวดออกมาจากกระจกมิติมายา เขาต้องเค้นพลังจนทะลวงขีดจำกัด ถึงจะเอาชนะเงาของตัวเองมาได้

เย่เซวียนแอบนับถือคนพวกนี้จากใจจริง เพราะที่เขาเก่งได้ขนาดนี้ ก็เพราะพึ่งพาระบบกลืนกินล้วนๆ ถ้าไม่มีระบบ เขาคงเป็นแค่ไก่อ่อนตัวหนึ่งเท่านั้น

อัจฉริยะตัวจริงต้องคนพวกนี้ต่างหาก!

สามสิบวันผ่านไป ในที่สุดงานประลองเมืองหลวงก็ปิดฉากลง

จ้าวผานคาบข่าวมาบอกเย่เซวียนว่า มีผู้ผ่านด่านที่สองออกมาได้แค่แปดคนเท่านั้น คือยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณแท้จริงทั้งหกคน บวกกับเขาและจ้าวผาน

ส่วนคนอื่นๆ ตกรอบเรียบ!

แม้จะเหลือแค่แปดคน แต่แต้มรวมของพวกเขาก็มหาศาลเอาการ

หลังจบงานประลอง เย่เซวียนก็ได้รับแจ้งว่า อีกสามวันให้หลัง องค์จักรพรรดิจะทรงแต่งตั้งตำแหน่งให้เขาด้วยพระองค์เอง

นั่นหมายความว่า อีกสามวัน เขาจะได้เป็นขุนนางแล้ว!

ถึงจะไม่รู้ว่าจะได้ตำแหน่งอะไร แต่ดีกรีแชมป์งานประลองเมืองหลวง คงไม่ได้เป็นแค่ขุนนางปลายแถวแน่ๆ

เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เยวี่ยซานเป็นคนนำทางเย่เซวียนเข้ามายังสถานที่ที่คุ้มกันแน่นหนาที่สุดในพระราชวัง... พระที่นั่งเสวียนหยาง ซึ่งเป็นสถานที่ว่าราชการของเหล่าขุนนาง

เมื่อเย่เซวียนก้าวเท้าเข้าไป ก็พบว่ามีขุนนางยืนเรียงรายกันอยู่กว่าร้อยชีวิต รวมถึงผู้ตรวจการทั้งสิบหกคนด้วย และบนบัลลังก์มังกรนั้น มีบุรุษวัยกลางคนสวมมงกุฎมังกรประทับอยู่

ชายผู้นั้นก็คือ องค์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเสวียนหยาง จ้าวฉงกวง นั่นเอง

และคนที่ยืนอยู่ข้างๆ บัลลังก์ ก็คือจ้าวผาน องค์รัชทายาทร่างอวบอั๋น ในชุดคลุมมังกร

ภาพตรงหน้ามันดูขัดหูขัดตาพิลึก เย่เซวียนแทบไม่อยากจะมอง

"ขอเดชะฝ่าบาท กระหม่อมพาตัวเขามาแล้วพ่ะย่ะค่ะ" เยวี่ยซานประสานมือทำความเคารพอย่างนอบน้อม

ในโลกใบนี้ การเข้าเฝ้าขุนนางหรือแม้แต่องค์จักรพรรดิ ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าโขกศีรษะ เพียงแค่ประสานมือค้อมตัวก็เพียงพอแล้ว

เย่เซวียนรีบประสานมือทำความเคารพตาม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิตัวเป็นๆ ใจก็แอบตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

และเขาก็สังเกตเห็นว่า ที่ด้านข้างมีกระจกมิติมายาบานเล็กตั้งอยู่ด้วย หรือว่า... ภาพเหตุการณ์ในท้องพระโรงตอนนี้ จะถูกถ่ายทอดออกไปให้คนข้างนอกได้ดูด้วย?

เขาชักจะตื่นเต้นขึ้นมาแล้วสิ องค์จักรพรรดิจะประทานตำแหน่งอะไรให้เขากันนะ?

ขอแค่อย่าเป็นหัวหน้าขันทีก็พอ!

ทันใดนั้น ขันทีคนสนิทของจ้าวฉงกวงก็ก้าวออกมา คลี่ราชโองการสีทองอร่ามออก แล้วประกาศด้วยเสียงแหลมสูง "เย่เซวียน, เจียงเสียน, หลี่เส้าเทียน, ลู่อวี่..."

ขันทีประกาศรายชื่อเจ็ดคนรวด ซึ่งก็คือผู้ที่ผ่านด่านที่สองมาได้ทุกคน ยกเว้นจ้าวผาน

เย่เซวียนก้าวออกมาข้างหน้า แล้วรับฟังคำสรรเสริญเยินยอสารพัด ทั้งอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เป็นเสาหลักของชาติ บลาๆๆ ฟังจนเย่เซวียนหน้าแดงเถือก

แต่เมื่อขันทีประกาศตำแหน่งที่เย่เซวียนได้รับ เหล่าขุนนางทั้งท้องพระโรงก็ถึงกับอ้าปากค้าง

"มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เย่เซวียน เป็น แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน รับสนองพระบรมราชโองการ!"

เสียงประกาศก้องไปทั่วพระที่นั่งเสวียนหยาง และดังก้องอยู่ในหัวของเย่เซวียนด้วย

"แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน ฟังดูยิ่งใหญ่อลังการแฮะ พ่อของเจียงเสียนก็เป็นแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน ตำแหน่งของข้าน่าจะสูสีกันล่ะมั้ง"

เย่เซวียนคิดในใจอย่างพึงพอใจ รีบประสานมือรับสนองพระบรมราชโองการ

แต่แล้ว เขาก็ได้ยินเสียงซุบซิบนินทาจากเหล่าขุนนางเข้าจนได้

พวกขุนนางเหล่านั้นต่างมองว่าเย่เซวียนก็แค่เด็กเมื่อวานซืนที่ฟลุ๊คชนะเท่านั้น ถ้าวัดกันที่ฝีมือจริงๆ เจียงเสียนน่าจะเก่งกว่าเยอะ ตำแหน่งนี้ควรจะตกเป็นของเจียงเสียนต่างหาก

เย่เซวียนได้ยินแล้วของขึ้น อยากจะเดินไปตบปากพวกมันเรียงตัวจริงๆ

ด่านที่สองเขาแค่ดวงซวย ไม่เจอพวกขอบเขตวิญญาณแท้จริงเลยต่างหากล่ะ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ แล้วไปเจอเจียงเสียนเข้าล่ะก็ เจียงเสียนคงโดนเขากระทืบจมดิน แล้วก็โดนปล้นจนหมดตัวไปแล้ว

แต่พวกขุนนางก็ทำได้แค่ซุบซิบนินทา ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาคัดค้านราชโองการหรอก

ต้องรู้ไว้ว่า ตำแหน่งของเย่เซวียนตอนนี้ ใหญ่อันดับต้นๆ ของราชสำนักเลยนะ!

แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน, ผู้บัญชาการทหารองครักษ์, อัครมหาเสนาบดี ฯลฯ ตำแหน่งพวกนี้คือที่สุดของที่สุดแล้ว ขุนนางส่วนใหญ่ในที่นี้ ก็เป็นแค่ขุนนางระดับสองระดับสามกันทั้งนั้น วันหน้าถ้าเจอเย่เซวียน ก็ต้องก้มหัวทำความเคารพเขาอยู่ดี

หลังจากนั้น ก็เป็นการประกาศตำแหน่งของเจียงเสียน ลูกชายแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

เจียงเสียนได้รับตำแหน่ง รองผู้บัญชาการทหารองครักษ์ ซึ่งเป็นขุนนางระดับสอง ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

ส่วนคนอื่นๆ ล้วนได้รับตำแหน่งขุนนางระดับสามกันถ้วนหน้า

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 140 - แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

คัดลอกลิงก์แล้ว